Schindler's list
เพลงที่ถูกประพันธ์ขึ้นมาเพื่อให้มือไวโอลินที่ดีที่สุดในโลกคนหนึ่งเล่น
"Itzhak Perlman"
น่าเป็นความตั้งใจแรกสุดของ John Williams เลยก็ว่าได้

กล่าวถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ่งที่ทุกท่านเห็นผ่านภาพยนตร์ คงจะเป็นภาพอันโหดร้ายของกองทัพเยอรมันที่ไล่ต้อน และกวาดล้างชาวยิวไปกว่า 6 ล้านคน ในเหตุการณ์อันโหดร้ายนี้แน่นอนว่าย่อมมีบุคคลสำคัญเกิดขึ้นมาหลายต่อหลายคน ทั้งผู้ที่ได้ชื่อว่าน่าสะพรึงกลัวที่สุดในโลก หรือในทางกลับกัน ก็กำเนิดบุรุษผู้ช่วยชีวิตชาวยิวจากการกวาดล้างในครั้งนี้

นามนั้นคือ Oskar Schindler
ชื่อเพลงนี้ก็มาจากชื่อของเขานั่นเอง เพื่อประกอบภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชื่อเรื่องว่า "Schindler's list"

เดิมที มิสเตอร์ชินด์เลอร์คนนี้เป็นนักอุตสาหกรรม และสายลับของพรรคกรรมกรชาติสังคมนิยมเยอรมัน ที่ทุกท่านรู้จักในชื่อสั้น ๆ ว่า นาซี การกวาดต้อนชาวยิวทำให้เขามองเห็นหนทางการสร้างกำไรมหาศาล

พลเมืองชาวยิวที่ถูกลดทอนคุณค่าความเป็นคนจนต่ำเตี้ยเรี่ยดินสามารถจัดจ้างได้ในราคาที่ถูกแสนถูก ชินด์เลอร์มองเห็นในจุดนี้


ในตัวหนัง Schindler's list เอง Steven Spielberg เลือกที่จะให้ชินด์เลอร์ได้เห็นภาพของเด็กหญิงในฮู้ดสีแดงเดินปะปนท่ามกลางการกวาดต้อนชาวยิว 

สงครามคือการทำลายล้างโดยไม่แบ่งแยกเพศ อายุ และนั่นคงเป็นจุดเปลี่ยนของชินด์เลอร์ที่ทำให้เขาเริ่มมองเห็นคุณค่าของมนุษย์ แต่แรงกระตุ้นที่แท้จริงที่เกิดขึ้นกับบุรุษนามกระเดื่องผู้นี้ผมไม่อาจจะทราบได้ 

ทุกวันนี้ผมยังค้างคาใจในความเป็นคนดีของเขาด้วยซ้ำ

Schindler's list เป็นหนึ่งในผลงานประพันธ์อันโด่งดังของ John Williams นักแต่งเพลง ผู้อำนวยเพลงที่มีผลงานการทำเพลงประกอบภาพยนตร์มาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ Star wars, Superman, Harry Potter และอื่น ๆ อีกมากมาย 
แต่ Schindler's list เป็นเพลงที่เขาเจาะจงให้ Itzhak Perlman เป็น Soloist เพราะเพิร์ลแมนเป็นชาวยิว การจะให้ชาวยิวเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวโศกนาฏกรรมในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 น่าจะทำได้อย่างลึกซึ้งที่สุด

เพลง 4 นาทีนิด ๆ ถ่ายทอดช่วงชีวิตอันแร้นแค้น และหนักหน่วงได้อย่างหมดจด เสียง La จากสาย G ของไวโอลินแหบพร่าทว่าบาดลึก ดังกระเส่าออกมาราวกับคนไร้เรี่ยวแรง ที่กำลังจะเริ่มต้นเล่าเรื่องราวอันขมขื่น ชุดทำนองง่าย ๆ ในคีย์ D minor ถูกร้อยเรียงขึ้นราวกับต้องการให้คนจดจำมันให้ได้เพียงแค่ฟังครั้งแรก

ถ้าเปรียบเทียบทำนองรอบแรกเป็นสภาพของคนที่กำลังเล่าเรื่องอย่างไร้เรี่ยวแรง ทำนองที่ถูกบรรเลงซ้ำรอบที่สอง ก็คงเหมือนกับหัวใจของผู้เล่าที่กำลังกรีดร้อง เจ็บปวดยิ่งกว่าสิ่งที่เราเห็น หรือได้รับฟังจากผู้เล่าเรื่อง เสียงที่ถูกยกขึ้น 1 Octave นั้นตอกย้ำในจุดนี้ได้อย่างดีเยี่ยม

ความสิ้นหวังยิ่งกว่าถูกถ่ายทอดผ่านทำนองชุดที่สอง เสียงกระเส่าที่เริ่มเล่าเรื่องภาคต่อรุกเร้าขึ้นราวกับจะจู่โจมผู้ฟัง ในใจคงแอบเหยียดยันอยู่เป็นนัยด้วยถ้อยคำประมาณว่า "ไม่ลองมาเป็นฉัน ไม่มีวันเข้าใจหรอก"

ทำนองรุกเร้าขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ถึงจุดเปราะบางที่สุดของผู้เล่าเรื่อง เมื่อแก้วที่ร้าวได้แตกละเอียด ผ่านการ modulation จาก D minor เป็น A minor 
ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาตีความด้วยซ้ำ เพราะทุกทำนองในช่วงนี้แสดงถึงความเจ็บปวดอย่างที่สุด แล้วแผ่วปลายลงราวกับคนที่เสียใจจนสลบไป

Mental Trauma ของชาวยิวได้แพร่กระจายไปทั่วโลก จากการบอกเล่าผ่านสื่อต่าง ๆ ตอกย้ำให้ชาวโลกได้ตระหนักถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับพวกเขา

แต่ถ้ามองอีกนัย มันก็เป็นเรื่องที่น่าหมั่นไส้ที่พวกเขาพยายามยัดเยียดความขมขื่นของตัวเองลงบนสมองชาวบ้าน โดยมีเรื่องของ "ความเห็นอกเห็นใจ" ของมนุษย์มาเป็นเครื่องมือในการฝังรากเรื่องราวของพวกเขาให้ไม่มีวันลืม

ราวกับพวกเขาเป็นสัตว์สงวนที่ต้องรักษาไว้ ทั้ง ๆ ที่ค่าของมนุษย์เผ่าพันธุ์อื่นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลยแม้แต่น้อย

ไม่มีเหตุการณ์ไหนสำคัญไปกว่ากัน โดยเฉพาะในเรื่องของสงคราม และความรุนแรง

ผมหวังว่าความเศร้าของเพิร์ลแมนที่ถ่ายทอดลงบทเพลงจะเป็นของจริง ก็เท่านั้นเอง
SHARE
Writer
prestkt
Dreamcatcher
ผู้แสวงหาวิถีชีวิต

Comments