ดวงดาวไม่ได้หายไปไหน
ฉันจะไม่มีทางรู้เลยด้วยซ้ำว่าที่ที่ฉันอาศัยอยู่ยังสามารถมองเห็นดวงดาวได้อยู่ หากวันนั้นฉันไม่เดินออกไปหน้าบ้านของตัวเองแล้วพบว่าไฟกิ่งในหมู่บ้านดับ มันมืดจนแทบมองไม่เห็นทางเดินหรือมองเห็นบ้านใกล้เรือนเคียง แว้บแรกฉันตกใจมากกับความมืดนั้นแล้วนึกบ่นตัวเอง 'ทำไมนะฉันจะเดินไปหน้าบ้านแค่นี้ทำไมไม่หยิบโทรศัพท์มือถือติดมือมาด้วย?'

ในเวลานั้นฉันกลัวความมืดไปหมด จะเดินไปต่อก็ไม่กล้าในหัวสมองเอาแต่จินตนาการเรื่องบ้าๆ อยู่ 'ถ้าจู่ๆ มีลุงเลือดอาบหน้ามายืนอยู่หน้าประตูรั้วขึ้นมาจะทำยังไง' ใช่! ฉันคิดแบบนั้นไปแล้ว และก็มีแต่เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นในหัวเป็นสิบๆ ฉาก เพียงไม่นานฉันก็สามารถสลัดเรื่องในหัวตัวเองทิ้งไป แล้วเงิยหน้าขึ้นบนท้องฟ้าบอกกับตัวเองใหม่อีกครั้งว่า...  

'ลืมไปซะ! ถ้าเราไม่คิดเราก็จะไม่กลัวมันอีกปล่อยให้ทุกอย่างก็ดับไปตามความมืด...'

ความฟุ้งซ่านของฉันมลายหายไปแล้ว จึงพบว่ามีสิ่งสวยงามกำลังรอให้เราชื่นชมอยู่ ตรงหน้าฉันนั้นมีดวงดาวเต็มไปหมดราวกับว่ามันสามารถโอบล้อมตัวฉันไว้ได้ สวยมาก สวยไม่เปลี่ยนแปลง 
เพราะความไม่เปลี่ยนแปลงของมันชวนให้สมองคิดถึงเรื่องราวในอดีต
สมัยบ้านที่ฉันอยู่อาศัยนี้ความเจริญยังไม่เข้าถึง บ้านคนอยู่อาศัยไกลๆ จะมีหลังหนึ่ง นั่นจึงทำให้แสงสว่างในพื้นที่ยังไม่ค่อยมากและฉันสามารถมองพวกมันได้ด้วยตาเปล่า ทุกวันตอนฉันยังเด็กช่วงฤดูหนาว พ่อของฉันจะก่อกองไฟผิงกันสามคนพ่อแม่ลูก ต้มน้ำอุ่นให้คนในครอบครัวอาบ ระหว่างรออาบน้ำฉันก็ผิงไฟร้องเพลงไปมองดวงดาวไปเพลินๆ บ้างก็แต่งเพลงขึ้นเอง บ้างก็นึกเรื่องสนุกเป็นนิทานเรื่องใหม่เอง พอนึกถึงเรื่องที่ทำในสมัยนั้นทำไมไม่รู้มุมปากฉันหยักยิ้มเองโดยไม่รู้ ทั้งๆ ที่ฉันคิดว่าแบบนั้นมันมีแค่ในนิยายเท่านั้นแหละ แต่เปล่าเลยมันกำลังเกิดขึ้นกับฉัน 
ใช่! บางครั้งเรื่องราวในวันวานก็ทำฉันยิ้มได้เพราะคิดถึงวันวานในตอนที่เรามีความสุขอะไรกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พอฉันโตขึ้น ได้เผชิญกับโลกที่กว้างขึ้นจะมีความสุขเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้มันแทบหาไม่เจอ ฉันไม่มีเวลามีความสุขกับสิ่งรอบตัวเลยด้วยซ้ำ

น่าเสียดายที่ตอนนี้ฉันกลายเป็นคนสายตาสั้นไปแล้ว จากตอนแรกฉันคิดบ่นทำไมไม่หยิบโทรศัพท์มากลายเป็นฉันกลับโมโหตัวเองมากกว่า 'ทำไมถึงไม่ใส่แว่นตาตลอดเวลานะ!' และก็ดันลืมใส่ในช่วงเวลานาทีทองนี้อีก แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ! แม้จะมองไม่ชัดแต่ฉันก็รับรู้ได้ว่ามันสวยมากขนาดไหน...

ฉันดื่มด่ำกับการมองดวงดาวบนท้องฟ้าได้ทำความเข้าใจอะไรเพิ่มมากขึ้น ฉันถึงได้รู้ว่าตนนั้นเป็นยังไง
ฉันไม่รู้ว่ามีเรื่องหนักสมองมานานเท่าไหร่ แต่รู้เพียงอย่างเดียวคือตอนยืนมองดวงดาวในตอนนั้นทำสมองฉันโล่งสบายได้จนน่าแปลกใจ
ในตอนแรกฉันกลัวความมืดพอได้ลองทำตัวกลมกลืนไปกับมัน ยอมรับในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็วฉันกลับมองว่า 'เราจะมีความสุขได้มากขึ้นเท่านั้น' เพราะถ้าเอาแต่คิดว่าทำไมไม่มีแสงสว่างล่ะ ไฟฟ้าอยู่ไหนฉันมองไม่เห็นทางเดินแล้ว ฉันคงไม่มีวันมองหาสิ่งไหนมาทดแทนความสุขตรงนั้นได้ ทั้งที่ลืมไปแล้วความดวงดาวก็เคยทำให้ฉันในอดีตมีความสุขได้ด้วยเหมือนกัน
บางครั้งความมืดมิดก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป ไม่มีอะไรเลวร้ายไปเสียหมดและความสวยงามมันก็ยังคงไม่ไปไหนฉันลองเสี่ยงกลับเข้าไปในบ้านเพื่อหยิบแว่นตามาสวมจะได้มองดวงดาวให้ชัดๆ อีกครั้ง มองในแง่ดีไปซะว่า 'ดีซะอีกวันนี้ไม่มีแสงจากดวงจันทร์มากลบคงมองดาวได้ชัดกว่าเดิม' และดูเหมือนว่าโชคไม่เข้าข้าง พอเดินกลับมาหน้าบ้านอีกครั้ง กำลังมองขึ้นไปบนฟ้าได้แค่แป๊บเดียวไฟกิ่งในหมู่บ้านก็กลับมาสว่างดังเดิม แสงสว่างจากไฟทั้งหลายบดบังแสงดาวอีกครั้ง ดวงดาวถูกกลบความสวยงามไปด้วยดวงไฟพวกนั้นแทน
สุดท้าย... มันก็หลงเหลือเป็นความสวยงามที่ยังตรึงใจจนหยิบมาบันทึกในความทรงจำแทน
SHARE
Writer
LWLS
Writer
💛Lonely wolf, lonely sheep.💛

Comments