What is Art : Thailand Biennale Experiences Diary ; Chapter One
ศิลปะคืออะไร? นั่นสิครับ พูดตามตรงผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ศิลปะเป็นเหมือนอะไรบางอย่างที่เราพอรู้อย่างเลือนรางว่ามันคืออะไร พูดอีกอย่างคือ ถ้ามีใครสักคนพูดขึ้นมาว่า ศิลปะนะ ศิลปะ ศิลปะ! ทุกคนที่อยู่ในวงสนทนาก็จะเข้าใจไปเองและนึกถึงสิ่งเดียวกัน หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกัน คงไม่มีใครนึกถึงวิทยาศาสตร์ โบราณคดีวิทยา หรือจิตวิเคราะห์แบบฟรอยด์ขึ้นมาเมื่อพูดถึงศิลปะ เราส่วนใหญ่น่าจะนึกถึงภาพวาดโมนาลิซ่า รูปปั้นเดวิด หรือไม่ก็พิพิธภัณธ์ลูฟวร์ นึกถึงสิ่งที่เรียกว่า สุนทรียะ นึกถึงประโยคเข้าใจยากของนักวิจารณ์ศิลปะหรือไม่ก็ศิลปิน นึกถึงภาพบรรยากาศทีเคยเห็นในภาพยนตร์ แชมเปญและภาพผู้คนทำหน้าครุ่นคิด พยายามที่จะรู้สึก เป็นใบหน้าแบบที่แยกไม่ออกจริงๆว่าตกลงแล้วเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ซาบซึ้งอยู่หรือมึนตึงอย่างงงๆ การคิดถึงศิลปะของคนส่วนใหญ่ดูเหมือนจะเป็นการนึกถึงผ่านการนึกถึงผ่านการนึกถึงไม่รู้กี่ทอด ศิลปะตั้งอยู่ตรงนั้น เลยเขตแดนของชีวิตปกติออกไปนิดหน่อย มองเห็นอยู่ลางๆ เหมือนมีหมอกบัง แต่ก็พอมองเห็น แต่ไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วคืออะไร การเข้าถึงศิลปะของคนทั่วไปกลายเป็นเรื่องยากจนแทบเป็นไปไม่ได้ คล้ายมีกำแพงกระจดหนาๆใสๆ กางกั้นระหว่างเรา นับสิบ นับร้อยชั้น

ระหว่างวันที่ 2 พฤษจิกายน ปี 2561 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2562 ณ จังหวัดกระบี่ เกิดมีการจัดงานศิลปะระดับโลก Thailand Biennale Krabi 2018 กล่าวคือมางานศิลปะมาให้ชมถึงที่ ผมเองที่ตอนนี้อาศัยอยู่ที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ บางทีก็มีโอกาสเข้าไปเที่ยวในเมืองกระบี่ ไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าเขากำลังจัดงานอะไรหรอก แต่ก็มีโอกาสได้มาชมงานนี้อย่างไม่ตั้งใจ เรียกว่าเป็นเรื่องบังเอิญแท้ๆก็ได้ ผมว่าผมโชคดีจัง

ผมว่า เดี๋ยวผมคงต้องขอเวลาย้อนกลับไปอธิบายเรื่องปลีกย่อยของตัวเองสักนิด ไม่รู้ว่าจะดูเป็นการอวดเล่าเรื่องส่วนตัวประเภท ที่ถ้าคนอ่านอ่านแล้วจะคิดว่า อา เขียนมาทำไมเนี่ย เรื่องของเธอ ฉันไม่เห็นอย่างจะรู้เลย หรือเปล่า แต่ผมเองที่กำลังนั่งเขียนอยู่ตรงนี้นั้น รู้สึกว่าต้องเขียน เพราะรู้สึกขัดใจตัวเอง ว่ามันขาดอะไรไปสักอย่าง เอาอย่างนี้ไปก่อนแล้วกันนะครับ ขอโทษด้วย

เรื่องของเรื่องคือ ผมกับแม่เพิ่งย้ายมาอยู่ที่เกาะลันตาไม่ถึงสองเดือนดี เรามาทำงานและใช้ชีวิต แน่นอน ว่าอยู่ย้ายมาเริ่มชีวิตใหม่ คนรอบข้างโดยเฉพาะคนในครอบครัวย่อมเป็นห่วง ผมคงไม่เล่าถึงขนาดว่า ทำไมเราถึงย้ายมา ย้ายมายังไง ทำไมแม่ผมถึงอยากย้าย แล้วผมเป็นยังไงบ้างกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เพราะเรามีคำถามที่สำคัญกว่า…ศิลปะ! คืออะไร! รอให้เรามาหาคำตอบร่วมกันอยู่ เอาเป็นว่าด้วยการร่ายมนต์จากฝีปากของแม่ที่ผมเองไม่รู้อะไรด้วยเลย เราก็ย้ายมาอยู่ที่เกาะลันตาจนได้ เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นนั่นก็คือ ผมกับแม่มีลุงอาร์ม(หรือพี่อาร์มของแม่) มาใช้ชีวิตและทำงานอยู่ที่กระบี่ มีญาติคนเก่งอาศัยอยู่ใกล้ๆแบบนี้ ก็ทำให้ญาติๆฝั่งโน้นเบาใจขึ้น เรื่องมันก็เป็นแบบนั้นนั่นเอง

ช่วงเสาร์อาทิตย์ต้นๆเดือนกุมภา ผมกับแม่เข้ามากระบี่โดนมีแผนว่า จะไปเที่ยวที่ไหนก็ตามที่ลุงอาร์มซึ่งตอนนี้เป็นเจ้าถิ่นและผู้เชี่ยวชาญเรื่องกระบี่พาไป ผมก็ไปตามนั้น แล้วลุงอาร์มก็เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ รวมถึงเรื่อง Biennale ผมจำได้ติดใจว่าตอนนั้นเราอยู่ที่สามแยกเข้าเมืองกระบี่(สักสามแยกนั่นแหละครับ ผมก็ไม่รู้จะเจาะจงลงไปยังไง เพราะตัวเองก็ไม่รู้) แต่เราจะออกนอกเมืองไป ท่าปอมคลองสองน้ำ ผมจำได้ติดตาว่ามีป้ายโฆษณาประหลาดๆตั้งอยู่ตรงสามแยก มันเป็นรูปภูเขาหินปูนที่ตั้งอยู่ในทะเล คงอยู่ข้างเกาะอะไรสักอย่าง ในรูปทะเลไล่สีฟ้าคราม ฟ้าเขียว ขาวใส ไล่จากลึกลงมาตื้น สวยงาม ท้องฟ้าก็เป็นสีฟ้ากระจ่างใส มีเมฆลอยอยู่ตรงมุมล่างซ้ายของท้องฟ้า เป็นเมฆก้อนเล็กๆสามก้อน อันซ้ายสุดจางมากจนแทบมองไม่เห็นถ้าไม่มองดูดีๆ ก้อนกลางกลมชัด ก้อนขวาสุดถูกบังไปครึ่งซีดเพราะเกาะหินปูนอันนั้น บนเกาะหินปูนอันนั้น มีป้ายแบบป้าย Hollywood ตั้งอยู่ เขียนว่า Magriitte ผมในตอนนั้นแค่มองแล้วคิดว่ามันเขียนว่าอะไรวะ ไม่เห็นเข้าใจ อ่านตัวอักษรแบบดูเป็นรูปร่างนะครับ พลาดไปนิดเดียว ถ้าผมลองอ่านออกเสียงในใจสักหน่อย ผมคงร้องอ้อและตบเข้าฉาดว่า อ้อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง พอดีตอนนั้นกำลังฟังลุงอารม์พูดอยู่ ผมเองก็กำลังจ้องบิลบอร์ดโฆษณานั้นอย่างงๆ เพราะมันก็มีอยู่แค่นั้น คำว่า MAGRITTE ภูเขาหินปูน น้ำทะเล ท้องฟ้า ไม่มีคำอื่นเลย ผมเลยงงไปเลย มันเป็นโฆษณาอะไรกันวะ หรือไม่ใช่โฆษณา แล้วมันเป็นอะไรกันแน่ ตอนนั้นผมรู้สึกในใจแค่ว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆเกี่ยวกับป้ายนี้แค่ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ก็รู้สึกพอใจอย่างประหลาดที่มีภาพสวยๆให้มองแทนที่จะเป็นโฆษณาจริงๆ ที่ภาพก็ไม่ค่อยสวย จัดวางตัวหนังสือก็ไม่น่าดู คำที่เขียนก็ไม่น่าอ่าน ฝืนธรรมชาติ ดูเหมือนคำโฆษณาเกินไปหน่อย(อ้าว ก็มันเป็นคำโฆษณา!) พอนึกดูอีกทีแล้ว ผมว่าผมดีใจนิดหน่อยด้วยที่ได้จ้องภาพปริศนานั้น เหมือน โอ ได้หลุดพ้นจากป้ายโฆษณา(ซึ่งมีเต็มไปหมด มีอยู่ทุกที่) เลยรู้สึกไปว่า เหมือนได้มองท้องฟ้าที่กระจ่างใสและโปล่งโล่งอยู่จริงๆ คุณคงคิดว่า อา ผมคงจ้องภาพนั้นนานพอที่จะอธิบายมันได้ละเอียดมาก ความจริงคือผมจำไม่ได้หรอกครับ ที่อธิบายได้เพราะตอนนี้ผมมีภาพนนั้นอยู่กับตัว ข้างๆโน้ตบุ๊คที่กำลังพิมพ์นี้อยู่เลยต่างหาก!



กับคำถามที่ว่าศิลปะคืออะไร ที่ผมตอบได้ตอนนี้คือตัวเองไม่มีคุณสมบัติอะไรที่จะตอบคำถามนี้ให้ดีพอได้เลย ผมว่าเราไปอ่านหนังสือ The Story of Art / ว่าด้วยศิลปะ ของสำนักพิมพ์ PHAIDON กันดีกว่า ไม่ก็หนังสือเล่มนึงที่ผมเคยอ่าน ART IS ART, ART IS NOT ART / อะไร(แม่ง) ก็เป็นศิลปะ ของคุณ ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ ซึ่งผมเคยอ่านแล้วสนุกเพลิดเพลินมาก ทำให้รู้สึกว่า(พอ)เข้าใจ(มากขึ้น) และหวาดกลัวสิ่งที่เรียกว่าศิลปะน้อยลง เล่มนี่จะเกี่ยวข้องเกี่ยวกับศิลปะสมัยใหม่เป็นส่วนมาก ไม่มีเกี่ยวกับศิลปะยุคกลางหรือโบราณนะครับ

หรือไม่ถ้าอย่างงั้นเรามาซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์ Open World ที่มีเรื่องเกี่ยวกับแทบทุกสิ่งในโลกหล้ากันเถอะครับ มีตั้งแต่เรื่องเทคโนโลยี เรื่องฝน เศรฐษศาสตร์ สถิติ การเมือง รัฐศาสตร์ ศาสนา วิทยาศาสตร์ การศึกษา อาหาร สิทธิมนุษชน เสรีภาพในการพูด ความตาย การศึกษา บอกแล้วว่าทุกอย่างในโลกหล้าจริงๆ แม้ตอนนี้ทางสำนักพิมพ์จะปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้ว เพราะมีความเห็นต่างภายใน ความสนใจที่ต่างกัน ภายในกลุ่มผู้ถือหุ้น แต่แม้สำนักพิมพ์นี้จะจบ แต่หนังสือยังมีวางขายในตลาด และกลุ่มผู้ถือหุ้นก็แยกย้ายกันไปเปิดสำนักพิมพ์ใหม่และพิมพ์งานในแวดวงที่ตัวเองสนใจหรือแม้แต่สานต่อบางโครงการของสำนักพิมพ์ Open World ด้วย ดังนั้นย่อมมีหนังสือเกี่ยวกับศิลปะอยู่บ้างล่ะน่า ซึ่งก็มี ศิลปะสมัยใหม่ : ความรู้ฉบับพกพา David Cottington เขียน แล้วก็มี ศิลปะเรอเนซองส์ : ความรู้ฉบับพกพา Geraldine A. Johnson เขียน ไม่ก็ซื้อหนังสือ เมื่อฉันไม่มีขนฉันจึงเป็นศิลปะของ อาจารย์ ธเนศ วงศ์ยานนาวามาอ่าน ไม่ลองฟังอาจารณ์พูดใน รายการ สัตตะ ดูก็ได้นะครับ มีให้ชมฟรีไม่ต้องเสียสตางค์ในยูทูปอาจาร์พูดถึงหลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็มีศิลปะอยู่ด้วย มีหลายตอน ผมชอบตอน Olarfur Eliasson ศิลปะของการดูศิลปะ มีอะไรอีกล่ะ พอดีช่วงนี้ผมเกิดความสนใจในศิลปะสมัยใหม่ขึ้นมาอย่างยิ่งยวด เลยสั่งซื้อ และแล้วความรู้สึกร่วมสมัยก็ปรากฏ:ศิลปะร่วมสมัย 101 วรเทพ อรรถบุตร เขียน น่าเสียดายหนังถือยังส่งมาไม่ถึง เล่มอะไรก็เป็นศิลปะ ก็ไม่อยู่ใกล้มือผม หนังสือ The story of Art ก็ขายดีจนหมดสต๊อก ใน Readery (อยู่เกาะในจังหวัดห่างไกลกรุงเทพ ไม่มีร้านหนังสือให้เข้าหรอกครับ) เลยยังซื้อไม่ได้ (อาจจะไปดูใน Kino) ยังมีหนังสือเล่มต่างๆของ PHAIDON แต่ราคาสูง คงต้องค่อยๆเก็บตังค์เก็บมาทีละเล่ม ดังนั้นก็เลยไม่มีทางที่ผมจะทำความเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าศิลปะผ่านหนังสือหรือข้อเขียนของคนที่มีความรู้เล่านั้นได้เลยในตอนนี้ ทางเดียวที่เหลืออยู่คือการพยายามเข้าถึงโดยผ่านการวิเคราะห์วิจารณ์ประสบการณ์ของตัวเอง อย่างคำของ อาจารณ์เจตนา นาควัชระ ที่บอกว่า การวิจารณ์ในฐานะประสบการณ์ สำหรับสภาพในตอนนี้ผมก็อาจจะเปลี่ยนเป็น ศิลปะในฐานะประสบการณ์ คงจะพอได้นะครับ

นอกเรื่องนิดหน่อย ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือ นักเขียนนิยายในฐานะอาชีพ ของคุณฮารุกิ มูราคามิอยู่ อาจเพราะแบบนั้น เลยติดสำนวนหรือลีลาท่าทีของคุณมูราคามิในหนังสือเล่มนั้นมา ผมเองเสียดายที่ตัวเองยังไม่ค้นพบเสียงหรือท่าทางของตัวเองในการเขียน แต่ความจริงก็คือในเมื่อตอนนี้ผมเขียนได้แบบนี้ ก็เลยต้องเขียนแบบนี้ไป และพบว่ามัน(วิธีการเล่าเรื่อง)สอดประสานหรือเข้าร่องเข้ารอยกับสภาพของวัตถุดิบของเรื่องหรือประเด็นที่ผมจะเขียนได้ดีอย่างน่าประหลาดใจ ดังนั้นก็เลยบอกตัวเองว่า ก็เขียนไปเถอะ ก็เป็นแบบนั้นแหละครับ เลยออกมาเป็นแบบนี้ คงไม่แย่เกินไปนะครับ

ผมพอวิเคราะห์เรื่องนี้ได้นิดหน่อย ในฐานะที่หนังสือก็ถือว่าเป็นศิลปะประเภทหนึ่ง แม้จะไม่ใช่นวนิยาย แต่การเขียนชั้นดีก็ย่อมเป็นเหมือนลายเส้นชั้นดี เป็นศิลปะ ผมว่าหนังสือของคุณมูราคามิก็เป็นไปตามนั้นทุกประการณ์ คุณมูราคามิเขียนนิยายของเขาโดยการล่องไปตามเสียงเรียกของภายในจิตใต้สำนึกไป ผลงานจึงออกมาแปลกประหลาดนิดหน่อย และมีส่วนที่เป็นแฟนตาซีอิสระสูงอยู่เยอะ ส่วนงานเขียนด้านความเรียง ก็มีลักษณะเฉพาะที่ถ้าอ่านแล้วก็จะร้อง อ้อว่า นี่เป็นงานที่มูราคามืเขียนจริงๆด้วย เพราะมีความเฉพาะตัวสุงมาก ได้อ่านเองจะเข้าใจมากกว่า 

คุณมูราคามิก็เล่าว่า ความเรียงของเขาไม่ใช่ Non-fiction แต่เป็น A-Fiction ซึ่งเป็นการเล่นคำที่เขาคิดถึงมาเองตอนเขียนหนังสือรวมบทสัมภาษณ์ผู้เสียหายและผู้ก่อการ(ร้าย)แก๊สซาริน ที่ชื่อว่า Undergroud และผมเองก็เคยมีโอกาสได่อ่าน What I talk about when I talk about run หรือชื่อไทย เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง มีความเห็นว่า ความเรียงของคุณมูราคามิมีเองลักษณ์บางอย่าง จะพูดยังไงดี - คือนี่เลยครับ 'จะพูดยังไงดี' ท่าทีในความเรียงของคุณมูราคามิจะเขียนเล่าไปโดยมีแสดงความไม่แน่นอนใจ หรือแม้แต่สงสัยกับตัวเองว่าเรื่องที่จะเขียนเนี่ย ควรจะเขียนยังไงดี ซึ่งเวลาเขียนก็จะเขียนว่า จะพูดยังไงดีล่ะครับ แล้วเขียนต่อไป ผมสังเกตเห็นว่าคุณมูราคามิเขียนอยู่หลายส่วนหลายตอนว่า ผมเองก็ไม่มีความรู้เรื่องแบบนั้นหรอกครับ/ ผมเองจะว่าไปแล้วก็ไม่ค่อยจะเข้าใจนัก/ จะว่ายังไงดีล่ะครับ คือ… / เมื่อเป็นแบบนั้น ก็เอาแบบนี้ไปก่อนแล้วกันนะครับ กล่าวคือเป็นความเรียงแบบที่( โดยเฉพาะ Novelist as a Profesion)เป็นไปอย่างอิสระตามความรู้และความไม่รู้ของผู้เขียน เขียนด้วยภาษาเหมือนตัวเองกำลังพูดเล่าเรื่องให้คนอื่นรวมถึงตัวเองฟัง ตามใจตัวเองไป จะบอกว่าเอาแต่ใจก็ได้ งานความเรียงของคุณมูราคามิจึงมีลักษณะที่เรียกได้ว่าพิสดารทีเดียวเมื่อเทียบกับความเรียงที่น่าคุ้นชิน แต่เจ้าตัวก็ยืนยันบ่อยๆ ว่าก็เขียนเป็นแต่แบบนี้ ก็เลยต้องเขียนแบบนี้ แล้วมันผิดตรงไหน
 
ผมอ่านไปก็อัศจรรย์ในไป เพราะการทำแบบนั้น(บอกว่าตัวเองไม่รู้)ของคุณมูราคามิ เมื่อถูกวางไว้ในจุดที่เหมาะเจาะไม่ว่าด้วยความจงใจหรือเลื่อนไหลตามอารมย์มันก็ให้ความหมายที่มากไปกว่านั้น หรือแม้แต่ถึงกับส่องสะท้อนภาวะ วิพากษ์ วิจารณ์ ถึงสิ่งที่ไม่ได้พูดถึงด้วยความไม่รู้นั้นด้วย คุณมูราคามิเองบอกว่า ตัวเองเขียนไปอย่างอิสระตามเสียงในใจ และบอกว่าเขาเองเป็นคนประเภทที่ทำความเข้าใจอะไรไม่ได้ถ้าไม่เขียนออกมา ภาวะในงานเขียนจึงแสดงทีท่าทีดูผ่านๆเหมือนเป็นข้อด้อย 'จะว่าไปแล้วอย่างไม่รู้แหะ จะให้พูดยังไงดีล่ะ' ซึ่งเป็นภาวะกึ่งกลางระว่างไม่เข้าใจและเข้าใจ และดื้นรนหาหนทางที่จะทำความเข้าใจกับตัวเอง ผมมีโอกาศได้อ่านนิยายเล่มล่าสุดของเขาเป็นภาษาอังกฤษไปบ้างบางส่วน เลยตบเค่าฉาบ แล้วพยักหน้าว่า อย่างนี้นี่เอง ถ้าไม่เขียน Novelist as a Profesion ก่อน คุณมูราคามิก็คงไม่มีทางเขียน Killing Comendator ออกมาได้แบบที่มันเป็น ศิลปะเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการของการที่ศิลปินพยายามจะเข้าใจอะไรบางอย่างที่ปกติแล้วยากจะเข้าใจ การชมศิลปะโดยหลักการแล้วจึงเป็นไปเพื่อการเข้าใจสิ่งที่มักเรียกว่า อะไรสักอย่าง หลายๆอย่าง หรือไม่ก็รู้สึกรู้สาไปกับอะไรบางอย่าง ซึ่งปกติแล้วจะไม่อาจรับรู้ได้ชัดเจนในชีวิตประจำวัน แต่จะชัดเจนขึ้นในผลงานศิลปะ ตอนนี้ผมเข้าใจว่าอย่างนั้นนะครับ



Biennale เป็นงานจัดแสดงงานศิลปะกลางแจ้ง โดยที่ชิ้นงานจะตั้งอยู่ตามจุดต่างๆในเมืองที่จัดแสดง ศิลปินจะสร้างสรรค์ผลงานให้สอดเข้ากับอัตลักษณ์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของท้องที่นั้นๆ และในพื้นที่ที่จัดแสดง การจัดแสดงแบบนี้เรียกว่า Site-Specific Installation art หรืองานศิลปะจัดวางเฉพาะที่ งานศิลปะแยกย้ายกันไปตั้งตามจุดต่างๆในเมืองกระบี่ แน่นอนว่าไม่สามารถเดินชมจนหมดด้วยการเดินได้เหมือนงานศิลปะในแกลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์ งานในกระบี่คราวนี้มีศิลปะกระจายตัว ไปจัดอยู่ตามสถานที่ต่างๆเช่นหาดนพรัตน์ธารา อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี ท่าปอมคลองสองน้ำ หากไร่เล เกาะกลาง เกาะปอดะ อ่าวนาง คลองม่วง เขาขนาบน้ำ และในตัวเมืองส่วนเทศบาลทั้งเหนือใต้ของเมืองกระบี่ ผมคิดว่าด้วยตัวแนวคิดหรือคอนเซ็ปของงาน Biennale เองก็มีความเป็นงานศิลปะโดยตัวมันเอง เพราะได้สร้างประสบการณ์ที่แปลกต่างในการชมงานศิลปะ จากการปกติเราจะเดินเข้าไปในโซนพื้นที่จัดแสดงงานในพื้นที่ปิด เดินชมโดยมีอากาศเย็นสบายจากแอร์คอนดิชั่นทำให้ไม่เหนื่อยมากนักในการเดินชม เปรียบกันแล้วการชม Biennale คงเรียกได้ว่าเป็นการผจญภัย เพราะต้องขับรถไปตามที่สาธารณต่างๆ เดินฝ่าแดดร้อนๆของเมืองไทย ชิ้นงานแต่ละชิ้นแม้จะจัดอยู่นสถานที่ใกล้เคียงกันแต่จริงๆแล้วก้ไม่ได้ใกล้กันนัก รวมๆแล้วแต่ละที่ที่ไปต้องเดินร่วมกิโลหรือสองกิโล เหนื่อยนั้นเหนื่อยแน่ เป็นประสบการณ์เหนื่อนอย่างผิดธรรมชาติให้รสชาติแปลกประหลาดด้วยตัวมันเอง บางครั้ง เพื่อจะไปชมงานบางชิ้น ต้องนั่งเรือข้ามเกาะ ไม่ก็ขับรถออกไปจากตัวเมืองหลายสิบกิโลเพราะตัวงานศิลปะจัดวางอยู่ในอุทยาน อย่างที่ท่าปอมคลองสองน้ำ นอกจากต้องขี่รถไปแล้ว ยังต้องต่อเรือออกไปอีก เพราะงานศิลปะจัดแสดงอยู่กลางทะเล จะว่าไปแล้วถึงจะเหนื่อยหนักแต่ก็เรียกได้ว่านี่คือเอกลักษณ์และความสนุกของการชม Biennale

Biennale เป็นคำศัพท์ภาษาอิตาลี แปลว่า ทุกๆปีเว้นปี โดยทั่วไปใช้กับการจัดงานอะไรก็ได้ที่จะสองปีครั้ง ยกตัวเองงาน Berlin International Film Festival หรือ Vienna’s International Film Festival ซึ่งเป็นงานภาพยนตร์ ก็มีชื่อย่อๆว่า Berlinale กับ Viennale ตามลำดับ หรือแม้แต่งานศิลปะเหมือนกันแต่เป็นคนละงานหรือเฟรนไชน์ที่ใช้คำนี้ก็มีทั้ง Bienale de Paris หรือ Kochi-Muziris Biennale แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว Biennale จะหมายถึงหรือทำให้นึกไปถึง คำที่ใช้เรียก งานจัดงานศิลปะระดับโลกที่ขนาดใหญ่และมุ่งไปที่การจัดแสดง Contemporary Art หรือศิลปะร่วมสมัย ที่จัดครั้งแรกในนาม Venice Bienale อันโด่งดังในปี 1895 ก่อนที่จะก่อนจะกลายเป็นแม่แบบให้กับงาน Biennale ที่จะเกิดขึ้นนับร้อยๆงานภายหลังปี 1990

ในบรรดาผลงานกว่า 50 ชิ้นในจังหวัดกระบี่ มีผลงานอยู่สี่ชิ้นซึ่งถูกระบุไว้ว่า สถานที่ไม่เฉพาะเจาะจง กล่าวคือ ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ผลงานเลื่อนขยับที่จัดแสดงได้ มีชิ้นหนึ่งเป็นหนังสือนวนิยายด้วย(ภาษาอังกฤษ-เกี่ยวกับปราบการณ์การท่องเที่ยวในประเทศไทยผสมเรื่องเล่าเรื่องแต่งเรื่องอัศจรรย์พื้นบ้าน) แต่ชิ้นที่ผมอยากชมมากที่สุด เป็นผลงานของศิลปินชาว เวียดนาม นามว่าคุณ UuDam Tran NGUYEN ผมประทับใจงานชิ้นนี้มาก แม้แค่ได้ดูผ่านหนังสือที่รวบรวมเกี่ยวกับข้อมูลชิ้นต่างๆของการจัดงาน งานชิ้นนี้เรียบง่าย เต็มไปด้วยความหมาย ชัดเจนในตัวเอง ตีความได้หลายแบบ พูดอีกอย่างคือเป็นผลงานประเภทที่เข้าทางผมเข้าใจพอดี และผมชอบ ลองตรวจค้นในอินเทอร์เน็ตดูพบว่ามันเป็นงานในแนวทางที่แตกต่างไปจากงานโดยทั่วไปของคุณ UuDam อยู่มากทีเดียว เพราะภาพผลงานที่ปรากฏให้เห็นนั้นทั้งซับซ้อน สับสน วุ่นวาย และผมไม่เข้าใจอะไรในงานชิ้นอื่นๆของเขาเลย(ส่วนหนึ่งคงเพราะไม่ได้ไปดูถึงที่ บางทีอาจจะเข้าใจมากขึ้นกว่าแค่ดูรูปถ่ายที่ทั้งแบนและห่างจากชิ้นงาน) แต่นั่นก็ไม่ดืทำให้ผมหลงรักงานชิ้นที่แสดงอยู่สักแห่งในกระบี่ชิ้นนี้ของเขาน้อยลงเลย



Leave No Trace คือชื่อของผลงานชิ้นนั้น ผลงานเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายโดยเริ่มต้นจากศิลปินสร้างรองเท้าแตะที่ตรงรอยดอกยาง เมื่อเหยียบลงไปบนพื้นสายจะเกิดเป็นประโยคว่า “Good travelers leave no trace” หรือแปลว่า นักเดินทางที่ดีย่อมไม่ทิ้งร่องรอย ประโยคนี้ศิลปินไม่ได้คิดเอง แต่เป็นคำของปราชญ์โบราณ ขงจื่อ ซึ่งได้กล่าวเอาไว้เกือบสามพันปีมาแล้ว

ในหนังสือของงานอธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า ‘ผลงานชิ้นนี้คืองานศิลปะเชิงมโนทัศน์ที่เกิดขึ้นได้จากความเคลื่อนไหวอย่างเสรีในทุกอย่างก้าวของมนุษย์’ กระบี่เป็นจังหวัดที่มีสร้างเมHดเงินจากการท่องเที่ยวเป็นลำดับห้าของประเทศไทย ดังนั้นกระบี่จึงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ในศตวรรษใหม่นี้ มนุษย์มี ‘เสรีภาพในทุกอย่างก้าว’ มากกว่ายุคสมัยใดใด เพราะเทคโนโลยีด้านการบิน และโครงสร้างทางราคาซึ่งเกิดจากพลวัตของสภาพเศรษกิจโลกจากเมื่อs]kpทศวรรษก่อน ทำให้การเดินทางข้ามประเทษ ทวีป หรือแม้แต่ซีกโลกเป็นไปง่ายดายกว่าสมัยใด ทุกคนมีเสรีภาพที่จะเดินทางไปตามที่ที่ตนอยาก แต่เราตระหนักถึงความหมายของมันมากเท่าที่เราควรตระหนักหรือไม่?

เรื่องหนึ่งที่กำลังเป็นประเด็นร้อนและสำคัญยิ่งในโลกยุคปัจจุบันคือเรื่องภาวะโรคร้อนและการรักษาสิ่งแวดล้อม ธุรกิจท่องเที่ยว เครื่องบิน เรือ รถ ที่พานักเดินทางไปทิ้งรอยเท้าทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ได้ทิ้งรอยเท้าคาร์บอน(carbon footprint)ไว้มากมายอย่างไม่เคยมีมาก่อน เมื่อท่องเที่ยวต่างๆทั่วโลก นอกจากสร้างเม็ดเงินมหาศาล อีกสิ่งที่ได้รับคือสภาพที่โทรมทรุดอย่างรวดเร็วของตัวเมืองและขยะที่กร่านเกลื่อนไปทั่วทุกหนแห่ง ช่างสองสามปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปีนี้ มีข่าวเกี่ยวกับวิกฤตขยะที่ก้นทะเลจำนวนมาก แสดงถึงความไร้รับผิดชอบของคนเดินทางผู้มีอิสระ ทั้งที่มีคำกล่าวโบราณของปรัชญาตะวันตกกล่าวไว้กว่าสองพันปีว่า หากเจ้ามีอิสรเสรี เจ้าก็ต้องรับผิดชอบสิ่งที่เป็นผลตามมาจากอิสระนั้น หากผู้ใดไม่มีความรับผิดชอบ คนผู้นั้นย่อมไม่ถือว่ามีอิสระอย่างแท้จริง(น่าจะอ่านมาจากที่ไหนสักแห่งในนิยายโลกของโซฟี) คนยุคสมัยใหม่นี้ช่างไร้ความรับผิดชอบ เบื้องหน้าคือภาพโรแมนติคที่เดินทิ้งรอยเท้าไปตามชายหาดยามตะวันตะดิน แต่ภาพเบื้องหลังกลับเป็นการทิ้งไว้ซึ่งเศษขยะที่จะไปกองก้นอยู่ก้นมหาสมุทรและส่งผลร้ายกับสิ่งทีชีวิตใต้ทะเล

ผลงานชิ้นนี้ยังมีแง่มุมน่ารักขบขันตรงที่ว่า ตัวมันเองบอกว่า นักเดินทางที่ดีย่อมไม่ทิ้งร่องรอย แต่ตัวผลงานศิลปะนี้กลับจงใจละเมิดข้อความนั้นด้วยการทิ้งร่องรอยของถ้อยคำเอาไว้ ประโยต Good travelers leave no trace หากเปลี่ยนปรับเป็นคำพูดในยุคสมัยใหม่ ลืมไปก่อนว่าขงจื้อพ^ดไว้มานานแล้ว ลืมความนัยลึกซึ่งของคำว่า ไม่ทิ้งร่องรอย เราอาจแปลคำว่า trace อย่างง่ายๆว่า ขยะ – นักเดินทางที่ดีย่อมไม่ทิ้งขยะ เป็นคำเตือนใจที่ผมว่าน่ารักมาก Leave No Trace โดยตัวมันเองอาจทิ้ง Trace เป้นเป็นร่องรอยเชิงศิลปะ มีสุนทรียะ ลองนึกภาพคุณเดินไปตามชายหาดแล้วเจอร่องรอยปริศนานี้ดูสิ คงอดไม่ได้ที่จะยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้เตือนใจตน ไม่ก็เผยแพร่ให้คนอื่นดูได้ นั่นแสดงว่าตัวผลงานมีแรงดึงดูดใจ ความน่าฉงนใจ เพราะเป็นการปรากฏขึ้นที่เลือกซุ่มเอา

เอาเข้าจริง คงไม่มีใครที่ไม่สามารถไม่ทิ้งร่องรอยได้อย่างแท้จริง ไม่ต้องไปเที่ยวก็ได้ มีชีวิตอยู่เฉยๆ เราก็ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ แค่การมีอยู่ของเราก็ทิ้งร่องรอยอยู่แล้ว ศิลปินต้องการ(หรือผมอาจคิดไปเอง)บอกว่า สิ่งที่เราควรทำคือการใคร่คราญถึงการมีอยู่ของตนเองและการทิ้งร่องรอยของตัวเอง คุณจะทิ้งร่องรอยที่ดีไว้หรือจะทิ้งร่องรอยที่ไม่ดี ร่องรอยของคนหนึ่งคนอาจน้อยนิด แต่ของคนนับพันล้านคน ร่องรอยดีๆพันล้านกับไม่ดีพันล้านจะทำให้สภาพความเป็นไปของโลกใบนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เป็นทั้งจุดด้อยและจุดเด่น การมีอยู่ของงานชิ้นนี้มีระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้น สายลมและเกลียวคลื่นอาจเอามันไป หรือบางทีใครบางคนอาจเผลอเหยียบเพราะมองไม่เห็น และไม่รู้ว่านั่นคือผลงานศิลปะ ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง มีแล้วก็ไม่มี ไม่มีแล้วก็อาจมี ‘ร่องรอยของข้อความนี้จะคอยย้ำเตือนให้เรารู้ว่าเราต้องมีความรักผิดชอบ ต้องสร้างความเสียหายให้ธรรมชาติให้น้อยที่สุด และควรเคารพวัฒนธรรมของสถานที่ที่ไปเยือน’ สุดท้ายแล้วร่องรอยของ Leave no trace อาจจะหายไป แต่หากเมื่อมันประทับอยู่ในใจของพวกท่านแล้ว มันก็หายไปเพียงเพื่อที่จะปรากฏขึ้นอีกครั้ง โดยอย่างก้าวของมนุษย์ผู้มีอิสระ และรู้รับผิดชอบ ต่อโลกใบนี้ ต่อธรรมชาติ ต่อวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานและรากฐานที่ทำให้เราทุกคนมีชีวิตได้ในทุกๆวัน อย่างที่เป็นอยู่นี้

รอยเท้าเล็กๆรอยจึงชวนชี้ไปถึงตั้งคำถามเกี่ยวกับโลกและชีวิต เราอยากให้โลกใบนี้เป็นอย่างไร เราจะใช้ชีวิตของเราอย่างไร ซึ่งเป็นสองคำถามที่สำคัญที่สุด ที่เราทุกคนต้องตอบให้ได้









SHARE

Comments