2009.

2009.



"พี่ๆ เครปได้แล้วครับ"


ผมเรียกชายหนุ่มตรงหน้าให้ออกจากภวังค์ ผมไม่รู้ว่าเขาเคยไปเจอเรื่องเศร้าโศกอะไรมาถึงทำให้เขามายืนจ้องหน้าผมเเล้วร้องไห้เเบบนี้ เเต่พี่ครับ ช่วยจ่ายเงินก่อนที่พี่จะร้องไห้ได้ไหมครับ

“ขอโทษที” ชายหนุ่มคนนั้นเอ่ยออกมา ก่อนที่จะหยิบยื่นเงินให้กับผม เขายืนจ้องผมอยู่นานนับนาทีก่อนเดินจากไป
ในขณะที่เขากำลังจะหายลับไปจากสายตาของผม ชายคนนั้นเดินกลับมาบอกผมว่า ในวันพรุ่งนี้เขาจะขอกลับมาซื้อเครปใหม่ได้ไหม เขาบอกผมว่าจะขอกลับมาหาผมอีกได้หรือเปล่า ผมตอบตกลงไปอย่างงงๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะถามให้มันยุ่งยากทำไม ทั้งๆ ที่เขาจะมาซื้อเครปเมื่อไหร่ก็ได้ ตัวผมในตอนนั้นคงอ่อนเดียงสาเกินกว่าจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน


วันรุ่งขึ้นเขากลับมาอีกครั้งตอนบ่ายโมงตรง เขานั่งอยู่บนม้านั่งตรงข้ามกับร้านเครปที่ผมทำงานอยู่ นั่งจ้องมาที่ผมแบบไม่วางตา ในตอนนั้นผมนึกกลัวเขานิดๆ แต่ด้วยความที่เขาตัวเตี้ยกว่าผม และหน้าตาดูไม่มีพิษภัย ทำให้ผมปล่อยผ่านไป ผมไม่ใช่วัยรุ่นใจร้อน ผมรักสงบ และไม่อยากมีปัญหาในชีวิตเพิ่มมากนัก สายตาของเขาจึงไม่เป็นปัญหาอะไรกับผม 

สายตาของเขาไม่ได้ทำให้ผมอดข้าว 
เพียงแต่ทำให้ผมอึดอัดเล็กน้อยเท่านั้น


เขาร้องไห้อีกแล้ว


ผมไม่ได้นับว่าเขานั่งมองผมนานกี่ชั่วโมง แต่เมื่อผมเหลือบตาขึ้นมาก็พบว่าเขาร้องไห้อีกแล้ว ให้ตายสิ! ผู้ชายคนนี้มันยังเป็นผู้ชายอยู่ไหมวะ อ่อนแอชิบหาย! ผมคิด ก่อนที่เขาจะร้องไห้ไปมากกว่านี้ ผมจึงตัดสินใจเอาเครปที่ทำเล่นๆ ไว้ไปให้เขา หวังว่าเขาจะหยุดร้องไห้ แต่นั่นกลับทำให้เขาสะอึกสะอื้นมากกว่าเดิม ผมไม่เคยรับมือกับอะไรแบบนี้ มันยากเกินไปสำหรับผม ผมลนลานทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ทำตัวเป็นบังเกอร์หลบสายตาแสนรู้ของคนอื่นๆ ที่มองมาทางเขาเท่านั้น

ก่อนจากไปเขาบอกขอบคุณผม และขอโทษที่ทำให้ตกใจ ผมเดาเล่นๆ ว่าผมอาจจะหน้าคล้ายคนรักเก่าของเขา เลยทำให้เขารู้สึกทรมานใจเมื่อเห็นผม เขาตอบว่าถูกต้อง เขาทรมานใจมากๆ ราวกับแขนขาถูกผูกติดไว้กับม้าสี่ตัว ม้าแต่ละตัวดึงร่างของเขาไปคนละทิศคนละทาง ร่างแหลกเหลว ขาดวิ่นเป็นชิ้นๆ ผมทนฟังต่อไม่ไหว ความเจ็บปวดขนาดนั้น ชายคนรักเก่าของเขาต้องเป็นคนประเภทไหนกัน เขาไม่ตอบอะไร ยิ้มอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนเดินจากไป


ผมได้แต่สงสัยว่าเหตุใดดอกไม้จึงเปียกฝน


เขากลับมาที่ร้านเครปในเวลาเดิมทุกวัน พักหลังเขามักจะมาพร้อมกับหนังสือหนึ่งเล่ม แว่นกันแดดหนึ่งอัน กระเป๋าสตางค์หนึ่งใบ และไอพอดพร้อมหูฟังหนึ่งเครื่อง เครปไส้เค็มเพิ่มหมูหยองเป็นเมนูที่เขาโปรดปราน เขามักจะมานั่งอ่านหนังสือรอก่อนหนึ่งชั่วโมง ก่อนจะเดินมาสั่งเครป มองหน้าผมระหว่างทำเครป แล้วก็ร้องไห้ น้ำตาของเขาไหลผ่านแว่นกันแดดสีดำลงมาเงียบๆ ผมยื่นเครปให้เขาก่อนที่เขาจะกลับไปนั่งอ่านหนังสือเช่นเดิม

ความใคร่รู้ที่ผมมีต่อตัวเขาทวีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีแม่เหล็กบางอย่างติดอยู่ภายในร่างกายของเขา ผมชอบมองเขาใช้ศอกข้างซ้ายเท้าโต๊ะ และเอาแก้มวางลงบนฝ่ามือ ในขณะที่มือข้างขวากรีดลงไปบนหน้ากระดาษ เเล้วอ่านหนังสือเงียบๆ ถ้าหากนับเป็นสัดส่วนแล้ว พักหลังผมอาจจะเป็นฝ่ายที่จ้องมองเขามากกว่าถึง 8 : 5 เลยทีเดียว

เช้าวันนั้นหลังจากที่เขารับเครปไปจากมือผม เขาร้องไห้อีกครั้ง


“เมื่อไหร่ถึงจะหยุดร้อง” ผมถามเขา

“วันที่ฝนตก” เขาตอบ

“ทำไม”

“วันนั้นผมจะเปียกฝน ผมจึงไม่จำเป็นต้องใช้น้ำตา”

“นั่นไม่ได้แปลว่าพี่หยุดร้องไห้ มันแปลว่าพี่หยุดร้องไม่ได้เลยต่างหาก”

“คงเป็นอย่างนั้น ผมจะหยุดร้องไห้ได้ยังไงกันล่ะ ถ้าผมยังอยากเห็นหน้าคุณอยู่แบบนี้”

“ผมไม่ใช่คนรักของพี่ พี่ไม่จำเป็นต้องเศร้าเมื่อเห็นหน้าผม แต่หากพี่ยังทำไม่ได้ก็อย่ากลับมาที่นี่อีก เพราะมันจะทำให้พี่ทรมานใจเสียเปล่า”

“ผมทำไม่ได้หรอก เพราะผมหลงไหลใบหน้าของคุณไปเสียแล้ว”



“ขอร้องล่ะ ให้ผมมองหน้าคุณอีกหน่อยเถอะนะ”
เขาขอร้อง



ผมไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผมในวัย 18 ปี ดึงเขาเข้ามากอด อาจเป็นเพราะเสียงแตรรถจากท้องถนนที่ดังเกินไป หรืออาจเป็นเพราะคุณยายร้านชำกำลังหลับ ความจริงแล้วมันไม่มีเหตุผลอะไรที่สมเหตุสมผลเลย นอกเสียจากผู้ชายคนนี้กำลังเปียกฝน 

เขาเหมือนกับดอกพุดหน้าบ้านของผม ยามที่ฝนโปรยปรายดอกสีขาวจะร่วงหล่นลงจากต้น กลีบดอกเปียกช้ำลู่ลงผืนดิน ใบหน้ายามร้องไห้ของเขาราวกับดอกไม้ที่เปียกฝน
ผมคลายอ้อมกอดออกจากเขา ดึงแว่นกันแดดของเขาออกก่อนจะปาดน้ำตาออกอย่างแผ่วเบา แน่นอนผมเบื่ออาการร้องไห้ของเขา แต่ความเจ็บปวดอันแสนลึกลับเหล่านี้กลับทำให้ผมหยุดที่จะหาคำตอบไม่ได้ ดวงตาดำสนิททำให้ผมรู้สึกราวกับถูกหลุมดำดูดลงไปในใจกลางเอกภพ หัวใจผมหยุดเต้น ความสับสนผนวกรวมกันอย่างกล้าๆ กลัวๆ ผมเคยบอกไว้แล้วว่าผมไม่ใช่วัยรุ่นใจร้อน แต่ครั้งนี้คงต้องขอปฏิเสธ เพราะผมรู้สึกได้ว่าตัวเองตกหลุมรักเขาเข้าแล้ว ตกหลุมรักอย่างรวดเร็วโดยปราศจากการไตร่ตรองใดๆ id สั่งให้ผมบอกรักเขาไปตามตรง แต่ ego สั่งให้ผมเงียบเสียก่อน และผมตัดสินใจเชื่อ ego 

เกรงว่าผมจะคิดนานไปหน่อย จนชายตรงหน้าทำลายความเงียบเหล่านั้น 

“พรุ่งนี้เจอกันใหม่นะ แดน”
“ครับ”

เขาเดินจากไปโดยทิ้งกลิ่นโคโลญจางๆ เอาไว้ต่างหน้า ผมแอบลอบสูดดมกลิ่นของเขาโดยที่เจ้าตัวไม่มีทางรู้ตัว ตกผลึกความคิดจากคำพูดของเขา

‘พรุ่งนี้เจอกันใหม่นะ แดน’
อืม

เดี๋ยวนะ เขารู้ชื่อของผมได้อย่างไรกัน! เรายังไม่เคยแม้แต่จะถามไถ่ชื่อของกันและกันเลยนี่!

ผมมองแผนหลังของเขาที่กำลังจะลาลับไป ไม่ได้การ ผมวิ่งสุดฝีเท้าไล่ตามเขาเพื่อถามไถ่สิ่งที่ผมกังวลใจ แน่นอนว่าเขาอาจจะเคยได้ยินเหล่าลูกค้าเรียกชื่อของผม แต่ผมเชื่อในสัญชาตญาณตัวเองว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น ผมวิ่งตามแผนหลังนั่น แต่เพียงแค่แว่บเดียวเท่านั้น แว่บเดียวที่หญิงในชุดเดรสสีส้มเดินตัดหน้าผมไป เขาหายไป! หายไปอย่างไร้ร่องรอย ทำไมเขาถึงรู้จักชื่อของผม? 

แต่ที่น่าสงสัยที่สุดไม่ใช่เพราะว่าเขารู้จักชื่อของผม



แต่ทำไมผมถึงรู้จักชื่อของเขา
โดยที่ยังไม่ได้ถามไถ่

'แฮม'

คือชื่อของดอกไม้ที่เปียกฝนคนนั้น


ห่าฝนโปรยปรายลงมาในเมืองใหญ่ 'แฮม' จะกลับมาซื้อเครปอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ พรุ่งนี้ผมจะถามเขา ผมคิด ต้องขอบคุณฝนที่โปรยปรายลงมา อย่างน้อยผมก็ได้รู้ว่าเขาจะหยุดร้องไห้ ถึงแม้จะยังมีข้อสงสัย แต่ผมก็ไม่อยากให้เขาร้องไห้ 

ถึงแม้เขาต้องเปียกเพราะฝน ก็คงดีกว่าการเปียกเพราะน้ำตา


SHARE
Written in this book
2019 | 2009 See you again
เเดนเเละเเฮมในปี 2009 เเละ 2019

Comments

minnoob
7 days ago
ยิ้มตามเลยค่ะ
Reply