Your My Eyes ดวงตาแห่งความลับ ตอนที่ 5 ค้นหา
ซันมองตัวตนของเขาผ่านกระจกที่เป็นรอยแตกร้าว แต่เขาไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้สิ่งที่เจ็บจนด้านชา คือใจของเขาหลังจากที่ได้พูดคุยกับหลินเมื่อสัปดาห์ก่อน ซันรู้สึกสบายใจขึ้น อย่างน้อยเขาก็กล้าที่จะเปิดหน้าต่างละมองออกไปด้านนอก ระเบียงคอนโดห้องฝั่งตรงข้ามมีคนมาอยู่แล้ว ตั้งแต่วันนั้นเขามองไม่เห็นหญิงสาวปริศนาคนนั้นอีกต่อไป ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไม ถ้าเธอเป็นวิญญาณ เธออาจจะไปสู่สุขคติแล้วก็ได้ นั่นก็เป็นเรื่องที่ดี

บางที ซันอาจไม่ได้กลัวผี

ซันแค่กลัว ในสิ่งที่ซันไม่รู้

เมื่อรู้แล้ว ซันอาจจะไม่กลัวอีกต่อไป

 หลังจากที่ทานอาหารเช้าเสร็จ ซันเตรียมตัวเพื่อที่จะไปเรียนเขียนอักษร เขาโทรนัดกับอาจารย์ไช้และได้ขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งก่อน อาจารย์ไช้ยินดีมากที่ซันจะกลับไปเรียน โดยเขาจะเปลี่ยนที่เรียนใหม่ให้ หลังจากเรียนเสร็จในวันนี้ เขาตั้งใจจะไปเยี่ยมเสี่ยวหยู่ที่โรงพยาบาล นี่ก็เกือบเดือนแล้วที่เขาไม่ได้ไปหาเสี่ยวหยูเลย ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

“ผมไปก่อนนะครับหม่า แล้วจะรีบกลับ” ซันเดินเข้าไปหอมแก้มแม่ของเขาพร้อมกับหยิบกระเป๋าแล้วเดินออกมา

“แล้วเจอกันจ้ะ ลูกรัก” คริสหันไปกอดตอบลูกชายและหันมาทำงานในคอมต่อไป

ซันออกจากห้องไปแล้ว คริสถอนหายใจเบา ๆ ละมือที่กำลังวางบนแป้นพิมพ์ลง ทั้งเธอและซันพยายามกลับมาใช้ชีวิตให้เป็นปกติที่สุด ช่วงนี้ซันไม่ค่อยพูดถึงผีหรือวิญญาณ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอสบายใจขึ้น ปกติลูกมีอะไรจะบอกเธอทุกอย่าง ตั้งแต่การพูดคุยในวันนั้น ซันเองก็พยายามที่จะไม่พูดถึงมันอีก เธอรู้ว่าเป็นเพราะว่าซันไม่อยากให้เธอไม่สบายใจ จึงเลือกที่จะเก็บมันไว้ แต่สำหรับเธอแล้ว เธออยากให้ซันเล่า หรือบอกอะไรกับเธอ ให้เธอได้รับรู้บ้าง บางครั้งเธออยากถามแต่ก็เงียบไว้ เพราะกลัวคำตอบที่เธอจะได้รับ

คำตอบ ที่เธอไม่อยากได้ยิน

ซันเดินลงมาจากคอนโด แวะซื้อเครื่องดื่มที่ร้านกาแฟด้านล่าง เจ้าของร้านร้องทักเขาอย่างคุ้นเคย ซันชอบซื้อช็อคโกแลตเย็นที่นี่เป็นประจำ ซึ่งคนขายสามารถทำให้เขาได้โดยที่ไม่ต้องสั่ง เพียงแค่รอยยิ้มเบา ที่มุมปากของซัน เจ้าของร้านก็รู้ได้ในทันที

“เดี๋ยวซันนั่งรอตรงโต๊ะนั้นก่อนนะ มีอีกสามคิว เดี๋ยวจะรีบทำให้ไม่เกินสิบนาทีแน่นอน”

เสียงของเจ้าของร้านบอกกับซันอย่างยิ้มแย้ม ซันพยักหน้ารับและเดินไปที่โต๊ะที่ว่างอยู่ เขานั่งลงพร้อมกับหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาดูข่าวสารต่าง ๆ

พรึบ!!

ซันรู้สึกว่ามีบางสิ่งมานั่งอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ หัวใจเริ่มเต้นแรง ซันไม่รู้ว่าตอนนี้สิ่งที่อยู่ด้านหน้าเขาคืออะไร เขาไม่กล้าลดระดับของหนังสือพิมพ์ที่อยู่ในระดับสายตาลง ซันหันมองไปรอบ ๆ ตัว ทุกคนยังดูเป็นปกติดี เสียงของหญิงสาวสามคนที่โต๊ะด้านข้างก็พูดคุยปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พนักงานเสริฟยังคงเดินบริการลูกค้า รวมถึงคนที่เพิ่งเข้ามาที่เคาเตอร์ที่กำลังสั่งออเดอร์ ทุกอย่างดูเรียบร้อยดี มีเพียงเขาที่รู้สึกว่าตนเองที่ไม่ปกติ

“เครื่องดื่มได้แล้วค่ะ” พนักงานนำแก้วใส่ช้อคโกแล็ตเย็นของเขามาวางไว้ด้านหน้าโต๊ะ แล้วก็เดินจากไป ราวกับไม่เห็นว่ามีใครอีกคนที่กำลังอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ ซันหาวิธี คิดในใจว่าเขาจะสามารถลุกออกไปจากที่นี่โดยที่ไม่ต้องมองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาได้อย่างไร

1 2 3 !!!

เมื่อเขานับเลขในใจจนถึงสาม ซันตั้งใจจะวางหนังสือพิมพ์ลงแล้วหยิบแก้ว พร้อมกับเดินออกไปจากร้านทันที ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นนั้น จู่ ๆ ก็มีมือปริศนามาคว้าข้อมือเขาเอาไว้

ตัวซันเย็นเฉียบ เช่นเดียวกับมือปริศนาที่กำลังดึงเขาเอาไว้อยู่ ซันหันหลัง ไม่กล้าลืมตา หัวใจเขาเต้นแรง หายใจถี่ เหงื่อเริ่มซึมขึ้นบนใบหน้าอันขาวสะอาด ที่ผ่านมาเขาแค่มองเห็นด้วยสายตาเท่านั้น แต่ครั้งนี้ไม่เพียงแค่ต้องมองเห็น แต่เขากำลังสัมผัสกับบางอย่างอยู่ด้วย บางอย่างที่เขาไม่อยากจะพบเจอ

“ขอเวลาสักครู่ได้ไหมคะ”

ซันชะงัก เสียงที่เขาได้ยินเป็นเสียงคนพูด เสียงคนพูดจริง ๆ

ซันค่อย ๆ ลืมตาขึ้น หันหลังมาทางต้นเสียงที่เขาได้ยินเมื่อสักครู่ ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่คว้าข้อมือเขาไว้อยู่ตอนนี้ และเมื่อได้พบกับเจ้าของเสียงนั้น ซันถึงกับผงะ เผลอปล่อยแก้วช็อคโกแล็ตที่เพิ่งได้มาใหม่หล่นกระจายเต็มพื้น

เธอคือคนเดียวกับหญิงสาวปริศนาที่เขามองเห็นตรงระเบียงห้องฝั่งตรงข้าม!!

ซันถอยหลัง พยายามดึงข้อมือที่ถูกจับไว้อยู่ออก แต่หญิงสาวคนนั้นกลับจับให้แน่นเข้าไปอีก

“ฉันแค่อยากคุยด้วย”

เป็นเสียงของหญิงคนนั้นเองที่พูดขึ้นเมื่อเห็นท่าทีของซันที่กำลังพยาบามสะบัดข้อมือหนี แต่ซันไม่ฟังเสียง เบือนหน้าออกและพยายามสะบัดข้อมือที่ถูกจับไว้ แต่ยิ่งสะบัดแรงขึ้นเท่าใด มือปริศนานั้นก็ยิ่งจับมือเขาให้แน่นขึ้นกว่าเดิม

“ฉันชื่อซิน พักอยู่คอนโด ตรงข้ามห้องของคุณ”

ซันหยุดนิ่งในทันใด เขาค่อย ๆ หันมาพบกับเจ้าของเสียงที่ชื่อซินนั้นอย่างเชื่องช้า เมื่อลืมตาขึ้น เขาก็พบกับหญิงสาวเจ้าของเสียงเมื่อสักครู่ ซึ่งกำลังมองเขาอย่างงุนงงเช่นเดียวกัน

“ซิน” ซันทวนชื่อนั้นอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้หูฝาด

“ใช่ค่ะ ฉันเอง ใจเย็น ๆ นั่งลงก่อนนะคะ”

หญิงสาวที่ชื่อซินจ้องมองซันมาด้วยสายตาที่ประหม่าและสงสัยว่าทำไมซันต้องแสดงท่าทีกลัวเธอมากมายขนาดนั้น ถึงแม้ว่าซันจะกลัว เขาก็ค่อย ๆ นั่งลงบนเก้าอี้ด้วยท่าทางระแวงอยู่ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ เป็นผีหรือคนกันแน่

“คุณ กลัวฉันทำไมคะ” ซินถามขึ้นด้วยความสงสับเต็มทน

“คือว่าผม………”

“……………………………………..”

“คือ เอ่อ…………………”

“คะ ?” ซินที่ตั้งหน้าตั้งตารอคำตอบถามขึ้นราวกับจะให้ซันตอบคำถามของเธอเสียที

“คือผมเคยเห็นคุณ อยู่ตรงระเบียง แล้วจ้องมาที่ผมแปลก ๆ ผมเลยคิดว่า………..”

ซันเงียบไปพักหนึ่ง เขาไม่รู้ว่าจะอธิบายกับซินอย่างไร เพราะถ้าเธอรู้เขาว่าที่ผ่านมาเขาคิดว่าซินเป็นผี เธอต้องหัวเราะเยาะเขาแน่นอน ไม่ก็คงหาว่าเขาบ้าไปแล้ว

“คุณเป็นผี”

ในที่สุดซันก็พูดขึ้นมา เขาไม่รู้ว่าจะโกหกเธอไปเพื่ออะไร เพราะท่าทางที่ซันเจอซินในแต่ละครั้ง มักจะมา ๆ หาย ๆ อีกอย่าง เขาก็ไม่เคยเห็นเธอที่อื่นนอกจากบนระเบียงนั้น จนกระทั่งวันนี้ที่เธอได้มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขา

“ห้ะ อะไรนะคะ คุณคิดว่าฉันเป็นผีงั้นหรอคะ” ซินถามออกมาด้วยความตกใจ พร้อมกับหันหน้าไปทางกระจกของร้านเพื่อดูหน้าตาของตัวเอง เธอลูบผม ลูบหน้าเป็นการใหญ่ จนซันที่นั่งมองดูอยู่กลายเป็นรู้สึกผิดไปด้วยที่ทำให้เธอรู้สึกเสียความมั่นใจ แต่สุดท้ายเธอก็หัวเราะออกมา

“มิน่าล่ะ ฉันมานั่งหน้าคุณตั้งนาน ไม่ยอมเปิดหน้ามาคุยกันสักที” ซินแซวซันเพื่อไม่ให้เขินไปมากกว่านี้

“เมื่อกี้ผมขอโทษนะครับ ผมตกใจจริง ๆ ช่วงนี้ผมไม่ค่อยสบาย เลยค่อนข้างกังวลไปหน่อย” ซันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เป็นความรู้สึกที่ออกมาจากใจ บางครั้งเขาก็แยกไม่ออกว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นเป็นวิญญาณ หรือเป็นมนุษย์

เพราะทั้งสองสิ่งนั้น มีความใกล้เคียงกันมาก เพียงแต่มนุษย์เป็นผู้ที่มีกายหยาบ ส่วนวิญญาณเป็นเพียงแค่ดวงจิต

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แล้วตอนนี้คุณโอเคแล้วใช่ไหม”

“ครับ โอเคแล้ว”

“อ่อ ผมชื่อซันนะครับ ยินดีที่ได้รู้จัก” ซันมัวแต่คิดนั่นนี่จนลืมแนะนำชื่อตัวเอง

“เช่นกันค่ะ” ซินตอบรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ซันมองซิน พร้อมกับนึกถึงภาพที่เขาเจอเธอที่ระเบียงวันนั้น ช่างแตกต่างจากวันนี้เสียจริง เธอแต่งหน้าอ่อน ๆ เส้นผมสลวยได้ที่ถูกรวบไปด้านหลังทำให้เธอดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่โครงหน้า และรูปร่าง ซันแน่ใจว่าคือคนเดียวกันแน่นอน

“วันนั้นฉันเพิ่งตื่น และยังไม่ได้แต่งหน้าน่ะค่ะ ไม่ต้องตกใจหรอก” ซินบอกซันพร้อมกับยกถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบ

“คุณอยู่ที่นี่นานแล้วหรือครับ ทำไมผมไม่ค่อยได้เจอคุณเลย วันนี้ผมก็เห็นคนมาใหม่อยู่ที่ห้องของคุณที่ระเบียง นึกว่าเปลี่ยนผู้เช่าไปแล้ว”

“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้สามปีแล้วค่ะ พอดีฉันทำงานเป็นแอร์โฮสเตส ต้องไปบินอยู่เรื่อย เลยไม่ค่อยได้อยู่ที่ห้อง เวลาทำงานของฉันเลยไม่ค่อยตรงกับคนอื่นเขา ที่คุณเจอฉันวันนั้น ฉันเพิ่งแลนด์จากอังกฤษ สภาพเลยเป็นอย่างที่เห็น”

“ส่วนคนที่คุณว่ามาใหม่ คือคุณแม่ฉันเอง จริง ๆ ท่านอาศัยอยู่ที่ฮ่องกงกับพี่ชาย แต่ตอนนี้พี่ชายฉันเพิ่งเสีย ฉันเลยรับท่านมาอยู่ด้วยกันที่นี่ เพิ่งมาถึงเมื่อวันก่อนนี้เอง”

“เสียใจด้วยนะครับ” ซันบอกกับซินเมื่อได้ทราบข่าวเกี่ยวกับพี่ชายเธอ

“ขอบคุณมากค่ะ” หญิงสาวตอบรับด้วยแววตาที่เศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด

“แต่ฉันเห็นคุณ ตั้งแต่คุณยังไม่ได้ผ่าตา” ซินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใสขึ้น

“หรอครับ คุณเห็นผม ตั้งแต่ผมยังไม่เห็นโลกใบนี้ด้วยซ้ำ”

“ใช่ค่ะ ฉันชอบมองดูคุณกับคุณแม่ของคุณ แม่ของคุณสวยมาก และก็ดูรักคุณมากด้วย ฉันเห็นแล้วก็คิดถึงแม่ของฉันน่ะค่ะ ก่อนหน้านี้ท่านไม่ยอมมาอยู่ที่นี่กับฉัน และฉันเองก็ไม่ค่อยมีเวลาไปพบท่าน พอได้เห็นคุณกับแม่คุณ มันทำให้ฉันรู้สึกดีมาก ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่ชอบมาแอบมองคุณที่ระเบียง คือฉันไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนคุณ”

“อ่อ เรื่องนั้นไม่เป็นไรครับ คุณไม่ต้องกังวล ไว้วันหลัง คุณพาคุณแม่คุณมาพบกับคุณแม่ผมบ้างก็ได้ ท่านจะได้ไม่เหงา”

“ได้เลยค่ะ ไว้วันหลังจะชวนมาด้วย ช่วงนี้ท่านกำลังปรับตัวน่ะค่ะ น่าจะอีกสักพัก”

“แล้ววันนี้ คุณมาพบผม มีอะไรหรือเปล่าครับ” ซันมัวแต่คุยจนเพลิน จนเกือบลืมถามว่า ที่ซินมาดักรอพบเขาวันนี้ เธอมีเรื่องอะไร

“อ่อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ พอดีซินลงมาซื้อกาแฟแล้วบังเอิญเห็นคุณนั่งอยู่พอดี เลยจะแวะมาคุยด้วย ปกติได้แต่เห็นคุณจากริมระเบียง ไม่ได้มีโอกาสได้คุยกันสักที”

ซันพยักหน้ารับ ในตอนแรกเขานึกว่าซินมีธุระด่วนที่ต้องคุย เขายังไม่ค่อยชินกับการทำความรู้จักกับเพื่อนคนอื่นเท่าไหร่นัก

“คราวหลังถ้าเจอผมก็ทักผมได้นะครับ บางทีผมยังมองไม่ค่อยเห็นถ้าคุณอยู่ไกล ๆ คือระดับสายตาผมยังไม่ค่อยปกติน่ะครับ”

“ได้เลยค่ะ แต่ตอนนี้ คุณเห็นหน้าฉันชัดไหมคะเนี่ย” ซินถามราวกับจะหยอกซันเล่น

“ชัดครับ แต่บางทีก็จะยังเบลอ ๆ หน่อย” ซันตอบซิน แล้วหยิบแก้วของตัวเองขึ้นดื่ม ในระหว่างนั้น หญิงสาวหันไปมารอบตัวระหว่างเธอและซัน ก่อนจะถามขึ้นมาว่า

“แล้วนี่ น้องชายคุณไม่ลงมาด้วยหรอคะ”

ซันซึ่งกำลังดื่มช็อคโกแลตแก้วใหม่ถึงกับชะงักอีกครั้งเมื่อได้ยินคำถามนี้ เขาเงยหน้าสบตากับเจ้าของคำถามซึ่งใบหน้ายิ้มแย้มปนสงสัย กำลังรอคำตอบจากเขาอยู่

“คุณว่าอะไรนะครับ น้องชาย ?”

น้องชาย ซินถามถึงน้องชายของเขา ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นลูกคนเดียวเนี่ยนะ



ซันกลับขึ้นมาที่ห้อง คำพูดนั้นจากซิน ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขาซ้ำ ๆ

“ก็ ผู้ชายอีกคน หน้าตาเหมือนคุณ รูปร่างคล้ายคุณ ที่ชอบออกมายืนริมระเบียงกับคุณบ่อย ๆ ไงคะ แต่ไม่เคยเห็นลงมาข้างล่างบ้างเลย ไม่ยักรู้นะเนี่ยว่าคุณมีฝาแฝดด้วย”

ซันคิดทบทวนคำพูดของซินซ้ำไปซ้ำมา ฝาแฝด แฝดอะไรที่ไหนกัน เขาเป็นลูกคนเดียว ชีวิตเขาตั้งแต่ที่เขาจำความได้ ซันไม่เคยมีพี่น้อง เขาย้ายมาอยู่ที่เกาสงตั้งแต่จำความได้แต่ก็มีเพียงเขาและแม่เท่านั้น แล้วคนที่ซินพูดถึง เป็นใครกัน

ทันใดนั้นซันก็คิดอะไรบางอย่างออก เขาลุกขึ้นไปและเดินตรงไปยังห้องนอนของแม่เขาทันที ซันพยายามค้นดูในตู้หนังสือ ลิ้นชักใต้โต๊ะ ทุกที่ที่เขาคิดว่าน่าจะมีอัลบั้มรูปหรือหนังสืออะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับเขาเมื่อวัยเด็ก เพราะซันไม่เคยมีความทรงจำในวัยเด็กเลยแม้แต่น้อย ต่อให้ถามหม่า หม่าคงบอกแค่ว่า เราทิ้งทุกอย่างไว้ที่เมืองไทยแล้วมาเริ่มต้นใหม่กันที่นี่ เราไม่ควรจะพูดถึงมันอีก....

เมืองไทย จริงด้วย เราย้ายมาจากเมืองไทย ซันฉุกคิด

ถ้าเราสามารถติดต่อใครสักคนที่นั่นได้ เราน่าจะรู้อะไรมากกว่านี้

ซันแอบเอาคอมพิวเตอร์ของคริสขึ้นมาเปิด คอมถูกตั้งรหัสไว้ เขาลองเดารหัสโดยใช้วันเดือนปีเกิดของคริส แต่ก็พบว่ารหัสผิด เขาจึงลองใส่ชื่อของคริสเป็นภาษาอังกฤษเหมือนตรงโปรไฟล์ลงไปอีกครั้ง ก็ยังคงพบว่ารหัสผิดเช่นเดิม จนกระทั่งการแจ้งเตือนจากระบบรักษาความปลอดภัยเด้งขึ้นมาที่หน้าจอ ซันอ่านไม่ออกเลยสักตัว แต่ซันเดาเอาว่า มันน่าจะเป็นการเตือนสำหรับการใส่รหัสครั้งสุดท้าย ถ้าครั้งนี้เขาเดารหัสผิด คอมพิวเตอร์จะปิดระบบการทำงานโดยอัตโนมัติ และแม่ของเขาต้องจับได้แน่ว่าเขามาแอบเปิดคอม ซันลังเลว่าเขาจะลองใส่รหัสดูอีกครั้ง หรือว่าจะล้มเลิกความคิดนี้แล้วออกไปเรียนภาษาจีนกับอาจารย์ไช้ ซึ่งตอนนี้เลยเวลานัดมาแล้วยี่สิบนาที ในขณะที่เขากำลังสับสนอยู่นั้น มือทั้งสองข้างของเขาก็กดรหัสครั้งสุดท้ายไปโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว ราวกับว่ามีใครมาดลใจให้เลือกกดรหัสครั้งสุดท้ายนั่น

มันคือวันเดือนปีเกิดของเขานั่นเอง

ในที่สุดหน้าจอก็ปลดล็อคเข้าสู่โปรแกรมปกติ การแฮ็กรหัสของซันเป็นผลสำเร็จ แต่สิ่งที่ยากกว่าการเข้ารหัสนั่นก็คือ การเปิดใช้คอมพิวเตอร์นี่แหละ

ซันไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์ เขาได้แต่นั่งมองแป้นพิมพ์และหน้าจอที่ถูกตั้งรูปของเขากับหม่าไว้เป็นภาพหน้าจอ มีโปรแกรมต่าง ๆ มากมายเต็มไปหมด เข้าได้แต่เลื่อนเม้าส์ไปมา ไม่รู้จะเริ่มต้นค้นหาอย่างไร ถ้าเขาเกิดกดเข้าไปแล้วทำให้งานของหม่าเสียหาย เขาต้องโดนหม่าว่าแน่นอน และที่สำคัญตอนนี้เขายังไม่รู้จักการเขียนภาษาทั้งไทยและจีนมากพอ การที่จะสามารถติดต่อกับใครสักคนที่นั่นได้ เขาจำเป็นจะต้องรู้ชื่อ หรือไม่ก็เบอร์โทรศัพท์



กริ๊งงง!!!!!

เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้น ซันเดาว่าต้องเป็นอาจารย์ไช้แน่นอนที่โทรมาหาเขา นี่มันเลยเวลาเรียนมาแล้วเกือบครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้ว เจ้าของสายเรียกเข้านั้นกลับไม่ใช่คนที่ซันคิดไว้

“ครับหม่า” ซันรับสายอย่างโล่งอก นึกว่าจะต้องถูกอาจารย์ไช้บ่นสะแล้ว

“..................................................................”

หลังจากที่ปลายสายพูดจบ ซันรีบออกไปจากห้อง และตรงไปที่โรงพยาบาลทันที



หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ซันนั่งรออย่างใจจดใจจ่อ เขาเสียใจที่เขาไม่ได้หาโอกาสมาเยี่ยมเสี่ยวหยูบ่อย ๆ อย่างที่เคยได้สัญญาไว้ เพราะตัวเขาเองนั้นก็ต้องพบเจออะไรต่าง ๆ มากมายจนแทบเอาตัวไม่รอด แต่ตอนนี้ทุกอย่างสำหรับซันกำลังจะดีขึ้นแล้ว ในขณะที่เสี่ยวหยูที่อาการมีแต่จะแย่ลงเรื่อย ๆ ทางโรงพยาบาลติดต่อผ่านหม่าเพื่อที่จะบอกเขาให้มาที่ รพ.ในตอนนี้ เพราะเสี่ยวหยูอาการกำลังแย่เต็มที หลังจากที่ซันมาถึงได้ไม่นาน คริสก็ตามมาที่โรงพยาบาลด้วย ซันนั่งนิ่ง ไม่พูดจา ได้แต่มองพ่อกับแม่ของเสี่ยวหยูที่ร้องไห้เหมือนจะขาดใจ บางครั้ง คนที่จากไปอาจไม่ทรมานเท่ากับคนที่มีชีวิตอยู่ คนที่อยู่คือคนต้องต้องพบเห็นภาพเดิม ในสภาวะแบบเดิม ต้องทนอยู่กับความเสียใจจากการสูญเสียคนอันเป็นที่รัก และไม่รู้ว่าความเสียใจนี้จะหายไปตอนไหน

ยี่สิบนาทีก่อนจะถึงเวลาเยี่ยม ซันขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างทางที่เดินไปเขาคิดถึงแต่เสี่ยวหยู ภาวนาขออย่าให้เสี่ยวหยูเป็นอะไร อย่างน้อย ให้เสี่ยวหยูได้ลืมตามาและพูดคุยกับเขาสักสองคำก็ยังดี ให้เขาได้มีโอกาสขอโทษที่เขาไม่ได้มาหาเสี่ยวหยูที่โรงพยาบาลบ่อย ๆ ตามสัญญา เขาอยากจะบอกว่า เขายังรอให้เสี่ยวหยูพาเขาไปเที่ยวเมื่ออกจากโรงพยาบาลเสมอ ถึงแม้เขาจะรู้ว่าสิ่งที่เขากำลังร้องขอมันเป็นไปไม่ได้ แต่เขายังคงร้องขอในใจต่อไป

ซันไม่รู้จักสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่รู้จักพระเจ้า และไม่รู้ด้วยว่า เวลาที่ต้องอธิษฐาน เขาต้องอธิษฐานกับใคร

นี่ขนาดเสี่ยวหยู ที่ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่พี่น้อง แต่เป็นเพื่อนเขารักมากคนหนึ่ง ยังเจ็บปวดขนาดนี้

ถ้าวันนึงเขาต้องเสียคนในครอบครัวไป ใจของเขาจะเจ็บปวดขนาดไหน

ก่อนจะถึงทางแยกที่ไปห้องน้ำ ซึ่งเป็นมุมด้านหลังของตึก มุมนี้ค่อนข้างจะเงียบไม่ค่อยมีใครผ่านมาแถวนี้ ซันไม่รู้ว่าเขาเดินมาไกลมากขนาดนี้ได้ยังไงทั้งที่เขาเพิ่งรู้สึกว่าเดินออกมาจากตรงนั้นได้ไม่นาน หรือว่าตลอดทางเขามัวแต่คิดถึงแต่เสี่ยวหยู เลยไม่รู้ว่าเขาเดินมาไกลแค่ไหนแล้ว เมื่อถึงห้องน้ำ ซันเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้ากระจก เขายืนมองหน้าตัวเองอยู่แบบนั้น พร้อมกับบอกตัวเองว่า ไม่ว่าวันนี้อะไรจะเกิดขึ้น เขาต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมันให้ได้

หลังจากทำธุระเสร็จ ซันเดินออกมา แล้วพบว่ามีใครบางคนยืนรอเขาอยู่ด้านหน้าประตูห้องน้ำ

เสี่ยวหยู !!!

ซันตะโกนร้องอย่างดีใจ ไหนว่าเขากำลังป่วยหนัก นี่ไงเสี่ยวหยูกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขาแท้ ๆ

“ชู่ววววว” เสี่ยวหยูยกมือจุ๊ที่ปาก ราวกับบอกว่าอย่าเพิ่งเอะอะไป เสี่ยวหยูทำท่านี้เหมือนตอนที่เขาลืมตาจากการผ่าตัดตาแล้วเห็นเสี่ยวหยูครั้งแรก

“เสี่ยวหยู พี่ตกใจหมด เห็นหมอบอกว่าเราป่วยหนัก นี่แกล้งกันใช่มั้ย” ซันพูดออกมาด้วยความดีใจ เมื่อได้เห็นเสี่ยวหยูในสภาพที่ปกติ

เสี่ยวหยูไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มอยู่แบบนั้น เสี่ยวหยูดูไม่เหมือนคนป่วย ไม่เจ็บ ไม่ปวดอีกต่อไป รอยยิ้มอันสดใสของเสี่ยวหยูที่เขาเคยเห็นตอนที่เขาบอกว่าเสี่ยวหยูคือน้องชายของเขา ตอนนี้มันได้กลับมาอยู่ตรงหน้าเขาอีกครั้ง นี่เขาไม่ได้เห็นคนอื่นยิ้มอย่างมีความสุข รวมถึงตัวเขาเองที่ได้ยิ้มอย่างสบายใจมานานแค่ไหนกัน ที่ผ่านมาเขามัวแต่จมกับความรู้สึกของตัวเอง จนลืมคิดว่าคนอื่นก็มีความรู้สึกเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสุข จากการที่ได้เห็นคนที่รักมีความสุข

“เสี่ยวหยูใกล้หายแล้วนี่ เดี๋ยวก็จะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วน่ะสิ หน้าตาสดใสขนาดนี้ แบบนี้เราก็จะได้ไป....”

ซันต้องหยุดพูดกลางคัน เมื่อได้เห็นว่าเสี่ยวหยูไม่ได้มาคนเดียว ด้านหลังของเสี่ยวหยูมีร่างปริศนายืนอยู่ เป็นเงาดำที่เขาเคยเห็นเมื่อตอนที่เด็กผู้ชายคนนั้นถูกรถชนที่หน้าตึกเกาสง เงาดำที่เคยเดินตามคุณลุงคนนั้นในห้องน้ำ รวมถึงเสี่ยวหยูในตอนนี้ เมื่อได้เห็นเงาดำนั้น ทำให้ซันเข้าใจได้ในทันทีว่า เสี่ยวหยู เด็กน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว

แทนที่ซันจะกลัว และวิ่งหนีเหมือนอย่างเคย ครั้งนี้ ซันกลับยืนนิ่ง พยายามเดินเข้าใกล้เสี่ยวหยูให้ได้มากที่สุด แต่ดูเหมือนว่าเสี่ยวหยูจะค่อย ๆ ถอยห่างออกไป ยิ่งทำให้เขารู้ว่า ตอนนี้ เขาและเสี่ยวหยู ได้อยู่กันคนละโลกแล้วจริงๆ

“ผมมาลา”

“………………………”

ซันได้นิ่งเงียบ น้ำตาที่ค่อยไหลออกมาช้า ๆ แสดงความรู้สึกเขาได้ชัดเจนที่สุดในตอนนี้

“จากนี้พี่ต้องดูแลตัวเองดีดีนะ อย่าลืมว่ายังมีน้องชายอีกคนนะพี่”

“ผมดีใจที่พี่มองเห็นนะ โลกนี้สวยงามมากนะพี่ ยังมีอะไรที่รอพี่อยู่มากมาย”

“ไม่ เสี่ยวหยู ไม่”

ซันพยายามตะโกนจนสุดเสียง แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครได้ยินมีกระทั่งตัวเขาเองก็ตาม

เสียงของเสี่ยวหยูที่ดูเหมือนจะแผ่วลงไปทุกที และเสี่ยวหยูก็ค่อย ๆ เดินออกไปไกลมากขึ้นเรื่อย ๆ

“ผมต้องไปแล้ว โชคดีนะพี่ซัน”

ภาพสุดท้ายของเสี่ยวหยูที่ซันเห็นคือ เสี่ยวหยูเดินตามเงาดำนั้นออกไป เงาทั้งสองเดินทะลุตัวเขาแล้วเดินตรงไปทางด้านหลังตึก ราวกับเดินออกไปในที่กว้างไกล ไม่ต้องเปิดประตู ไม่ต้องเดินตามทางเลี้ยว เงานั้นเดินตรงไปเรื่อย ๆ และสุดท้ายค่อย หายไปในที่สุด



ซันเดินกลับมาที่หน้าห้องฉุกเฉินด้วยน้ำตานองหน้า ทั้งที่เขาบอกกับตัวเองว่าวันนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาจะไม่ร้องไห้ให้เสี่ยวหยูเห็นเด็ดขาด แต่พอถึงเวลาจริง ๆ แล้ว มันทำใจยากจริง ๆ เขามาหาเสี่ยวหยูแล้วแท้ ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ทัน กลายเป็นเสี่ยวหยูที่ต้องเป็นฝ่ายมาบอกลาเขา เขานี่เป็นพี่ที่แย่จริง ๆ

“ซัน ลูกหายไปไหนมา หม่าจะบอกว่า........”

ซันยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้คริสหยุดพูด

“ผมรู้แล้วครับ”

“ผมรู้ ว่าเสี่ยวหยูไม่ได้อยู่กับเราแล้ว”

คริสไม่สงสัยเลยว่า ซันรู้ได้อย่างไร และในครั้งนี้ เธอรู้สึกเชื่อซันอย่างสนิทใจ เธอเชื่อ และรู้ว่า ซันไม่ได้โกหก

ทั้งสองคนยืนกอดกัน พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา น้ำตาที่มาจากหลายหลายความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจที่เกิดขึ้น การสูญเสีย และการรับรู้ถึงความเจ็บปวด

ลาก่อน เสี่ยวหยู แล้วพี่จะไม่ลืมเราเลย



หลังจากงานศพของเสี่ยวหยูผ่านพ้นไป ทั้งซันและคริสกำลังเดินทางกลับ ทั้งสองคนได้ไปร่วมงานของเสี่ยวหยูและได้มีโอกาสพบและพูดคุยกับครอบครัวของเสี่ยวหยูด้วย ครอบครัวเสี่ยวหยูเป็นครอบครัวเล็ก ๆ มีเพียงแค่พ่อ แม่ เสี่ยวหยูซึ่งเป็นลูกชายคนโต และมีน้องสาวอีกคนที่กำลังน่ารักน่าชัง

“เสี่ยวหยูพูดถึงซันบ่อยมาก เขาอยากมีพี่ชายมาตลอด เสียดาย ที่เขาต้องมาจากไปทั้งที่อายุยังน้อย” แม่ของเสี่ยวหยูบอกกับซัน พร้อมกับร้องไห้

“เสี่ยวหยูฝากนี่ไว้ เขียนหน้าซองถึงซัน เขาบอกว่า ถ้าวันนึงเขาไม่อยู่แล้ว ให้เอาสิ่งของนี้ให้กับซันด้วย เขาว่า จนถึงตอนนั้น ซันคงมองเห็นได้ชัดแล้ว”

พ่อของเสี่ยวหยูยื่นซองกระดาษเล็ก ๆ สีขาว มีลายมือเสี่ยวหยูเขียนไว้ ซันส่งให้คริสช่วยอ่านให้

“ถึงซัน พี่ที่น่ารักของผม” คริสอ่านตามที่เสี่ยวหยูได้เขียนไว้ เมื่อซันได้ยิน เขาต้องร้องไห้อีกครั้ง ใจนึงเขาก็อยากเปิดซองดูว่าเสี่ยวหยูให้อะไรกับเขา แต่อีกใจนึงเขาก็ยังไม่เข้มแข็งพอ ซันจึงตัดสินใจยังไม่เปิดซองนั้น และตั้งใจจะไปเปิดดูที่บ้าน

ระหว่างทางที่กำลังอยู่บนรถไฟ ซันตัดสินใจเปิดดูซองที่เสี่ยวหยูทิ้งไว้ให้ ในซองนั้นมีจดหมายเล็ก พร้อมกับรูปถ่ายหนึ่งใบ คริสซึ่งนั่งอยู่ข้างซันเมื่อได้เห็นสิ่งของที่เสี่ยวหยูให้ ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอเข้าใจถึงความรู้สึกของซันดีกับการสูญเสียเพื่อนที่เขารัก

“ลูกอยากรู้เนื้อความในจดหมายมั้ย หม่าจะอ่านให้ฟัง” คริสถามซัน

“ยังครับ ยังไม่ใช่ตอนนี้ ผมไม่อยากร้องไห้ให้เสี่ยวหยู หรือใครเห็น” ซันตอบ พร้อมกับหยิบรูปถ่ายขึ้นมา

“เสี่ยวหยูเวลายิ้มนี่น่ารักดีนะครับ” ซันพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มเบา ๆ

ซันหยิบรูปพลิกไปมา แล้วถามขึ้นด้วยความสงสัยบางอย่าง

“หม่าครับ ผมว่า เสี่ยวหยูวางรูปไว้ผิดด้านนะครับ”

คริสไม่เข้าใจกับคำถามของซัน เธอมองดูรูปที่กำลังอยู่ในมือของลูกเธอ แต่ก็ไม่เห็นถึงความผิดปกติใด ๆ

“แล้ว คนข้าง ๆ เสี่ยวหยูนี่ใครอะครับ”

คริสมองหน้าซันอย่างไม่เข้าใจกับคำถามของซัน แต่ก็ตอบออกไปว่า

“ก็ลูกไง นี่ลูกยังจำตัวเองไม่ได้อีกหรอ”

ซันเงยหน้าขึ้นจากรูปถ่าย มองหน้าคริสอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขาก้มลงดูรูปถ่ายนั่นอีกครั้ง แล้วสลับกับมองกระจกหน้าต่างรถไฟ ซึ่งสะท้อนเงาของเขาอยู่ เขามองสลับกันอย่างนั้นสองสามครั้ง พร้อมกับตะโกนร้องออกมาสุดเสียง

“ไม่จริง !!!!!”





SHARE
Writer
Pimmimi
Dreamer
Teacher and Dreamer imagination is traveling around the world

Comments