My Little Happiness
Content ที่ดีควรเป็นแบบไหน?
ถ้าเราทำ Content ออกมาจะมีคนชอบมั้ย?
แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่เราอยากทำมันโอเค?
คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่โผล่ขึ้นมาทุกครั้งที่คิดอยากจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่ว่าจะเป็น text ล้วนๆแบบใน Storylog หรือจะเป็น Facebook Page เป็น Instagram เป็น Twitter หรือสื่อ Social อื่นๆ แล้วที่ผ่านๆมาเราไม่เคยหาคำตอบให้กับมันได้เลย ทำให้เราล้มเลิกความตั้งใจไปในที่สุด เพราะกลัวว่าสิ่งที่อยากทำมันจะไม่ดี

วันนี้เราได้เห็นคนผลิตสื่อต่างๆออกมามากมาย มี Public Figure หน้าใหม่ๆเกิดขึ้นจากการทำเพจท่องเที่ยว เพจชิมอาหาร IG ถ่ายรูปเก๋ๆ Twitter คำคม และอื่นๆอีกมากมาย หลายคนเป็นคนใกล้ตัว หลายคนเป็นคนดัง และทุกคนดูมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองทำ

ก่อนทำเค้าจะรู้รึเปล่านะ...
ว่าสิ่งที่เค้ากำลังจะทำมันจะดี มันจะปัง ??
เราสงสัยมานาน จนพอมีโอกาสได้คุยกับหลายๆคนที่เลือกทำ Content ในรูปแบบต่างๆเราก็พบว่า เค้าไม่รู้หรอก ไม่มีใครรู้ทั้งนั้นแหละ เค้าแค่มีความสุขกับการที่ได้ทำสิ่งเหล่านั้น และนั่นอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่เค้าคาดหวังจากการทำ Content แล้วสิ่งอื่นๆค่อยตามมาเป็นของแถม ไม่ว่าจะเป็นรายได้ ชื่อเสียง follower หรือแฟนคลับ

เรามีโอกาสได้เจอคนคนนึงที่ทำ Facebook Page เกี่ยวกับเรื่องที่ตัวเองชอบ ในขณะที่ทำงานประจำไปด้วย และทำทั้ง 2 อย่างได้ดีจนน่าทึ่ง เรียกได้ว่าเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงอีกคนที่ทำสำเร็จในขณะที่อายุยังน้อย เค้าบอกกับเราว่า การออกมาทำในเรื่องที่ชอบให้ดู 3 อย่างก็พอ
ชอบ
ทำไหว
ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
ถ้ามันครบทั้ง 3 ข้อแล้วก็คงจะไม่มีเหตุผลให้เราไม่ลงมือทำ ในเมื่อเป็นสิ่งที่ตัวเราชอบ แค่ได้ทำเราก็มีความสุขแล้ว แต่ก็ต้องดูด้วยว่าเราทำไหวรึเปล่า เพื่อให้ไม่กระทบกับงานประจำหรือความรับผิดชอบหลักในชีวิต ถ้ามี passion มีพลัง แล้วเรื่องนั้นมันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ก็จัดไป ไม่มีเหตุผลอะไรให้เราไม่ลงมือทำ

แล้วถ้าคนอื่นไม่ชอบล่ะ?
ถ้าคนรอบข้างมองว่ามันไม่โอเคล่ะ?
ถ้าเพื่อนร่วมงานหาว่าไม่ตั้งใจทำงานล่ะ?
เรื่องชอบไม่ชอบเราก็คงไปบังคับใครไม่ได้เนอะ อะไรที่ negative มากๆ hide ได้ก็ hide ไป ไม่ต้องไปตอบโต้ ถ้าเรามั่นใจว่าไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนก็ไม่ต้องกังวล แล้วถ้าเป็นเรื่องที่เราชอบ เราก็ได้พลังจากตัวเองในการทำสิ่งที่ชอบอยู่แล้ว ส่วนเรื่องงานก็ต้องย้อนกลับมาถามตัวเองดูแหละว่าเราเต็มที่กับมันเหมือนเดิมรึเปล่า เพราะยังไงเรื่องที่ต้องรับผิดชอบก็ยังควรจะต้องมาเป็น priority แรกอยู่แล้ว ถ้าเรามั่นใจว่าเราไม่ได้ทุ่มเทกับเรื่องงานน้อยลง เราเต็มที่กับทุกอย่าง 100% แล้ว ใครจะไม่ชอบเราก็ปล่อยเค้าไปเถอะ
เคัาไม่ชอบเรา
นั่นก็เป็นปัญหาของเค้า
ไม่ใช่ปัญหาของเราซักหน่อย :)

แล้วทำหลายๆอย่างแบบนี้ไม่เหนื่อยแย่หรอ?
ไหนจะงานประจำ ไหนจะทำ Content?
เหนื่อยสิ ^^ แต่ก็มีความสุขมากเลยล่ะ เพราะได้ทำในสิ่งที่เรารักไง ในขณะที่เหนื่อย มันก็ฟินไปด้วย พอฟินแล้วกลับมาทำงาน งานมันก็ดีเองแหละ เพราะเวลาที่เราไปทำในสิ่งที่รัก ถึงจะเหนื่อยหน่อยแต่มันก็ได้เติมพลัง ทำให้เราเต็มที่กับชีวิตได้มากขึ้น คุณคนที่พูดถึงข้างบนเค้าเล่าว่า
ชีวิตเรามีเสาหลักอยู่ 3 ต้น
การทำงาน - ความชอบส่วนตัว - สุขภาพ
ถ้าเราดูแลเสาหลัก 3 ต้นนี้ให้แข็งแรง ชีวิตเราก็จะดี
แต่ถ้ามีต้นใดต้นหนึ่งล้มลงไป ชีวิตเราก็คงจะไม่สมบูรณ์ ไม่มีความสุข
ถ้าเราเอาแต่ทุ่มเทกับการทำงาน หายใจเข้า 'งาน' หายใจออก 'งาน' ไม่ได้ทำในสิ่งที่ชอบเลย ไม่ได้ดูแลสุขภาพเลย ถึงเวลาก็คงป่วยหนักเข้าโรงพยาบาล ทำงานต่อไปอีกไม่ได้ หรือทำได้ไม่เต็มที่ หรือถ้าเราแข็งแรงดี จิตใจของเราก็จะเหนื่อยล้า โหยหาความสุขอยู่ตลอดเวลา อาจจะจบด้วยการย้ายงาน ซึ่งถ้าเราไม่ปรับปรุงวงจรการใช้ชีวิตของตัวเองใหม่ ก็ต้องหนีต่อไปเรื่อยๆ

การได้ฟังเรื่องพวกนี้ ทำให้เรามีความกล้าทำอะไรมากขึ้น ที่ผ่านมา หลายเดือนที่เราไม่ได้เขียนอะไรลงใน Storylog เลย เรามัวแต่พะวงกับคำถาม 3 ข้อด้านบนสุด พะวงว่าหัวข้อจะไม่น่าสนใจ จนสุดท้ายก็ทิ้ง draft ไว้แห้งๆ เพื่อผ่านมาลบและตั้ง draft เรื่องใหม่ไว้เป็นวงจรที่ไม่รู้จักจบสิ้น

วันนี้เราได้เริ่มต้นก้าวเล็กๆจากการเขียนเรื่องที่ตัวเองอยากเขียนจนจบ เขียนมาถึงตรงนี้รู้สึกมีความสุขมากแล้วก็ภูมิใจอยู่เล็กๆ ที่ผ่านมาหลายๆครั้งเราเขียนแล้วจะหาที่ลงไม่เจอ เขียนเหมือนเล่าเรื่องไปเรื่อยๆแล้วก็หาจุดจบไม่ได้ แต่วันนี้เราเขียนแล้วเจอจุด landing ที่ชัดเจน ว่าเราภูมิใจที่ได้ออกมาเขียนเรื่องนี้ ภูมิใจที่ได้ทำตามความชอบของตัวเองอย่างไม่กลัวว่ามันจะไม่ดีอีกต่อไป
เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นคนอื่นหรอก
แค่เป็นตัวเราคนเดิม ในแบบที่ดีขึ้นก็พอ

:)
SHARE

Comments