วิธีจับโกหกให้แม่นยำเหมือนผู้เชี่ยวชาญ
เบาะแสอย่างหนึ่งที่สามารถบอกได้ว่าคนเรากำลังโกหกอาจจะออกมาทางภาษากาย ซึ่งคงมีแต่ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นที่รับรู้ได้และมันเป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไปที่จะลองใช้ แต่ก็มีอีกเบาะแสหนึ่งที่ถ้าคนธรรมดาอย่างเราลองให้ความสำคัญแล้วก็สามารถจับโกหกได้แม่นยำพอๆกับผู้เชี่ยวชาญ 

เบาะแสที่ว่านั้นก็คือน้ำเสียงและถ้อยคำที่พูดออกมา

ในเดือนกันยายน ปี 1938 Adolf Hitler ได้ทำการโกหกครั้งใหญ่ ช่วงนั้น Hitler ได้เตรียมการที่จะบุกเชคโกสโลวาเกีย ดังนั้นเพื่อให้ทุกอย่างง่ายขึ้นเขาจึงต้องป้องกันไม่ให้เชคโกสโลวาเกียระดมกำลังโต้กลับ

Hitler ได้พบกับ Neville Chamberlain นายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้น Hitler ยืนยันว่าเขาไม่มีความตั้งใจจะบุกเชคโกสโลวาเกียแม้แต่น้อย เขาพูดจน Chamberlain เชื่อสนิทใจจนถึงขึ้นเรียกร้องเชคโกสโลวาเกียอย่าระดมกำลังเพราะเกรงว่าเยอรมนีอาจมองความเคลื่อนไหวนี้ว่าเป็นการรุกราน 

แถม Chamberlain ยังได้เขียนจดหมายถึงน้องสาว โดยบรรยายถึงความเชื่อมั่นในตัว Hitler ว่า "....เขาเป็นผู้ชายที่สามารถเชื่อใจได้เวลาให้คำมั่นสัญญา"

แต่ก็อย่างที่เรารู้ Hitler ไม่ได้ทำตามที่พูด จากการพูดคุยครั้งนั้นทำให้ Hitler สามารถโค่นล้มกองกำลังของเชคโกสโลวาเกียที่ไม่ได้มีการเตรียมตัวได้อย่างง่ายดายและนำไปสู่จุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง 
ถ้าว่าด้วยเรื่องของการจับโกหกแล้ว Richard Wiseman ศาสตราจารย์สาขาจิตวิทยาจาก University of Hertfordshire สรุปเอาไว้ว่าคนเรามีทักษะในการจับโกหกได้แม่นยำกว่าการเสี่ยงทายเพียงเล็กน้อย ใช้วิธีเดาด้วยการโยนเหรียญยังง่ายซะกว่า และ Chamberlain เองก็คงไม่ต่างกัน เขาจึงถูก Hitler หลอกจนปักใจเชื่อ

ในเรื่องการจับโกหก เราอาจจะเคยได้ยินวิธีการอ่านภาษากายเพื่อจับผิดพฤติกรรมที่ผิดปกติ อย่างเช่นไม่ยอมสบตาขณะที่พูดคุยหรือไม่ก็แสดงอาการกระสับกระส่ายระหว่างที่ถูกซักถาม การอ่านภาษากายได้อย่างแม่นยำเป็นเรื่องยากเพราะเราต้องอ่านทุกพฤติกรรมในคราวเดียว การจับพฤติกรรมที่ผิดปกติได้เพียงอย่างเดียวไม่อาจนำไปสู่ความจริง

อย่างพฤติกรรมข้างต้นก็ไม่สามารถบอกได้ว่าคนๆนั้นกำลังโกหก เพราะมีนักวิจัยบางกลุ่มได้รวบรวมข้อมูลแล้วพบว่าคนโกหกก็มีแนวโน้มที่จะสบตากับเรานานพอๆกับคนที่พูดความจริง พวกเขาไม่โบกไม้โบกมือไปมาและไม่มีอาการกระสับกระส่าย แถมบางทียังนั่งนิ่งกว่าคนที่พูดความจริงด้วยซ้ำ

แล้วถ้าเราไม่อยากถูกหลอกจนหัวทิ่มเหมือน นายก Chamberlain ล่ะ จะต้องทำยังไง ?

ก็ต้องตั้งสติ รวบรวมสมาธิ แล้วใช้หูฟังให้มากขึ้น 

ในปี 1994 Richard Wiseman ได้ทำการทดลองทดสอบทักษะการจับโกหกของประชาชนในประเทศอังกฤษ เขาได้เชิญ Sir Robin Day ตำนานของวงการโทรทัศน์เพื่อมาเป็นหนูทดลองครั้งนี้ 

โดยเขาจะทำการสัมภาษณ์ Sir Robins สองครั้ง ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งเขาจะพูดแต่ความจริงล้วนๆ แต่อีกครั้งหนึ่งเขาจะพูดแต่เรื่องโกหกเท่านั้น จากนั้นจะนำบทสัมภาษณ์มาเผยแพร่ทางทีวีแล้วให้ผู้ชมส่งคำตอบกันเข้ามาว่าการสัมภาษณ์ครั้งไหนเป็นการโกหก

การสัมภาษณ์ครั้งที่ 1  

Richard Wiseman : เอาล่ะครับ Sir Robin คุณชอบภาพยนตร์เรื่องอะไรครับ
Sir Robin : Gone With The Wind ครับ 
RW : ทำไมถึงชอบเรื่องนี้ครับ 
SR : อ๋อ มัน..มัน..มันเป็นหนังคลาสสิกน่ะครับ ตัวละครก็เยี่ยม มีดาราเก่งๆ อย่าง Clark Gable แถมยังมีนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมอย่าง Vivien Leigh ด้วย น่าประทับใจมากเลยครับ 
RW : แล้วคุณชอบตัวละครตัวไหนครับ 
SR : อ่อ Gable สิครับ 
RW : คุณดูเรื่องนี้มากี่รอบแล้วครับ  
SR : เอ่อ ผมคิดว่าน่าจะประมาณ 6 รอบนะ  
RW : แล้วดูครั้งแรกเมื่อไหร่ครับ 
SR : ก็ตั้งแต่ตอนออกฉายครั้งแรก ผมคิดว่าน่าจะเป็นปี 1939 นะ

-- 
 
การสัมภาษณ์ครั้งที่ 2  

RW : เอาล่ะครับ Sir Robin คุณชอบภาพยนตร์เรื่องอะไรครับ
SR : เอ่อ Some Like It Hot ครับ
RW : ทำไมคุณถึงชอบเรื่องนี้ครับ
SR: อ่อ เพราะว่าทุกครั้งที่ผมหยิบขึ้นมาดู มันก็ยิ่งตลกมากขึ้นทุกครั้งเลย หนังเรื่องนี้มีรายละเอียดต่างๆที่ผมชื่นชอย และผมก็ยิ่งชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ได้ดูครับ
RW : แล้วคุณชอบตัวละครตัวไหนครับ
SR : อ่อ ผมคิดว่าเป็น Tony Curtis เขามีเสน่ห์มาก...........และเขาก็ฉลาดมากด้วยครับ เขาเลียนแบบ Cary Grant ได้เหมือนมาก แล้วเขาก็ตลกจริงๆ เวลาพยายามขัดขืนไม่ยอมให้ตัวเองหลงเสน่ห์ของ Marilyn Monroe
RW : แล้วดูครั้งแรกเมื่อไหร่ครับ
SR : ผมคิดว่าคงเป็นตอนที่เข้าฉาย แต่ผมลืมไปแล้วครับว่าเมื่อไหร่

คุณคิดว่าการสัมภาษณ์ครั้งไหนโกหก

Wiseman ได้ถาม Sir Robin ว่าเขาชอบหนัง Gone With The Wind หรือไม่ แล้วเขาก็ตอบว่าไม่มีทาง หนังมันน่าเบื่อและเขาก็หลับทุกครั้งที่ดู

ถ้าเราดูบทสัมภาษณ์ข้างต้นจะพบว่ามีจุดแตกต่างกัน 2-3 จุด 

จุดแรกคือการให้รายละเอียด เวลาที่เราโกหก ยิ่งเราพูดออกไปมากเท่าไหร่ ก็มีโอกาสถูกจับผิดได้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นคนที่พูดโกหกจะพูดและให้รายละเอียดน้อยกว่าคนที่พูดความจริง อย่างในบทสัมภาษณ์ครั้งแรก Sir Robins ก็ตอบสั้นกว่าการสัมภาษณ์ครั้งที่สอง 

ในการสัมภาษณ์ครั้งแรกเขาเพียงแต่ให้รายละเอียดทั่วๆไป อย่างเช่น เป็นหนังคลาสสิก ตัวละครยอดเยี่ยม แต่ในครั้งที่สอง เขากลับให้รายละเอียดมากขึ้นกว่าเดิม โดยบรรยายถึงฉากที่ Curtis พยายามขัดขืนไม่ให้หลงเสน่ห์ Monroe

จุดที่สองคือการกีดกันตัวเอง คนที่พูดโกหกมักพยายามกีดกันตัวเองให้ห่างจากคำโกหก พวกเขาจะเอาตัวเองและความรู้สึกของตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องราวน้อยกว่า จากตัวอย่างข้างต้น ถ้าเราลองนับคำว่า "ผม" ในทั้งสองการสัมภาษณ์ เราจะพบว่าในการสัมภาษณ์ครั้งแรก Sir Robins พูดคำว่า "ผม" แค่ 2 ครั้งเท่านั้น แต่ในครั้งที่สอง เขาใช้คำว่า "ผม" มากถึง 6 ครั้ง

จุดสุดท้ายคือเรื่องการหลงลืม Wiseman กล่าวว่าเวลาที่คนโกหกพูดถึงข้อมูลที่ไม่ค่อยสำคัญ เขาจะพัฒนาความทรงจำเหนือมนุษย์ได้อย่างเหลือเชื่อ และมักจะจดจำรายละเอียดยิบย่อยได้ อย่างการสัมภาษณ์ครั้งแรก Sir Robins สามารถจำได้ว่าเขาดู Gone With The Wind ครั้งแรกเมื่อปี 1939 ตรงกันข้าม เวลาที่พูดความจริงเขากลับจำไม่ได้ว่าดู Some Like It Hot ครั้งแรกเมื่อไหร่ นั่นก็เพราะว่ามันไม่มีความจำเป็นต้องจำ
ถ้าการจับผิดภาษากายเป็นเรื่องยากในช่วงต้น เราก็สามารถเริ่มฝึกได้ด้วยการฟังไปก่อน มันทั้งง่ายกว่าและไม่น่าสงสัยว่าเป็นพวกโรคจิตด้วย เราสามารถนำทักษะนี้ไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน (เช่น คุณผู้หญิงอาจจะใช้ทักษะนี้ในการจับว่าแฟนจะหนีเที่ยวรึเปล่า) ไปจนถึงการวางแผนป้องกันเหตุไม่คาดฝันเหมือนที่ Hitler ทำ

เราไม่ได้ฝึกทักษะนี้ไว้เพื่อจับผิดคนอื่นๆ แต่เราควรฝึกไว้เพื่อคาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นจากการโกหกครั้งใหญ่

ตัวอย่างการโกหกครั้งใหญ่ที่ผมจำได้แม่นคือ การทำรัฐประหารครั้งล่าสุด ที่จำได้แม่นเพราะผมดันไปซื้อหุ้นก่อนที่จะทำการรัฐประหารหนึ่งวัน และวันต่อมาหุ้นก็ตกลงไปแรง ทำให้ผมเกิดอาการลนลานขายหุ้นทิ้งไปบางตัว ถ้าตอนนั้นผมคอยตามข่าวการเมืองซักหน่อย ก็คงไม่รีบร้อนซื้อหุ้น

การโกหกครั้งนั้นก็มีจุดผิดปกติเหมือนกับบทสัมภาษณ์ข้างต้น ลองย้อนกลับไปอ่านคำพูดทั้งหลายดูสิครับ แทบไม่เห็นว่า ผบ.ทบ.(ในตอนนั้น) จะใช้คำว่า "ผม" เลย

ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือ Quirkology

คำพูดก่อนรัฐประหาร https://prachatai.com/journal/2017/05/71596 


SHARE
Writer
Stikpost
Readaholic / INFJ
เพจนี้เป็นเหมือน sandbox ของผมครับ เอาไว้ฝึกปรือการเขียน เอาไว้ทดลองเขียนแนวคิดต่างๆ เอาไว้แบ่งปันสิ่งที่ผมพบเจอ เพราะงั้นบางทีเนื้อหาอาจจะมีหลายๆแนว หวังว่างานเขียนของผมจะมีประโยชน์และทำให้ผู้อ่านเพลินไปกับมันนะครับ

Comments