Fuck it
ชั่งใจอยู่นานว่าจะเล่าเรื่องนี้ออกมาดีมั้ย
เพราะถ้าใครก็ตามที่หลงเข้ามาอ่านเรื่องนี้
จะต้องด่าเราว่า อีเด็กเปรต อยู่ในใจแน่นอน 555555

อย่างที่เคยเล่าไปตอนก่อนหน้าว่า เราเป็นโรคซึมเศร้า เพิ่มเติมคือ เราบอกพ่อแล้ว

และผลลัพธ์ก็เป็นไปอย่างที่เราคิดไว้

:แกอะคิดมากไปเอง แค่นอนไม่หลับไม่กี่คืน ฟังพ่อนะ พ่อเคยเจอคนแบบนี้ อาการแบบแกอะมันไม่ใช่ แล้วโรงบาลที่แกรักษาอยู่อะ มันเป็นโรงบาลของคนบ้า บลาๆๆๆๆๆๆ
 เป๊ะ ตามที่คิดไว้เป๊ะทุกประโยค ทำไมไม่ซื้อหวยถูกอย่างนี้บ้างว้าา

เราได้ยินเสียงน้องเถียงแทนเรา พ่อก็เถียงกลับไป

เออดี คนที่เป็นอะนั่งหัวโด่อยู่นี่ ไม่ได้พูดอะไรสักคำ

เราไม่อยากฟังอะไรอีกแล้วเลยหยิบหูฟังขึ้นมาเสียบกับไอโฟนเปิดเพลง EDM กลบเสียงของ 2 คนนั้นไป

เราจะเหมือนกับพ่อมาก เพราะฉะนั้นเราอยู่แล้วว่าพ่อจะพูดอะไรออกมา

ก็ว่าเตรียมใจมาระดับนึงแล้วนะที่ะมาเจอคำพูดแบบนี้

แต่พอได้ยินเข้าจริงๆมันจุกว่ะ

จุก... จนพูดอะไรไม่่ออก

ได้แต่ปล่อยให้เสียงเพลง EDM ดังก้องกังวานทำหน้าที่กลบเสียงอื่นๆของมันไป

คำพูดของพ่อในวันนั้นมันยังดังก้องอยู่หัวตลอด
ถ้าเป็นคนอื่นพูดเราคงไม่สนใจอะไรมาก ปกติก็ไม่ได้แคร์อยู่แล้ว

แต่นี่คือ พ่อ ไง

พ่อที่เราสนิทที่สุด

พ่อคือคนที่เราแคร์ความรู้สึกที่สุด

แต่คำพูดในวันนั้นของพ่อมันทำให้ความรู้สึกที่เรามีต่อพ่อเปลี่ยน

ไม่ดิ ต้องบอกความรู้สึกที่เรามีต่อ "ครอบครัว" เปลี่ยนไป

ครอบครัว เคยเป็นสิ่งที่เราแคร์ที่สุดมาก่อน

ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ความรู้สึกของคนในครอบครัวต้องมาก่อน

เราจะยังไงก็ได้ แต่ พ่อ แม่ น้อง ต้องมาก่อนเสมอ

แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้วไง

เพราะ "คำพูดเหล่านั้นของพ่อ"

คำพูดที่ไม่ได้แคร์ความรู้สึกของคนฟังในวันนั้น

มันเปลี่ยนเรา

มันเปลี่ยนเราไปจนถึงจุดที่เราไม่เคยคิดว่าเราจะคิดแบบนี้กับครอบครัวเรา

จุดที่เกิดขึ้นกับเราบ่อยๆ เพียงแต่ว่ามันเกิดขึ้นระหว่างเรากับคนอื่น

จุดที่เราเรียกมันว่า จุดช่างแม่ง
 
จุดช่างแม่งคือ จุดที่เราไม่สน ไม่แคร์ความรู้สึกใครแล้ว
ใครอยากจะคิดยังไงกับเราก็คิดไป ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
เททุกสิ่งอย่างเพียงเพื่อสิ่งเดียว คือ การรักษาใจและความรู้สึกของตัวเอง
 
เราเที่ยวบ่อยขึ้น เมาบ่อยขึ้น จากนานๆครั้ง ตอนนี้เป็นนานๆถี่

เมื่อก่อนไปเที่ยวต้องกลับบ้านแบบมีสติ ต่อให้เมาหนักแค่ไหน ถึงบ้านต้องเป็นปกติ ไม่เกินเที่ยงคืน

กลายเป็นเที่ยวที่ก็เมาปลิ้นที กลับถึงบ้านแบบเมาๆ ตี1 ตี2 นอนมันทั้งอย่างนั้นน้ำท่าไม่อาบ

จากตอนแรกที่เราพยายามปิดรอยแผลต่างๆที่เกิดขึ้น

เราก็ไม่สนใจ โชว์ออกไปทั้งอย่างนั้น อยากเห็นก็เห็นไป

อยากรู้ว่าคือรอยอะไรหรอ ถามซิ

อ๋อ รอยกรรไกร รอยคัตเตอร์ รอยจากการเอาเล็บจิกไง

เมื่อไหร่ก็ตามที่พ่อ แม่ น้องอยู่กันพร้อมหน้า เราจะออกจากบ้านทันที

เมื่อไม่มีใครอยู่บ้าน โอเค บ้านคือวิมารของเรา

จากที่ไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว เรายิ่งไม่พูดอะไรเลย ไม่เอ่ยถึงโรคนี้อีก

ไม่หวังให้ใครมาเข้าใจหรือมาช่วยแล้ว

ณ จุดนี้ ขอรักษาใจตัวเองก่อน

คำว่า "รักลูกนะ" ที่แม่คอยไลน์มาทุกวัน

เราได้แต่อ่านแล้วนิ่งเฉย

ไม่ได้รู้สึกถึงอะไรทั้งสิ้น

คำว่า "พ่อทุกข์ใจนะที่วันนั้นแกเมากลับมา" ของพ่อ

เราก็ฟังแต่ไม่ตอบ

เราไม่รู้สึกอินกับมันเลย

คำว่า "พ่อกับแม่เป็นห่วงมึงมานะ" จากน้องเรา

หรอ มาห่วงตอนนี้มันไม่สายไปหน่อยหรอ

คนที่อ่านมาถึงตรงนี้คงคิดแล้วแหละว่าเรามันลูกไม่รักดี พ่อแม่ใส่ใจแล้วยังทำตัวแบบบนี้อีก

แล้วแต่เลยค่ะ ต่อให้ใครมาด่าว่า อกตัญญู ตรงนี้เราก็ไม่โกรธนะ

สิ่งที่เราเจอมา สิ่งที่ทำให้เราเป็นแบบนี้

หนึ่งในนั้นมาจาก ครอบครัว

ก็ในเมื่อคุณไม่สนความรู้สึกเรา
แล้วทำไมเราถึงต้องสนความรู้สึกคุณละ 

SHARE
Writer
_CL
Fine, thanks.
Try to be positive thinker even though I’m not.

Comments