เขียนอย่างไรให้เยียวยา
"การเขียนมีพลังเยียวยา" 
          หลังจากพูดถึงพลังวิเศษจากการเขียนในบทความ " การเขียนและความซึมเศร้า" ไปแล้ว บทความนี้จะพูดถึงวิธีการเขียนที่ช่วยเยี่ยวยา

          ในชีวิตมีความเครียดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องเพื่อน เรื่องครอบครัว เรื่องแฟน และที่เราเครียดที่สุดคือเรื่องตัวเอง ทุกครั้งที่เครียดจนเห็นได้ชัด เพื่อนๆและคนรอบข้างก็จะบอกให้เรา แก้เครียด แก้เหงา แก้เบื่อ โดยการทำกิจกรรมงานอดิเรกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ออกกำลังกาย วาดภาพ เพ้นรูป ดูดาว ตกปลา เดินเล่น ฯลฯ แต่ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ ทุกครั้งที่เริ่มทำกิจกรรมแรกๆมันก็สนุก แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ มันเริ่มไม่ได้ผล จู่ๆก็รู้สึกหมดความหมายขึ้นมา เบื่ออีกแล้ว ต้องเปลี่ยนอีกแล้วใช่ไหม คราวนี้ยิ่งทำยิ่งเครียดเลย
          แต่เราก็ยังไม่ท้อถอย (ต้องมีงานอดิเรกทำตลอดเวลา) เมื่อประมาณหนึ่งถึงสองเดือนที่ผ่านมา หลังจากลาออกจากงานและหนีไปกลับไปอยู่บ้าน ก็มีเวลาให้ตัวเองมากขึ้นและได้เปิดใจคุยเรื่องชีวิตกับน้องชาย หลักจากน้องชายช่วยเตือนสติเรื่องความฝันวัยเด็ก จึงตัดสินใจกลับมาลองเขียนอีกครั้ง เขียนอะไรก็ได้ เขียนให้หมด นิยายก็อยากแต่ง บทความก็อยากเขียน สิ่งแปลกประหลาดก็เกิดขึ้น ตั้นแต่วันนั้นเวลาก็ผ่านไปหนึ่งถึงสองเดือนแล้ว ทว่ากลับไม่มีอาการเบื่อเลย มันผิดปกติมาก ทุกวันนี้ตื่นมาก็มีแต่ความรู้สึกอยากเขียน วันทั้งวันก็นั่งคิดนั่งเขียน ก่อนนอนก็มีแต่ไอเดียดีๆแล่นมาเต็มหัวไปหมด ที่ยิ่งไปกว่านั้นสมงสมองก็คิดเป็นระบบ รวดเร็วขึ้น ความจำแม่นขึ้น อาการสมองทึบสมองตื้อก็ลดลง(Brain fog)
          การเขียนมันวิเศษตรงไหน มันต่างจากกิจกรรมอื่นๆอย่างไร สังเกตุง่ายเลย การปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ออกกำลังกาย วาดภาพ เพ้นรูป ดูดาว ตกปลา เดินเล่น ฯลฯ ล้วนเป็นกิจจกรรมที่นำเราออกห่างจากความเครียด ออกจากปัญหา คือช่วยให้ลืม วางเรื่องหนักใจลงสักพัก แต่การเขียนเป็นกิจกรรมที่ช่วยเราหันหน้าเข้าสู้ เข้าจัดการกับปัญหา ทบทวนความรู้สึกนึกคิดตัวเองที่มีต่อปัญหาต่างๆ ช่วยให้เรามองปัญหาจากมุมมองที่ต่างออกไป ฝึกทักษะจัดการกับความเครียด นี่คือการเขียนบำบัด

                                                      คำเตือน

          เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่หมอ ไม่ใช่นักจิตวิทยาและนี่ก็ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และการเขียนบำบัดไม่สามารถแทนที่การรักษาทางการแพทย์ได้ โปรดใช้วิจารณญาณและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของท่านเอง บทความนี่เขียนไว้เพื่อการศึกษาเป็นการแบ่งปันและบอกเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้น


                  การเขียนบำบัดคืออะไร ? คือการเขียนอะไรก็ได้ตามใจใช่ไหม ?

          โดยทั่วไปแล้วการเขียนบันทึกหรือที่เราเรียกกันว่าบันทึก journal นั้นคือการเขียนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันและความคิดต่อเหตุการณ์นั้นๆ การเขียนบำบัดไม่ใช่การเรียนบันทึกไดอารี่
          การเขียนบำบัดเป็นการเขียนสิ่งที่อยู่ในใจออกมา เขียนถึงสิ่งที่ทำร้ายคุณอยู่ เขียนถึงเรื่องที่กังวลใจคุณ เขียนถึงความรู้สึกของคุณต่อประเด็นต่างๆในชีวิต และปล่อยให้มันไหลออกมาตามสายน้ำหมึกเลย ไม่ต้องคิดกรั่นกรอง ไม่ต้องห่วงกฏเกณฑ์ใดๆ เขียนไปเลย เขียนไปอย่างสบายๆ ไม่ต้องบังคับตัวเองให้เขียน เขียนจบไม่จบไม่สำคัญ เขียนวกไปวนมา อ่านไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไร เราจะไม่เปิดเผยให้ใครอ่านอยู่แล้ว การเขียนบำบัดช่วยสะท้อนปัญหาให้เด่นชัดและทบทวนชีวิต
                                         เขียนบำบัดเหมาะสมกับใคร ?

          เขียนบำบัดเหมาะสมกับทุกคนที่ต้องการจัดการกับความเครียด แรงกดดัน ความรู้สึกที่อุดตันอยู่ภายในใจ ไม่ว่าคุณจะซึมเศร้า วิตกกังวล เครียด หรือปกติดี เพราะการเขียนเป็นการสะท้อนเสียงภายในของคุณ
          หากคุณต้องการใช้การเขียนบำบัดนี้ควบคู่กับการักษาทางจิตเวช เราแนะนำให้ปรึกษาคุณหมอก่อนนะ เพราะการเขียนที่ผิดวิธีจะเป็นการซ้ำเติม ขุดคุยประสบการณ์ที่ไม่ดีซ้ำๆอาจส่งผลเสียต่อจิตใจ (เตือนไว้เลย เราเองใช้วิธีผิดๆมานาน)

                                               ทำไมถึงต้องเขียน ?

ช่วยให้รู้จักตัวเองมากขึ้น
          การเขียนทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น การเขียนเป็นการช่วยดึงความคิดความรู้สึกลึกๆข้างภายในใจจิตที่เราอาจไม่รู้ตัวมาก่อน วิธีการเขียนที่ช่วยดึงความรู้สึกเหล่านี้ออกมาได้ง่ายที่สุดคือการเขียนแบบ Free writing ซึ่งเป็นเทคนิคการเขียนที่อาศัยความเร็วในการเขียนและเวลาที่จำกัด ทำให้จิตสำนึกไม่สามารถกรั่นกรองถี่ถ้วนก่อนเขียน แต่สิ่งที่ออกมาจากปลายปากกาจึงเป็นข้อความจากจิตใต้สำนึก เป็นความรู้สึก ความคิด ความปรารถนา ภายในลึกๆที่เราไม่เลยรู้ตัวมาก่อน

ช่วยให้ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น
          กี่ครั้งกี่หนที่ระบบชีวิตพังทะลายเพราะเหล่าความคิดลบๆที่วนเวียนในหัว การยกมือจับปากกาและเขียนเป็นการตัดวงจรชั่วร้ายนี้ และยังช่วยระบายความรู้สึกลบๆเหล่่านี้นออกมา เพราะเหตุนี้การเขียนบันทึกช่วยให้เราควบคุมความคิดตัวเองได้ดียิ่งขึ้น

ช่วยปลี่ยนมุมมอง
          เมื่อความคิดความรู้สึกถูกดึงออกมาจากใจลงในแผ่นกระดาษเรียนร้อยแล้ว มันก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งตัวเราอีกต่อไป เราจะมองให้มันเป็นเหมือนเรื่องเล่า เปลี่ยนมุมมองจากเหยื่อผู้ทนทุกข์ในเรื่องราวเหล่านั้นออกมาเป็นผู้อ่าน (มุมมองบุคคลที่สาม) การทำแบบนี้จะช่วยให้เราได้เห็นและได้คิดจากมุมมองใหม่ เราอาจพบคำตอบ ต้นเหตุที่แท้จริงหรือวิธีแก้ไขปัญหาใหม่ๆก็เป็นได้

การเขียนบันทึกเป็นการเก็บสถิติ
          การเขียนบันทึกเป็นเหมือนการเก็บสถิติเพื่อให้เราได้เห็นภาพรวมของชีวิต เช่น เดือนนี้มีวันแย่ๆกี่วัน สังเกตุรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำๆหรือในวันที่อารมณ์ไม่ดีเหล่านั้นเรามักจะทำอะไรไปบ้าง การทำเช่นนี้ช่วยให้เราค้นพบสิ่งกระตุ้นความคิดด้านลบที่เราไม่เคยสังเกตุมาก่อน นอกจากนี้การเขียนบันทึกเก็บสถิติยังเป็นช่วยการวินิจของแพทย์ให้แม่นยำยิ่งขึ้น


                                            เตรียมตัวก่อนเริ่มเขียน 

          เราจะหาพื้นที่ที่เรารู้สึกปลอดภัยและไม่มีใครมารบกวน ปิดประตูห้อง เปิดเพลงเบาๆ สร้างบรรยากาศให้รู้สึกผ่อนคลาย จากนั้นเราจะนั่งนิ่งๆ หายใจเข้าลึกๆ รับรู้ความรู้สึกในใจสักพัก แล้วบอกตัวเองว่า วันนี้ฉันจะเขียน เขียนเพื่อเยียวยา เขียนจากมุมมองที่เป็นบวกหรือกลางๆ ไม่เขียนเชิงลบ เทคนิคที่เราใช้การเขียนในมุมมองบุคคลที่สามแทนบุคคลที่หนึ่ง เขียนเท่าที่อยากเขียน ไม่ได้เขียนเพื่อทำหนังสือ ไม่จำเป็นต้องมีกฏเกณฑ์ ย่อหน้า โครงสร้างหรือต้องเขียนให้ครบกี่คำ นี่ไม่ใช่งาน วันนี้ฉันจะเขียนให้ตัวเอง ต้องเขียนสม่ำเสมอ ต้องเจียดเวลาเขียนทุกวันและสิ่งที่สำคัญที่สุดฉันจะซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง จะไม่โกหกตัวเองเด็ดขาด


                                   เลือกรูปแบบการเขียนที่คุณชอบที่สุด

1. เขียนบันทึก เขียนไดอารี่ : เขียนแบบFree writing เขียนทุกอย่างที่แล่นเข้ามาในหัว
จัดเวลาเขียนให้ได้ทุกวัน ก่อนเขียนตั้งสมาธิ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อแขน ต้นคอและลำตัว เขียน 5-15 นาที โดยไม่หยุดปากกา เมื่อหมดเวลายกปากกาขึ้นแล้วลองอ่านดูสิ จิตใต้สำนึกกำลังบอกอะไรเราบ้าง
2. เขียนบทกลอน : เขียนเป็นกลอนแปด กาพย์ยานีสิบเอ็ด หรือแค่ใส่คำพ้องเสียงลงท้ายประโยค หรือไม่มีสัมผัสอะไรเลยก็ได้ เทคนิคคือนึกถึงภาพวัยเด็ก นึกย้อนความรู้สึก สัมผัสต่างๆในช่วงเวลานั้น เห็นอะไรบ้าง สีสันสดใสขนาดไหน กลิ่น เสียง ผิวสัมผัสเป็นอย่างไร เรารู้สึกอย่างไร แล้วเขียนออกมาอย่างรวดเร็ว
3. เขียนจดหมายถึงตัวเอง : เขียนถึงตัวเองในอดีต ในอนาคต เป็นต้น
4. เขียนจดหมายถึงผู้อื่น : เขียนถึงพ่อแม่ เพื่อน สัตว์เลี้ยง หรือ คนแปลกหน้าก็ได้หรือคนที่เรายังมีเรื่องค้างคาในใจ เป็นต้น เขียนจดหมายถามสารทุกข์สุขดิบ เล่าเรื่องราวในชีวิตให้ฟัง เขียนความในใจ หรือความลับที่บอกใครไม่ได้ เป็นต้น
5. เขียน mind map : เริ่มจากเขียนปัญหลักไว้ตรงกลางแล้วแตกแขนงย่อยๆออกไป 
* จะเขียนลงสมุดบันทึก ลงแผ่นกระดาษ หรือ พิมพ์ลงในโทรศัพท์มือถือ เขียนลงบล๊อค เขียนลง Storylog ก็ได้ทั้งนั้น เลือกที่สะดวกที่สุด
* ตกแต่งสมุบันทึกให้สวยงามโดดเด่นเป็นตัวเองมากที่สุด
* กำหนดเวลาและสถานที่ที่แน่นอน เพื่อสร้างวินัยการเขียน เช่น เขียนทุกวันหลังจากเลิกเรียน/งาน เขียนทุกวันก่อนนอนวันละ 30 นาที เขียนในห้องนั่งเล่นหลังทานมื้อค่ำทุกวัน วันละ 20 นาที

          ส่วนมากแล้ว เราเลือกเขียนแบบเขียนบันทึก เพราะมันง่ายและอิสระที่สุด บางครั้งก็มีแต่งกลอนเสริมเข้าไปด้วย ส่วนการเขียนแบบจดหมายนั้นเราไม่ค่อยชอบเท่าไหร มันรู้สึกจริงจังเกินไป ยิ่งเขียนถึงคนอื่น ยิ่งทำไม่ได้เลย กลัวว่าหากใครมาเจอเข้าคงจะแย่ ที่เราสนใจอยากลองทำคือเขียนแบบ Mind Map คงจะสนุกดี ถ้าเขียนปัญหาในใจของเราทั้งหมดอกมาเป็นแผนผัง เช่น ความรู้สึกไร้ค่าในใจเรา ส่งผลทำให้เราไม่มั่นใจ ความไม่มั่นใจทำให้กลัว เพราะกลัวเลยไม่กล้าทำสิ่งที่อยากทำ มันจะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของปัญหาทั้งหมดและเมื่อเห็นต้นเหตุจริงๆของปัญหา เราจะได้แก้ไขมันได้ตรงจุดมากขึ้น ส่วนเรื่องการกำหนดเวลาและสถานที่ เราเขียนในห้องนั่งเล่นหลังทานมื้อค่ำทุกวัน วันละ 30 นาที 

              หากใครอยากรู้เรื่องพลังเยียวยาและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเรา                                             อ่านบทความ Staff Pick "การเขียนและความซึมเศร้า"


                                                    ลงมือเขียน

          เริ่มต้นจากปริ้น "Template บันทึกบำบัด" ออกมา เขียนวันนี้ที่เท่าไหรและเขียนบันทึกครั้งที่เท่าไหรที่มุมขวาบนของแผ่นกระดาษ บรรทัดแรกในช่องหัวข้อฉันจะเขียนหัวเรื่องลงไปและ เลือกความรู้สึกที่จะเป็นแกนหลักของบันทึกแผ่นนี้ เช่น หัวข้อ"เงินเดือนออกต้องช๊อปปิ้งให้รางวัลตัวเอง (ตื่นเต้น)" หรือ หัวข้อ"หัวหน้าตำหนิเรื่องเล็กๆน้อยๆ (รู้สึกตลก)" 
          บรรทัดต่อมาเราก็จะเริ่มเขียนเป้าหมาย เช่น ฉันจะเขียนเพื่อระบายความรู้สึก ฉันจะเขียนเพื่อจำจดความรู้สึกดีๆ ฉันจะเขียนเพื่อทบทวนตัวเอง ฉันจะเขียนเพื่อสร้างนิสัยรักการเขียน 
          ถัดมาเราจะเขียนให้คะแนนความรู้สึกตัวองก่อนเขียน จากนั้นเราก็จะเริ่มย่อหน้าแรก เขียนทุกอย่างที่อยู่ในใจ ให้มันไหลออกมาเอง จะไม่มีการหยุดเขียนแล้วมานั่งคิด ถ้าเขียนไม่ออกก็ให้เขียน "คิดไม่ออก ยังคิดไม่ออก ไม่รู้จะเขียนอะไร ฟิลลิ่งยังไม่มา" เขียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็นึกออกเอง เพราะการเขียนเพื่อดึงความรู้สึกลึกๆออกมานั้น ปากกาจะต้องขยับตลอดเวลา
          เมื่อเขียนจบแล้ว ต้องพักสักครู่ให้สมองโล่ง ลุกไปทำงานอื่นสักพัก อาบน้ำ ล้างจาน เล่นกับหมา เมื่อสมองโล่งแล้วก็กลับมาเขียนบันทึกต่อ 
          อ่านสิ่งที่เพิ่งเขียนไปอีกรอบ ครั้งนี้ไม่อ่านเนื้อหาของบันทึก แต่จะอ่านเพื่อสะท้อนความรู้สึก ดูว่าเรื่องนี้ทำให้ฉันรู้สึกอย่างไร แล้วฉันตอบสนองกับเรื่องนี้อย่างไร เราใช้อารมณ์โมโหร้ายเหมือนเดิมหรือเปล่า ดูไปดูมาเหมือนคนบ้าเลยนะเนี่ย! คราวหน้าคงต้องระวังมากขึ้นเสียแล้ว
          หลังจากนั้นเราก็จะเขียนสิ่งที่สะท้อนออกมาเหล่านั้นและเราจะแก้ไขมันยังไงได้บ้าง โดยเขียนลงในส่วนสุดท้ายของบันทึก เช่น บันทึกนี้บอกให้ฉันรู้ว่า เมื่อมีปัญหาไม่เข้าใจ ฉันไม่ค่อยพูด จึงหงุดหงิดสะสมและระเบิดในที่สุด เมื่อเห็นปัญหาแล้ว ต่อไปคือหาหนทางแก้ไข สำหรับเราคงต้องฝึกการควบคุมความโกรธ และต้องพยายามถามสิ่งที่ไม่เข้าใจมากขึ้น สุดท้ายเราจะให้คะแนนหลังเขียนบันทึก รู้สึกดีขึ้นแล้วยัง เขียนแล้วรู้สงบลงไหม หรือได้ค้นพบตัวเองเพิ่มขึ้นไหม

สรุปง่ายๆ
1. เปิดประโยคแรก ทำไมฉันจึงเขียนบันทึกนี้ 
2. เขียนหัวข้อ เขียนเป้าหมายการเขียนบันทึกครั้งนี้
3. ค้นหาลึกเข้าไปในความรู้สึก ปล่อยให้มันไหลออกมาอย่างอิสระและเขียนต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ถึง 10 นาที (ห้ามหยุดคิด ปากกาต้องขยับตลอดเวลา)
4. เมื่อเขียนเสร็จแล้ว พักผ่อน ลองอ่านดูอีกรอบสิ เขียนสรุปออกมาซักนิด ( 2-3 ประโยค)
5. ตกแต่งให้สวยงามนะ (ถ้าต้องการ)

แจกฟรี
          ส่วนตัวเราชอบเขียนในกระดาษเป็นใบๆ ก็เลยออกแบบ template บันทึกบำบัดขึ้นมาใช้เอง หากใครสนใจก็เข้าไปดาวน์โหลดได้เลยจ้า Template บันทึกบำบัดพร้อมปริ้น : https://docs.google.com/document/d/1QewTMx4U9v-lVHxjY8zKnA4hpuNJ4osWJcdqCKm2LEk/edit?usp=sharing

                            คิดไม่ออกจริงๆว่าจะเขียนอะไรดี (Writer Block)

              การไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร คืออุปสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เราเองก็เจอปัญหานี้เหมือนกันเปิดสมุด หยิบปากกา จ้องที่หน้ากระดาษสีขาว แล้วหัวมันก็โล่งว่างเหมือนหน้ากระดาษนั้นเลย สุดท้ายก็ล้มเลิกความตั้งใจไปและหลังจากที่เรานั่งโง่ๆรอแรงบัลดาลใจมานาน เราก็ค้นพบสิ่งที่เรียกว่า Writing prompt ซึ่งก็คือหัวข้อช่วยเขียนนั้นเอง เมื่อไหรที่คิดหัวข้อที่จะเขียนไม่ออกก็ใช้ Writing prompt นี่แหละ 
1. ฉันชอบใช้เวลาทั้งวันไปกับ.........
2. ถ้าฉันมีโอกาสได้คุยกับตัวฉันในวัยรุ่น ฉันมีบางสิ่งอยากจะบอก ....
3. เขียน 30 สิ่งที่ทำให้คุณยิ้มได้ 
4. โลกที่คุณอยากอาศัยอยู่เป็นอย่างไร
5. สิ่งที่อยากให้คนอื่นรู้ว่าฉัน.....
6. อะไรทำให้ฉันน้ำตาไหลได้บ้าง 
7. อธิบายตัวเองด้วยคำ 10 คำ
8. เขียนรายการคำถามกวนใจที่คุณต้องการคำตอบโดยด่วน 
9. เขียนถึงวันที่คุณมีชัยชนะหรือความสำเร็จเล็กๆน้อยๆประจำวัน อย่าลืมฉลองด้วยนะ 
10. เล่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงดีๆที่คุณสร้างในชีวิต ทำอย่างไร มันดีขึ้นอย่างไร มันเปลี่ยนคุณยังไงบ้าง มันสะท้อนอะไรในตัวคุณออกมาบ้าง
11. เขียนรายการกิจกรรมที่ทำให้คุณมีความสุข สนุก ตื่นเต้นหรือเติมเต็ม
12. สำรวจร่างกายตัวเอง มองส่วนต่างๆของร่างกายแล้วเขียนอธิบายว่ามันเป็นอย่างไร ความคิดเห็นของคุณ เช่น สังเกตุเห็นว่ามีความรู้สึกหนักที่หน้าอกทุกครั้งที่รู้สึกประหม่ากังวล รู้สึกเหมือนมีก้อนหินใหญ่ๆติดอยู่ในอก ฉันชอบคิ้วของฉันที่สุด ฉันไม่ชอบขาของฉันเลย มันดูอ้วนเกินไป เป็นต้น
13. เขียนอธิบายสิ่งแวดล้อมที่คุณอาศัยอยู่ สังเกตุและอธิบายสภาพห้องที่คุณอยู่ สิ่งของแต่ละชิ้น เรื่องราวของสิ่งของเหล่านั้นหรือบรรยากาศโดยรวมของห้องทำให้เรารู้สึกอย่างไร เป็นต้น
14. เขียน 10 สิ่งที่ช่วยดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ
15. เขียน 10 สิ่งที่อยากขอบคุณชีวิต

          หลังจากเราเริ่มเขียนบันทึกเช่นนี้ 1 อาทิตย์เราค้นพบข้อเสียของตัวเองต่างๆมากมาย เราค้นพบวงจรความคิดที่มักกดเราให้ดิ่งลงไป ส่วนมากแล้วมันจะเกิดจาก การนึกเรื่องเรื่องในอดีต เรื่องที่เสียดายในอดีตไม่ได้ลงมือทำ ไม่กล้าเสี่ยง เรากลัว ซึ่งเหตุผลที่กลัวก็ปัญญาอ่่อนมากเลย และเมื่อรู้ตัว​แล้ว​ เราให้ใช้โอกาสนี้ค่อยๆแก้ไขกันไป


          







Credit :
Writing prompt: นักจิตวิทยา MARI L. McCarthy 
Photo by Gabrielle Henderson on Unsplash
Reference : https://writingcooperative.com/the-therapeutic-power-of-writing-8290f5c25690, https://psychcentral.com/blog/the-power-of-writing-3-types-of-therapeutic-writing/, https://positivepsychologyprogram.com/writing-therapy/
, https://www.theguardian.com/lifeandstyle/2002/jul/28/shopping, https://seriousreading.com/blog/18579-writing-from-your-subconscious-mind.html
, https://psychcentral.com/blog/the-power-of-writing-3-types-of-therapeutic-writing/

ติดตามงานเขียนอื่นๆได้ที่
Medium : @seedhack2017 หรือ https://medium.com/@seedhack2017
Storylog : DreamTraveller หรือ https://storylog.co/DreamTraveller
หากบทความนี้มีประโยชน์กับคุณ เลี้ยงเรากาแฟซักแก้วผ่าน Patreon นะ
https://www.patreon.com/dreamtraveller
พูดคุยกับเราผ่าน Storylog inbox หรือ LINE square
[Depressed Writer] คุยๆเขียนๆ ก็ไม่โดดเดี่ยวแล้วนะ https://line.me/ti/g2/KPIER6G9B2
SHARE
Written in this book
ระวังนะ ! ในนี้มีสาระ !
บทความและเรื่องราวที่เราสนใจค้นคว้า สิ่งที่ได้เรียนรู้มา มุมมองควาทคิดของเรา
Writer
DreamTraveller
Writer in making
ยังจำได้เสมอว่าสมัยเด็กอยากเป็นนักเขียน

Comments

MiRinDreamGirl
8 months ago
เป็นบทความที่ดีมากๆเลยค่ะ
Reply
DreamTraveller
8 months ago
ขอบคุณมากจ้า ติดตามผลงาน เป็นกำลังใจให้ด้วยนะ
Reply