อวดเถอะหนาแม่อวดช้าๆ
เอาจริงๆ เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าเราจะรักษาความสัมพันธ์ครั้งนี้ไปได้ไกลแค่ไหน...?
ฮั่นแหน่!

     จั่วหัวไว้ดูเศร้า แต่เราไม่ได้มาเศร้านะ! เราไม่ได้มาแฮปปี้ด้วยเอ้า เราแค่จะเข้ามาอวดแฟน ซึ่ง ณ ขณะที่พิมพ์อยู่นี้เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแฟนเราจะยังจำนามปากกาเราในนี้ได้มั้ย และเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าจะแอบเข้ามาดูสิ่งที่เรากำลังเขียนอยู่นี่ด้วยมั้ย ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้เห็นเท่าไหร่หรอก เดี๋ยวเค้าจะรู้ว่าเราหนีมาอวดถึงในนี้น่ะนะ ใครที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ก็กรุณาเก็บเรื่องนี้ไว้ให้เงียบที่สุดนะครับ ฮ่า!

อันนี้ไม่ใช่การบันทึกข้อความ แต่เป็นการบอกเล่าเชิงอวดนิดๆ

     อวด ณ เวลา 00.40 น.

เราเจอแตงกวาดองของเราแล้ว...

     ถ้าใครจำบทความที่เราเคยเขียนไว้ได้เมื่อ... (ปีไหนวะ?) อ่อ 2017 กับบทความที่ชื่อว่า "ความรักแบบเบอร์เกอร์และแตงกวาดอง" (นั่นแหน่ะ ขายของอ่ะเราอ่ะ) คือเราได้บรรยายรูปแบบความรักที่เราต้องการไว้ว่า...
ความรักที่คนสองคนจะช่วยซัพพอร์ตกันให้อีกฝ่ายชัดเจนขึ้น ความรักที่มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ความรักที่ไม่ก้าวก่ายกัน ความรักที่พร้อมจะไปไหนมาไหนด้วยกัน ความรักที่ทั้งคู่ต่างมีอิสระให้กัน แต่เมื่ออยู่ด้วยกันแล้วจะต้องดีกว่าการที่อยู่ตัวคนเดียว ความรักแบบแตงกวาดองและเบอร์เกอร์...
ใช่ครับ... เราเจอแตงกวาดองของเราแล้ว

     เราโสดมาสิริเวลารวมได้ทั้งหมดก็ 5 ปีเห็นจะได้ มันอาจจะดูไม่นานสำหรับใครหลายๆ คน แต่สำหรับเราที่ผ่านการมีแฟนมาแล้วประมาณหนึ่ง กับคนคุยที่ไม่ได้ขยับสถานะอีกประมาณหนึ่ง มันเลยทำให้เรารู้สึกว่าการโสดของเราครั้งนี้มันยาวนานมากกว่าทุกครั้ง มันไม่ใช่แค่ความเคยชินเหมือนครั้งก่อนๆ แต่การโสดของเราครั้งนี้มันมีความกลัวของเราเข้ามาด้วย

     เราสร้างกำแพงขนาดใหญ่กันคนที่จะเข้ามาเพื่อหยิบเอาหัวใจของเราไป ทั้งที่เราหวังจะให้เค้ารักษา แต่ดันบีบให้มันสลายไปต่อหน้าต่อตา เรากลัวอะไรหลายๆ อย่าง ความเจ็บช้ำ กลัวการที่เราจะไม่สามารถดูแลเค้าได้ กลัวว่าเค้าจะต้องเจ็บปวดเพราะเรา กลัวนู่นกลัวนี่ แล้วมันก็คือความกลัวที่จะไม่ได้ทำให้ตัวเราเป็นฝ่ายเจ็บแต่คนเดียว หลายครั้งที่เราเองก็เป็นฝ่ายที่ทำให้อีกคนนึงเจ็บปวด

     ทั้งนี้ทั้งนั้น ไอ้ระหว่างที่โสดมา 5 ปีนี่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีคนคุยนะ ก็มีมาเรื่อยๆ เพราะเราเป็นคนใจง่าย เอ้!... เราชอบคนง่ายก็จริงๆ แต่เราก็คุยเป็นคนๆ ไปนะ เราไม่ได้คุยทีเป็นสิบยี่สิบคนงี้ เพราะเรารู้สึกว่าไม่ว่าจะในความสัมพันธ์รูปแบบไหน เราก็ควรที่จะให้เกียรติกันไว้ก่อน ถ้าเราไม่ชอบให้ใครทำแบบไหนกับเรา เราก็ต้องเริ่มที่ตัวเราเองครับ เราก็ต้องไม่ทำแบบนั้นกับเค้าก่อนเช่นกัน 

     เราเคยเจอรุ่นพี่คนหนึ่งที่สนิท ด่าเราเข้าไปจังเบอร์ว่า "มึงไม่ได้เป็นห่วงเค้าหรอก แต่มึงกำลังเห็นแก่ตัว มึงห่วงแค่ความรู้สึกของตัวมึงเอง" หลังจากที่เราได้เล่าเรื่องที่เราโสดมาอย่างยาวนาน ว่าทำไมเราถึงไม่กล้าที่จะเริ่มต้นใหม่กับใครสักที

ใช่ครับ เราเห็นแก่ตัว

     จริงๆ แล้วเราเป็นหนึ่งในคนหมู่มาก ที่มีความคิดว่าอยากจะทำธุรกิจอะไรสักอย่างที่เป็นของตัวเอง แต่ไม่ได้อยากมีเพื่อหวังรวยนะ เราเรียกคนประเภทเราว่าพวกตามฝัน เราเริ่มจากอะไรเล็กๆ ที่ตั้งเป้าไว้ ใช้ชีวิตเสมือนเล่นเกม ค่อยๆ Achievement Unlock ไปทีละอย่าง... ทีละอย่าง... จนเรารู้สึกว่า ถ้าการที่เรายังทำแบบนี้อยู่ เราก็ไม่สมควรจะมีใครด้วยส่วนนึง เพราะมันจะเป็นการพาคนที่เรารักมาตกระกำลำบาก ขนาดพ่อแม่เค้ายังไม่เคยปล่อยให้เค้าต้องอดอยากเลย แล้วเราเป็นใครถึงไปดึงลูกสาวเค้ามาทำร้ายแบบนั้น

     เซ็ทความคิดนี้ถูกเปลี่ยนไปด้วยรุ่นพี่คนสนิทคนนั้นแหละที่บอกเราว่า "แล้วมึงถามเค้ารึยังล่ะ? ว่าที่เค้าคบกับมึงเนี่ย เค้าต้องการอะไร เค้าก็รู้อยู่ตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่ามึงจน การที่เค้ายังกล้าที่จะมาคบกับคนอย่างมึงได้เนี่ย ก็เท่ากับว่าเค้าตัดสินใจมาดีแล้ว ว่ามึงนี่แหละคือคนที่เค้าจะรัก มึงรู้ได้ไงว่าสิ่งที่เค้าทำอ่ะ เค้าทำเพราะโดนมึงลากลงมาตกระกำลำบาก เค้าอาจจะเต็มใจช่วยมึงจริงๆ ก็ได้ เพราะเค้ารักมึงไง มึงแม่งเสือกไปคิดเองเออเองแทนเค้าหมด เห็นแก่ตัวมากอ่ะ อย่าไปคิดคนเดียวดิวะ แล้วอีกอย่าง ผู้หญิงสมัยนี้มีมือมีตีนนะมึง เค้าทำมาหากินได้ เผลอๆ เค้าจะเก่งกว่ามึงซะอีกด้วยซ้ำ"

จุดจุดจุด

     จุกครับ... บอกได้คำเดียวเลยว่าจุกมาก ถ้าให้เปรียบง่ายๆ ก็คงเป็นเหมือนกับว่าเราเข้าใจมาตลอดว่า 2+2 มันเท่ากับ 18 แต่วันนึงมันดันมีคนนึงเข้ามาตะโกนใส่หน้าว่า 2+2 มันเท่ากับ 4 โว้ย!! นั่นแหละครับ คือจะไปเถียงก็ไม่ได้ เพราะนั่นมันก็คือสิ่งที่มันเบสออนไปด้วยเหตุและผลว่า 2+2 ทำไมมันถึงเท่ากับ 4

     หลังจากการสนทนาครั้งนั้นเราก็เปิดใจครับ เป็นการเปิดใจที่กำแพงแม่งยังเท่าเดิมอยู่เลย สูงและยาวกว่ากำแพงเมืองจีนสองเท่าตัว แต่ตอนนี้เราเปลี่ยนวิธีครับ กลายเป็นเรานิ่ง นิ่งแบบนิ่งจริงๆ เลยนะ เราไม่มีคนคุย ไม่ได้จีบใคร ชีวิตเราวนๆ อยู่กับงาน เกม เพื่อน สังสรรค์ วนๆ ไปจนจะเป็นรูทีน

     จนวันหนึ่งเราตัดสินใจที่จะลาออกจากบริษัทที่เราทำอยู่ประจำ เพื่อมาดันให้สิ่งที่เรารักมันเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ชีวิตเราเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่มากๆ คือจากเดิมที่จนอยู่แล้ว ทีนี้ล่ะครับ โอ้โห น้ำตาแทบจะไหลเป็นสายเลือด เงินแทบจะไม่มี จนในจน กระเป๋าแฟ่บจนแทนจะเป็นกระดาษเอสี่ แบบบางมาก บางโคตรๆ

     คือไอ้สิ่งที่เรารักมันก็คืองานงานหนึ่งที่สามารถใช้หาเงินได้ แต่ทีนี้มันก็มีอีกหลายปัจจัย กว่าที่จะดันให้มันเป็นรูปเป็นร่างได้ขนาดนั้นมันก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ในหัวเราตอนนั้นแบบคิดหลายอย่างมาก ว่าจะเอาชีวิตรอดยังไง

     เกริ่นก่อนว่างานของเรามันต้องทำงานกับเฟสบุ๊ก มันเลยต้องเพิ่มเพื่อนไปจำนวนหนึ่งเพื่อให้สิ่งที่เรากำลังทำอยู่มันถูกเห็นกับคนหมู่มาก แต่เราไม่ได้ขายของ หรืิอขายตรงอะไรนะ แล้วเราก็จะไม่บอกด้วยว่าเราทำเพจอยู่ (เอ้!) ทีนี้มันเลยเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมในเฟสบุ๊กของเราถึงมีเฟสของแฟนเราอยู่

     และในระหว่างที่เรากำลังรู้สึกตัวว่าคิดผิดหรือคิดถูกที่ออกจากบริษัทมาอยู่นั้น ก็ได้ไถเฟสบุ๊กเพื่อค้นหาอะไรที่จะช่วยให้เราบันเทิงใจ... เราก็เลื่อนไปเจอโพสโพสหนึ่ง ซึ่งถูกเค้าแชร์มาจากเพจไหนไม่รู้ ประมาณว่า "เนี่ย ลองยกตัวอย่างของสักสองสิ่งมาสิ แล้วเดี๋ยวเราจะเลือกหนึ่งอย่างพร้อมบอกเหตุผลว่าทำไม" อะไรประมาณนั้นแหละ

     นี่ก็ตื่นสิครับ ตาสว่างโล่ง ในมือที่กำเมาส์อยู่เลื่อนเข้าไปกดดูโปรไฟล์ของคนโพสอย่างไว พอเห็นว่าหมวย แล้วเราก็เคยส่องๆ คนคนนี้อยู่หลายครั้ง ก็เอาและ เข้าทาง คอมเม้นแม่ง...

ก็เป็นซะอย่างเงี๊ยะ!!

     ในขณะคนอื่นให้เลือก โกโก้กับชาเย็นบ้าง ฟังเพลงกับดูหนังบ้าง หมากับแมวบ้าง ของสองสิ่งที่เราให้เค้าเลือกในวันนั้นก็เป็นอะไรง่ายๆ อย่าง ดาวอังคารกับดาวพลูโต

แน่นอนครับว่าเค้าเลือกพลูโต...
ดาวพลูโตคือสัญลักษณ์แห่งความเหงาตามความรู้สึกเรานะ เพราะเราทำได้แค่เฝ้ามอง และรอคอยวันที่เค้าจะกลับมาพบเราอีกครั้ง
     แต่ในขณะนั้นเค้าไม่ได้เศร้าอะไรนะครับ ก็แค่ตอบไปตามตัวเลือกพร้อมเหตุผล แล้วเหตุผลดันคล้ายกับที่เราคิด มันก็เลยเข้าทางฮะทีนี้ ฮ่า! แล้วนั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้มาคบกันในวันนี้ครับ

     เกริ่นมาซะยืดยาว นี่แหละที่จะเริ่มเข้าสู่การอวดอย่างแท้จริง เพราะเราเชื่อว่ายังมีคนที่หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่าทำไมถึงกลัว ยังมีอีกหลายคนที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความรักครั้งใหม่ แล้วความรักในบางทีมันไม่ใช่การที่เราต้องดั้นด้นไปหา แต่บางทีมันก็คือการที่เราเห็นเค้าผ่านตาไปอยู่หลายครั้ง ซึ่งเค้าอาจจะอยู่ข้างๆ เราก็ได้แต่เรามองไม่เห็น มันคือความกลัวในหลายๆ รูปแบบที่เราไม่รู้ว่าเราจะต้องเริ่มสู้กับมันยังไง

     แล้วหลายครั้งเราตั้งใจที่จะหาคนที่ดีพอสำหรับเรา ซึ่งจริงๆ แล้วคนข้างๆ เรานั่นแหละอาจจะเป็นคนที่พอดีกับเราแล้วก็ได้ แต่เราก็พูดได้ไม่เต็มปากหรอก เพราะว่าความรักมันก็ไม่ได้มีรูปแบบตายตัวว่ามันจะเป็นอย่างงี้ๆๆๆ

     เพราะอย่างเรากับแฟนก็ไม่ใช่คนที่รู้จักกันมาก่อน ไม่ได้รู้จักกับเพื่อนของเพื่อน หรือไม่ได้เป็นคนที่เราไปเจอแล้ว อ๊ะ! นี่คุณเป็นเพื่อนกับลูกพี่ลูกน้องเราหรอ!? อะไรประมาณนั้น แต่เค้าเป็นแค่คนที่เราเพิ่มเพื่อนไว้ในสมัยที่ต้องทำให้ยอดการมองเห็นของเพจเรามันเพิ่มขึ้น ซึ่งเราก็เห็นเฟสบุ๊กเค้าผ่านบนหน้าทามไลน์อยู่บ่อยครั้ง จริงๆ เราก็กดเข้าไปส่องๆ แล้วเห็นว่าน่ารักดีนั่นแหละ แต่ก็ปล่อยผ่านไป แค่เห็นว่าเป็นคนที่น่ารักดีในเฟสบุ๊กคนหนึ่ง จนกระทั่งมันผ่านมาหลายเดือน แล้วเหมือนช่วงจังหวะมันลงล็อกของมัน ทำให้การแชร์โพสของเค้ามันขึ้นมาบนหน้าเฟสบุ๊กของเรา จนเราทักไปนี่แหละ

     เมื่อเรามีโอกาสที่จะได้ทำความรู้จัก เราก็ไม่ปล่อยผ่านครับ เพราะเราไม่รู้ว่าโอกาสแบบนี้มันจะวนมาอีกครั้งเมื่อไหร่ เราเป็นคนถือคติที่ว่า เราไม่อยากต้องมานั่งเสียดายทีหลังที่เราไม่ทำมัน ความเสียใจมันยังมีวิธีปลอบ แต่ความเสียดายมันฝังใจกว่านั้น มันเป็นความรู้สึกที่แบบ... หึ้ย! ถ้าวันนั้นเราเลือกจะทำมันนะ วันนี้เราก็คงไม่ต้องมานั่งเสียใจในวันนี้หรอก!
จริงๆ แล้วความรักมันก็เหมือนรถไอศกรีมนั่นแหละ ถ้าเราเลือกที่จะนั่งเฉยๆ อยู่แต่ในห้อง ให้ตายยังไงรถไอศกรีมมันก็ไม่มีวันจอด แต่ถ้าเราเลือกที่จะวิ่งออกไปหน้าบ้านแล้วตะโกนเรียก สุดท้ายแล้วโอกาสที่รถไอศกรีมคันนั้นมันจะจอดมันก็จะเพิ่มมาเป็น 50% ที่ถึงแม้ว่าบางคันมันจะไม่จอดทั้งที่เราตะโกนเรียกไปแล้ว แต่เราก็ไม่เสียดายละวะ เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้รู้ว่าคันนี้มันไม่จอด งงป่ะ?
ทำไมความรักมันเหมือนหลายอย่างจังวะ!?

     เราสานสัมพันธ์กับแฟนเราด้วยทัศนคติจริงๆ รุ่นน้องเราเคยบอกว่า "แกอ่ะชอบคนยาก เพราะแกเลือกคนจากทัศนคติ แล้วยิ่งแกเป็นคนขี้เบื่อแบบนี้ ต่อให้สวยขนาดไหนก็ได้ไม่เกิน 3 เดือนหรอก"

     ก็จริงอย่างที่น้องมันว่า เราเป็นคนเลือกผู้หญิงจากหน้าตานะ จริงๆ แล้วอ่ะ เพราะเราเป็นคนเบื่อง่ายด้วยส่วนนึงเว้ย เราเลยรู้สึกว่าถ้าอย่างน้อยๆ เราเลือกคนที่มันถูกไทป์เราไปเลยมันก็จะทำให้เรารู้สึกว่าอยู่กับคนคนนั้นได้นานขึ้น...

     แต่เปล่าเลย สุดท้ายเราก็ชอบคนไปเรื่อยอยู่ดี เดี๋ยวคนนี้คุยง่าย คนนั้นชอบอะไรเหมือนเรา อะไรประมาณนี้ แต่คนนี้มาแปลกตรงที่เค้ามาแบบทางสายกลางโคตรๆ ก็มีทั้งเรื่องที่ชอบและไม่ชอบพอๆ กัน ไม่ได้เอนไปทางใดทางหนึ่ง ต่างจากคนอื่นที่เราคุยที่จะมีด้านที่ชอบเยอะพอๆ กัน เลยทำให้เรารู้สึกประหลาดใจอยู่เล็กน้อย เพราะอย่างน้อยๆ เราจะเลือกคุยกับคนที่มีความสนใจคล้ายๆ กัน เพราะมันหาเรื่องคุยต่อไปง่าย แต่กับคนนี้มันไม่ใช่

     กับคนนี้เราดันไม่รู้สึกแบบนั้น มันเป็นความสัมพันธ์ที่แบบ ก็คุยกันเรื่อยๆ เหมือนเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง คุยกันทุกเรื่อง สบายใจที่จะคุย จนวันนึงก็รู้สึกว่าเห้ย เราโอเคว่ะ เรารู้สึกว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่หวือหวา ค่อยๆ ทำความรู้จักกันไปเรื่อยๆ ทำไมถึงชอบอันนี้ ทำไมถึงไม่ชอบอันนี้ มันดูไม่ต้องพยายาม
หลายครั้งที่มีคนบอกว่า คนที่ใช่ แม่งไม่ต้องพยายามห่าไรเลย     หลายครั้งที่เราเคยคุยกับคนที่แต่งงานไปแล้ว และพวกเค้าก็อยู่กินกันอย่างมีความสุขดี เราสังเกต (ความรู้นิดนึง เห็นคนพิมพ์ผิดกันเยอะ คำว่าสังเกต ไม่ต้องมีสระอุตรง ต.เต่า ถ้ามีสระอุตรง ต.เต่า มันจะใช้กับคำว่า เหตุ) ว่าเค้าจะตอบคำถามคล้ายๆ กันนั่นก็คือ เค้าไม่ได้อยู่กันด้วยแค่ความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยา หรือความสัมพันธ์แบบแฟน แต่เค้าอยู่กันด้วยความสัมพันธ์แบบที่เรียกว่า "เดอะเรียลคนรัก" อ่ะ พอนึกภาพตามออกมั้ย? คือมันไม่ได้เป็นแค่ แฟน หรือสามีภรรยาอ่ะ แต่พวกเค้าเป็นให้กันทุกอย่างแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนสนิท พ่อ แม่ พี่ น้อง และอีกหลายความสัมพันธ์ที่เค้าจะเป็นให้กันได้อ่ะ

     ซึ่งปัจจัยตรงนี้มันก็ต้องมี ความสบายใจ ความไว้เนื้อเชื่อใจ แล้วก็ความซื่อสัตย์อ่ะ คือสามอย่างนี้ถ้ารักกันจริงคือมันไม่ต้องพยายามอะไรเลยเว้ย จริงๆ มันก็ต้องพยายามแหละ เพราะยังไงถ้าเราจะอยู่ด้วยกัน มันก็ต้องมีเรื่องให้พยายามอ่ะ แบบปรับตัวเข้าหากัน ทำความเข้าใจกัน อะไรประมาณเนี๊ยะ แล้วซึ่งสามอย่างเนี๊ยะ มันเป็นหัวข้อใหญ่ๆ อ่ะนึกออกมั้ย คือในเรื่องของความสัมพันธ์จริงๆ มันจะมีดีเทลยิบย่อยอีกเยอะแยะที่อธิบายไปอีก 3 เดือนมันก็ไม่จบอ่ะ คือก็เอาให้มันเป็นความสัมพันธ์แบบอยู่ทนอ่ะ ไม่ใช่ทนอยู่ เพราะถ้าทนอยู่นี่คือแม่งต้องใช้ความพยายามมากๆ โคตรจะเหนื่อย

แล้วคือตอนนี้เราเจอแล้ว

     ความสัมพันธ์แบบแตงกวาดองของเรา จริงๆ ทุกคนมันมีคนที่อยากหยุด คือเราอยากจะคบกับคนนี้เป็นคนสุดท้ายแล้ว ใช่! เราก็เป็นแบบนั้น เค้ากับเราเข้าใจกันในหลายๆ อย่าง ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยทะเลาะกันนะ เรากับเค้าก็มีทะเลาะกัน เราเคยทำเค้าร้องไห้สองครั้ง ครั้งที่สองนี่แม่งคือวันปีใหม่เลย แล้วพอเราเห็นว่าเค้าเสียใจ เราก็โคตรจะไม่โอเคเลย ทำไมเราต้องทำคนคนนึงเสียใจอะไรขนาดนี้วะ

     แต่แบบเหมือนเค้าเข้าใจว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่คืออะไร แล้วเราก็เข้าใจในความเป็นเค้า เรากับเค้าไม่ได้อยู่กันแค่ในฐานะแฟนอ่ะ แต่เราแม่งโคตรจะสบายใจที่มีเค้า เพราะหลายครั้งเราสองคนก็ปรับสถานะกันไปมา ให้เป็นได้ทั้งเพื่อน ทั้งแฟน ทั้งพ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นความสัมพันธ์ที่โคตรจะลงตัวทั้งเค้าและเรา เพราะเค้าก็โอเคที่เราเป็นแบบนี้ และเราก็โคตรจะโอเคที่เค้าเป็นคนแบบนี้เช่นกัน

     ในขณะที่เพื่อนเราหลายๆ คนโดนแฟนโวยวาย ว่าทำไมต้องเล่นเกม ทำไมต้องออกไปหาเพื่อน ทำไมต้องไปเมา ทำไมต้องบลาๆๆ แต่เรากับเค้ากลับไม่เคยมีเรื่องพวกนี้ อาจจะเป็นเพราะด้วยความเชื่อใจที่มีให้กันด้วย เราออกไปไหนเราบอกเค้าตลอด แล้วเราก็จะบอกเค้าทุกครั้งเมื่อเรากลับมาถึงบ้าง เค้าไม่เคยกลัวเราจะไปมีคนอื่น เพราะเราก็จะไม่ไปมีคนอื่นจริงๆ อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่าเวลาที่เราไม่ชอบอะไร เราก็จะไม่ทำแบบนั้นกับคนอื่น เราไม่อยากให้แฟนเรามีคนอื่น เราต้องเริ่มจากตัวเราก่อน หรืออาจจะเป็นเพราะเราสองคนให้เกียรติความรู้สึกซึ่งกันและกัน แล้วก็เคารพในการตัดสินใจของกันและกันด้วยแหละมั้ง มันเลยทำให้เราทั้งคู่อยู่ได้โดยไม่ต้องคอยระแวงอะไรกัน ระแวงมากสุดก็คงเป็น เราใส่เสื้อเชิ้ตแล้วปลดกระดุมด้านบนสองเม็ด แล้วเค้าหวง เค้าไม่อยากให้ใครเห็นกล้ามหน้าอกของเรา เค้าเลยระแวงเวลาเราจะถอดมั้ง ฮ่า!

     เราสองคนไม่ได้โรแมนติกกันขนาดนั้น เพราะด้วยความที่เป็นคนขี้เกียจทั้งคู่ มันเลยทำให้เราไม่ต้องพยายามทำเซอร์ไพรส์ใส่กัน กลายเป็นว่าพวกเราก็เติมหวานด้วยวิธีอื่น เช่นส่งเพลงให้ฟัง ยิงมุกเสี่ยวๆ ควายๆ ใส่กัน หาเรื่องกวนตีนกันบ้าง แกล้งกันบ้าง ซึ่งมันก็มีความสุขดี เพราะเราทั้งคู่ชอบที่มันจะเป็นแบบนี้ ต่างคนต่างไม่เรียกร้อง แต่การที่เรามีเค้าอยู่ มันแม่งโคตรดีกว่าตอนที่เราอยู่คนเดียวมากๆ เลยล่ะ

เออ เราโอเคกับความสัมพันธ์แบบนี้อ่ะ โอเคจนเรากลัวที่จะเสียไป...

     คือเราไม่รู้หรอกว่าอนาคตมันจะเป็นยังไง คนที่เราอยู่ด้วยไปจนแก่เฒ่าจะเป็นคนนี้มั้ย? เราจะประคองความรักครั้งนี้ของเราไปได้จนถึงเมื่อไหร่? เอาจริงเราแม่งกลัวหลายๆ อย่าง เราไม่อยากเสียคนนี้ไปจริงๆ กลัวจนเคยนอนไม่หลับด้วย แต่ทุกคำถามที่มันเกิดขึ้นมาในหัวเรามันก็ไม่ได้รับคำตอบใดๆ กลับมาอ่ะ

     เพราะสิ่งต่างๆ ที่เรากลัว มันคือเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า คนเราแม่งไม่ได้มีตาทิพย์ว่าพรุ่งนี้ หรืออีก 20 ปีข้างหน้ามันจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ไม่รู้ว่าเราจะต้องไปพะวงทำไม พอเราเครียดเค้าก็เครียดตามไปอีก พอเรากลัวเค้าก็ต้องมาคอยใช้พลังงานในการปลอบเราอีก เราเลยยุติความกลัวทุกอย่างด้วยความคิดที่ว่า อนาคตเป็นไงก็ช่างแม่งงงงง!!

     และด้วยความที่เราไม่รู้ว่าอนาคตมันจะเกิดส้นตึกอะไรขึ้นบ้างนี่แหละ เราเลยให้สัญญาเค้าไว้ข้อนึง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะทำได้จริงๆ
เค้าไม่รู้นะว่าอนาคตมันจะเป็นยังไง เราอาจจะคบกันอยู่ หรืออาจจะเลิกกันก็ได้ แล้วเค้าก็จะไม่ให้สัญญากับตัวด้วยว่า เค้าจะทำวันนี้ให้ดีกว่าเมื่อวาน เพราะเค้ารู้ว่าเค้าทำไม่ได้ แต่เค้าจะให้สัญญากับตัว ว่าเค้าจะพยายามทำวันนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่เค้าจะทำได้ แล้วเค้าก็จะพยายามทำให้ตัวเสียใจน้อยที่สุด เรามาทำให้ความสัมพันธ์ของเรามันดีไปด้วยกันเถอะ
     เราไม่สามารถที่จะทำให้เค้ามีความสุขได้ในทุกวัน มันก็ต้องมีวันที่เค้าจะเสียใจเพราะเรา ดีใจเพราะเรา เศร้าเพราะเรา โกรธเรา งอนเรา และอีกหลายๆ ความรู้สึก แต่เราก็จะพยายามทำให้มันเกิดขึ้นน้อยที่สุดไง ซึ่งเราว่าเรื่องพวกนี้มันไม่ใช่แค่กับคนรักหรอก แต่มันเป็นกับทุกความสัมพันธ์ ดังนั้น เราหลีกเลี่ยงมันไม่ได้ เราก็พยายามทำให้มันเกิดขึ้นน้อยที่สุดก็แล้วกัน

     อย่างที่เราเชื่อเสมอว่าความรักมันมีได้หลายรูปแบบ แล้วความรักของเรามันก็เป็นแค่รูปแบบหนึ่งที่เรากับแฟนเราโอเคกับมัน เพราะจริงๆ มันก็ไม่มีทฤษฎีไหนตายตัวว่าความรักมันต้องเป็นแบบนี้ๆๆๆ มันคือเรื่องของคนสองคนที่ต้องทำความเข้าใจกันเอง ไม่งั้นความพีซฟูลนี้ก็คงจะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้แล้วมีแต่ความสงบสุขไปแล้ว

     ความรักมันเป็นเรื่องของความพอดีของคนสองคน หลายครั้งมันก็ต้องใช้ทั้งจังหวะ ทั้งโอกาส อย่าขวนขวาย หรืออย่านั่งรอจนเกินไป ออกไปใช้ชีวิต รักตัวเองให้มากพอ มีความสุขกับตัวเอง เราเชื่อในกฏของแรงดึงดูดนะ ว่าถ้าเราเป็นคนแบบไหน เราก็จะดึงคนแบบนั้นเข้ามา

     บนโลกนี้เราจะบอกว่ามันไม่มีความรักก็ไม่ได้ เพราะขั้นแรกสุดยังไงเราก็ต้องเริ่มจากการรักตัวเอง มันไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว มันคือการทำให้ตัวเองมีความสุข การที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แล้วก็ทำสิ่งนั้นโดยที่ไม่เบียดเบียนใคร ถ้ายังรักตัวเองไม่มากพอ เราก็อาจจะยังไม่พร้อมที่จะไปรักใครก็ได้ ลองรักตัวเองตัวเองดูสิ สิ่งดีๆ รอบข้างมันอาจจะกลับมาอีกครั้งก็ได้นะ
.
.
.
เชี่ยยยยยย! เขียนไรเยอะแยะขนาดนี้วะเนี่ยยย!!

     ใครที่หลงอ่านมาจนถึงตรงนี้ได้นี่ก็เออ นับถืออ่ะ ขอบคุณนะครับที่อ่านกันมาจนถึงตรงนี้ เราเองก็หวังว่าคนที่เข้ามาอ่านจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง อย่างน้อยๆ เบ้ปากใส่ก็ยังดี ให้เรารู้สึกสะใจที่คุณมีความหมั่นไส้เรา ฮิ! 

     ขอบคุณครับ ขอบคุณจริงๆ...

ด้วยรักและแตงกวาดอง
PigSlot
SHARE
Writer
PigSlot
Filmmaker
อยากกินเบอร์เกอร์

Comments

paninnn
4 months ago
เห็นด้วยมากๆตรงที่ความเสียใจยังปลอบได้ แต่ความเสียดายมันฝังลึกกว่านั้น
ยินดีด้วยนะคะที่เจอแตงกวาดองแล้ว ส่วนเรายังเป็นคนเห็นแก่ตัวที่ห่วงความรู้สึกตัวเองอยู่5555555
Reply
PigSlot
4 months ago
ครับบ สู้นะฮะะ แล้ววันนึงจะเจอกับคนที่พอดีจริงๆ โดยที่เราอาจจะไม่ต้องพยายามใดๆ เลย 5555 เป็นกำลังใจให้ครับ
feirns
4 months ago
ยินดีด้วยนะคะที่ได้เจอแตงกวาดองของตัวเองแล้ว อ่านจนจบเราก็รู้สึกหมั่นไส้นิดๆเหมือนที่คุณบอกนั่นแหละค่ะ 555555
Reply
PigSlot
4 months ago
555555 ขอบคุณมากครับบบ :)
lostintimeandspace
4 months ago
น่ารักมากๆเลยค่ะ เห็นด้วยมากๆเรื่องความสบายใจและเป็นความสัมพันธ์ให้กันและกันได้ทุกรูปแบบ (เพราะเคยเจอมาแต่ดันจบไปแล้ว) ขอให้เป็นแตงกวาดองและเบอร์เกอร์ชิ้นสุดท้ายของกันและกันนะคะ
Reply
PigSlot
4 months ago
ขอบคุณมากครับบ :)
อี๋ =,= อ่านไป แอบเบ้ปากไป ดีใจด้วย เจอแตงกวาดอง ที่ตามหามานานแสนนานสักที รักษาแตงกวาชิ้นนี้ไว้ดีดีนะ ขอให้แตงกวาดองอยู่คู่กับเบอร์เกอร์ไปนานนาน 
Reply
PigSlot
3 months ago
ขอบคุณมากนะค้าบบบ งิงิ :)
AmericanoNoSugar
3 months ago
อ่านไปอ่านมาก็มองบนแปปค่ะ
Reply
PigSlot
2 months ago
ใจเย็นครับ 555555
AmericanoNoSugar
2 months ago
5555 ยินดีด้วยนะคะ ที่เจอแตงกวาดองแล้วว
PigSlot
2 months ago
ขอบคุณมากค้าบบ><