สลัวเงาของพี่
ในเสี้ยวเศษของทรงจำ ผลัดผลิเหมือนใบไม้ที่หล่นร่วงก่อนเยือกเย็นจะย่างกราย

ไม้ใบกรอบกรังที่พื้นดินก่อนแหลกสลาย

ผืนดินสูบชีวิตของมันไว้ก่อนโอบอุ้มรวมเป็นหนึ่งเดียวกับตน



นั่นล่ะสิ่งที่พี่เป็นสำหรับผม



ถ้อยคำพี่ยังกวัดแกว่งในโพล้เพล้ ดวงตาเจิดจรัสแม้ในที่ไร้แสง กลิ่นใบจากในมวนยาสูบยังฟุ้งในหมอกเมฆของฝันยามใกล้รุ่ง



คลับคลาว่าเป็นเสียงเกลียวคลื่น บนดาดฟ้าเรือสักลำ ที่นั่นมืดราวกับเราท่องอยู่ในเวิ้งว้างจักร มีเพียงระยิบของดาวราวกับขันแข่งกับกระโดดจากตรงโน่นทีตรงนี้ที

เราคุยกันออกรส ในเงียบถ้อยและช่องว่างระหว่างร่างทั้งสอง ลมหวีดหวิว กระพือเอารอยยิ้มของคนทั้งคู่โบกโบยโดยมิทันรู้เนื้อตัว



"นึกว่ามึงเป็นนักร้องไปแล้ว"



ราวกับพี่นั่งในหัวและเฝ้ามอง​วันคืนเหล่านั้น ผมหลบตา แต่รู้ว่าพี่จะคาดคั้นเอาคำตอบจนได้ เหมือนทุกครั้ง



"ทำแบบนั้น​ เอาอะไรกินล่ะพี่​" ผมพูดติดตลก



"อะไรวะ พูดเหมือนไม่ใช่มึง" พี่เน้นเสียงเข้ม เลิกสายตาจากเวิ้งว้างตรงหน้า เขม็งมองที่ผม



"กูเคยแอบอ่านที่มึงเขียน​ ตอนมึงหลับน่ะ​ ตอนนั้นมึงหลับฟุบไปทั้งชุดหมีเลย​ กูลาก​มานอน​ที่เตียง​ เลยได้แอบอ่านบ้าง​ " พี่หยุดเว้นวรรคเพื่อเติมยาสูบเข้าอีกเฮือก​ ก่อนยื่น​ครึ่งมวนที่เหลือให้ผม​



"พี่อ่านอะไรไปบ้าง"



"ผีสางของมึง​ยังโหยหวนอยู่ไหม"



ผม​สูบเอายาเส้นจากมวนใบจากในรวดเดียวจน​รู้สึกถึงไอร้อน​ที่เข้าใกล้ฝีปาก​



ผมไม่ตอบ​ พี่เพียงอมยิ้ม​น้อยๆก่อนแตะบ่าผม​ ราวกับพี่รู้​ราวเรื่องทั้งหมด



"ตอนตายมันไม่มีหรอกนะ​ ไอผีสางแบบที่มึงเล่า

เอาจริงๆ​ แม่งไม่มีเหี้ยอะไรเลยต่างหาก"



"มันเป็นไงวะพี่​"



"ก็​ไม่มีอะไรเลยน่ะ"



"ตอนมีชีวิตแม่งก็เหนื่อยแล้ว​ ตายไปถ้ายังมีภาคต่อ​แค่คิดก็ท้อแล้วพี่"



เราหัวเราะแบบที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว​

พี่ยังคงเป็นพี่​ และแจ่มชัดเสมอใน​ทรงจำห้วงของผม



ผมพยายามจดจำรายละเอียดเหล่านั้นไว้​



"เราจะเป็นผีสางของคนที่คิดถึงเรา"



พี่พูดแบบนั้นก่อน​แสงของเช้าตรู่จะเเง้มอ้า​ตัวผมออกจากนิทรา
SHARE
Writer
Strangers1992
Reader
Reader.

Comments