เต้นกันเชื่องช้า​ในอ้อมกอด​ของ​ประลัยกัลป์
มีที่ที่​ระอุร้อน​ จนฝ่าเท้าแทบเกรียมไหม้

ส่วนอีกแห่ง​ ลมเหน็บหนาว​ กรีด​พาด​ที่กลางใจ

มีที่นี่​ ควันต่างฝุ่น​ ตลบฟุ้ง​ ในอวนปอด

ราวกับโลก​ บ้วนข่มขาก​ สิ่งชั่วช้า​อันเราก่อ​

บ้านหลังนี้​ ที่เรา​ขุด​ เจาะทะลุ​ ฮุบเอาเมือกสีดำ

เผามันเข้า​ เร่งมันเข้า​ แปลง​มันเข้า​

ลุอำนาจ​จากของใต้พสุธา​แลสมุทร



ที่รัก​ ความอวดดี​และอหังกา​รบ่อนทำลายเรา

ปากพล่อยพูด​ถ้อยคำรัก​

ทว่ามือทั้งสอง​กำดวงไฟ​ ไล่โลมเลีย​

ตรงนั้นที​ ตรงนี้ที



บ้านของเรากำลังลุกเป็นไฟ​ ที่รัก

และเราทำเช่นคนเขลามิรู้ร้อนหนาว

ระเริงเป็นรำเต้น​ ฟุ้งฟ้อนกับฟอนไฟ

แสบคัน​ที่ผลาญผิว​ ไม่อาจสะทกท้านสำนึกคิด



เต้นต่อไป​ เรา​เต้นกันต่อไป

ขณะที่พื้นดินหลอมละลายเท้าทั้งสองข้าง

ขับร้อง​เป็นเพลินเพลิดระหว่าง​ทอดใจเฮือก​เอา​ขยะ​แลหนามแหลม​ในอากาศ

โยกซ้ายที โยกขวาที​ ขณะที่หวนลมปรวนแปร​ซัดเข้าผิว​เป็น​เฉือน​มีด



เรายิ้มแลหัวร่อไม่รู้เหน็ดเหนื่อย

ขณะที่โลกควงพิโรธ​ ดั่งยักษ์มาร​รำกระบองไฟ

อาทิตย์​จะไม่มีวันลับ​ ด้วยโล่คุ้ม​บางเป็นอาภรณ์​หลุดหาย​

เมฆม่านเปิดออก​ ร่างโลกเปิดเปลือย​

วอดวาย​สยบยอมต่อ​ทัณฑ์​โทษ



ที่รัก​ เราเยื้องย่าง​ ผ่อนปรนก่อนเร่งเร้า

ก่ายกอด​ในอ้อมอก​ โดยที่คิดว่าบทเพลง​ จะบรรเลงชั่วนิรันดร์

ตะคุ่มเงามาโน่นแล้ว​ ตามมาด้วยเพลิงโทสะ​ แลกราดเกรี้ยวของ​คลื่นลม​



เต้นกันเชื่องช้า​ในอ้อมกอด​ของ​ประลัยกัลป์
SHARE
Writer
Strangers1992
Reader
Reader.

Comments