The End of Sex - เมื่อเซ็กซ์กลายเป็นอดีต


"บ่มิไก๊" เป็นคำที่มักได้ยินบ่อยครั้งด้วยความที่เติบโตมาในครอบครัวคนจีนแต้จิ๋ว คำนี้มักถูกใช้ในบทสนทนาถึงผู้ชายที่พยายามเท่าไหร่ก็ไม่สามารถมีลูกได้ “ไม่มีน้ำยา ปั้นน้ำไม่เป็นตัว บ่มิไก๊” มันเป็นคำสบประมาทที่ทำร้ายจิตใจผู้ชายมานานหลายร้อยปี เพราะว่ากันตามหลักชีววิทยา เหตุผลหนึ่งของการดำรงอยู่บนโลกใบนี้ของมนุษย์คือการสืบพันธ์และมีลูกหลาน ยิ่งเป็นชาวจีนสมัยก่อนการมีผู้สืบสกุลถือเป็นภารกิจชีวิต แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่พร้อมเป็นพ่อก็เป็นได้ทุกคน ไม่แปลกที่มักได้ยินคำเปรียบเทียบว่าการมีบุตรเป็นของขวัญจากฟ้า เพราะสำหรับคนที่ “บ่มิไก๊” มันคือสิ่งที่เขาโหยหาแต่ไม่มีทางเอื้อมถึงได้ตลอดชีวิต

ผู้ชายกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า “azoospermatic” ซึ่งหมายถึงร่างกายของพวกเขาไม่มีความสามารถในการผลิตสเปิร์ม เพราะฉะนั้นยิงไปเถอะครับ ปืนไม่มีลูก ยังไงก็ไม่โดน แต่ชะตากรรมของพวกเขากำลังจะเปลี่ยนไป เพราะในอนาคตเราคงได้เห็นการผลิต “สเปิร์ม” และ “ไข่” ด้วยเซลล์ร่างกาย (ผิวหนัง เส้นผม ฯลฯ) ผสมพันธ์และให้กำเนิดเด็กในห้องแล็บสีขาวอย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้นจนจบ ฟังคล้ายพล็อตหนังไซไฟฮอลลีวู้ด แต่ไม่ใช่เลย นี่คือเรื่องจริงและมันกำลังจะเกิดขึ้นในอีก 10-15 ปีข้างหน้า

ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ B.D ตลอดหลายปีเขาพยายามรักษาตัวเองมาแล้วทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นการกินยา อัดวิตามิน แม้กระทั่งเข้ารับการผ่าตัด แต่ความหวังในการมีลูกของเขายังไม่เข้าใกล้ความเป็นจริงแม้แต่น้อย ว่ากันตามตรงมันเป็นไปไม่ได้เลยซะมากกว่า

ในปี 2012 เขาเดินทางไปยังมหาวิทยาลัย Stanford ที่นั้นเขาถูกนักวิจัยนำผิวหนังบางส่วน (skin punch) ของหัวไหล่ของเขาไปทดลอง โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า “reprogramming” หรือการทำให้เซลล์กลับมาอยู่ในสถานะที่ยังไม่มีหน้าที่เฉพาะ (dedifferentiation) อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเจ้าเซลล์ตัวนี้ก็สามารถเติบโตและพัฒนากลายเป็นเซลล์ชนิดไหนก็ได้ หลังจากนั้นก็นำมันไปใส่ไว้ในลูกอัณฑะของหนูทดลอง สิ่งที่เกิดขึ้นคือพวกเขาพบหลักฐานของการเซลล์สืบพันธ์ของมนุษย์ (สเปิร์ม) ในช่วงเริ่มต้น และมันก็กลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก

ถึงแม้ว่ายังไม่สมบูรณ์แบบในตอนนี้ การทดลองชิ้นนี้เป็นการชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ ถ้ามนุษย์สามารถสร้างเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเซลล์ธรรมดาให้กลายเป็นสเปิร์มหรือไข่ที่ทำงานได้ปกติ (สามารถปฎิสนธิและกลายเป็นเด็ก) ปัญหาเรื่องการมีบุตรยากของหลายล้านคนที่อยากเป็นพ่อแม่จะไม่ใช่เรื่องน่าปวดหัวอีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกันถ้าการ “สร้าง” เด็กในห้องแล็บกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว มันอาจนำมาซึ่งปัญหาอื่นๆที่น่ากังวลและหนักใจไม่น้อยไปกว่ากัน

ความก้าวหน้าในกาสร้างเซลล์สืบพันธ์กำลังเป็นที่สนใจเป็นอย่างมาก ในประเทศญี่ปุ่นมีหนูที่เกิดจากไข่ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเซลล์ส่วนของหางเป็นที่เรียบร้อย แต่มนุษย์มีความซับซ้อนมากกว่า (แถมมีประเด็นเรื่องศีลธรรมความถูกต้องต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย) สิ่งที่ยังเป็นคำถามที่เหล่านักวิจัยยังตอบไม่ได้คือ “ขั้นตอน” หรือ “สูตร” ในการสร้างสเปิร์มหรือไข่จากเซลล์เริ่มต้นว่ามันต้องทำยังไงบ้าง ถ้าให้ลองนึกภาพง่ายๆว่าเซลล์หนึ่งสามารถที่จะพัฒนาเป็นอะไรก็ได้โดยผ่านขบวนการทางเคมี แบ่งแยก เติบโต และจำเพาะเจาะจงเมื่อชีวิตหนึ่งถือกำเนิดขึ้น (เป็นหัวใจ สมอง มือ แขน ฯลฯ) นักชีววิทยาจึงต้องทำความเข้าใจทุกขั้นตอนและคิดค้นสูตรในการที่เซลล์หนึ่งจะพัฒนาเป็นสเปิร์มและไข่ที่สมบูรณ์แบบ และหลังจากนั้นก็ทำการทดลองซ้ำๆในห้องแล็บเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง โดยในตอนนี้หลายฝ่ายเชื่อว่าอีก 10-15 ปีเราจะสามารถไปถึงจุดนั้นได้

ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีชิ้นนี้ถูกพัฒนาอย่างระมัดระวังและรัดกุมเพื่อไม่ให้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เหล่าบริษัทนักลงทุน นักกฎหมาย นักชีวจริยธรรม และสถานพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับเด็กหลอดแก้วต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะการสร้างเซลล์สืบพันธ์แบบนี้อาจจะเป็นก้าวที่สำคัญตั้งแต่การทดลองทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ครั้งแรกในปี 1977 ก็เป็นได้ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายหลายล้านคนบนโลกใบนี้มีข้อจำกัดทางร่างกายที่ไม่สามารถมีบุตรได้ บ้างป่วยหนักเป็นมะเร็ง บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ อายุมากเกินไป หรือแม้แต่ปัญหาทางพันธุกรรม แต่ต่อไปในอนาคตแค่เพียงเรามีผิวหนังเราก็มีลูกได้แล้ว มันเป็นทั้งเรื่องที่น่ายินดีสำหรับคนเหล่านั้น แต่มันยังมีอีกหลายปัจจัยที่สังคมต้องคำนึงถึงและชั่งน้ำหนักให้ดีว่ามีอะไรบ้างที่อาจจะตามมาทีหลัง

สมมุติว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งอายุอาจจะปาเข้าเลขหกเลขเจ็ด อยากมีลูกกับเขาบ้าง เธอก็เซ็นยินยอมให้ผู้เชี่ยวชาญเก็บชิ้นเนื้อบางส่วนไป เสกคาถาร่ายเวทมนต์ วันต่อมา “ขอเรียนเชิญคุณยาย...มารับไข่กลับบ้านได้แล้วครับ” แบบนี้มันก็ดูไม่สมควรรึเปล่า หรือแม้แต่พวกดาราเซเลบที่มีคนชื่นชอบก็ต้องคอยระวังตัว เพราะอย่างไปตัดผมแล้วเจ้าของร้านเอาเส้นผม “เดวิด เบคแฮม” ไปขายบนอีเบย์ เราอาจจะได้เห็นโฆษณาของห้องแล็บบางแห่งเขียนว่า “เรามีสเปิร์มของเดวิด เบคแฮมขาย 300 ล้านตัว ด้วราคาสุดพิเศษหนึ่งล้านปอนด์เพียงเท่านั้น!!!!” กลายเป็นสเปิร์มแบงค์ของคนมีชื่อเสียงอะไรประมาณนี้ก็เป็นได้ หรือแม้กระทั่งการคัดเลือกเอมบริโอเด็กที่สมบูรณ์ที่สุดในห้องแล็บ? เด็กที่ดูมีโอกาสที่จะมีไอคิวสูงที่สุดในกลุ่มของสเปิร์มและไข่ร้อยชุด? ทำไมจะเป็นไปไม่ได้

ในหนังสือ “The End of Sex and the Future of Human Reproduction” ที่เขียนโดย Henry Greely นักชีวจริยธรรมที่เป็นผู้นำด้านความคิดแนวนี้คนหนึ่งของอเมริกากล่าวว่า ภายในปี 2040 ครึ่งหนึ่งของประชากรมนุษย์จะหยุดการมีบุตรแบบธรรมชาติ โดยจะหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีที่ทันสมัย อย่างการรวมเอาเทคโนโลยีชิ้นนี้เข้ากับการตัดแต่งยีนของ CRISPR เราก็สามารถคัดกรองเด็กที่สุขภาพแข็งแรง มีโอกาสที่จะมีไอคิวสูงกว่าปกติ และแน่นอนว่าลักษณะทางกายภาพ สีผม ดวงตา โทนผิว ฯลฯ เป็นที่ถูกอกถูกใจคนที่เป็นพ่อแม่ (ไม่แน่ใจว่า “พ่อแม่” จะเป็นคำเรียกที่ถูกต้องไหม) อย่างแน่นอน เหมือนการเข้าไปช้อปปิ้งเด็กในซุปเปอร์มาร์เก็ตยังไงยังงั้น ถึงตอนนั้นเซ็กซ์จะกลายเป็นเพียงกิจกรรมเข้าจังหวะเพื่อความบันเทิงในที่พักอาศัยเท่านั้น โดยจุดประสงค์ในการสืบพันธ์ก็จะไม่ได้สลักสำคัญอะไรอีกต่อไป

ความเป็นไปได้ยังไม่สิ้นสุดแค่นั้น ตามทฤษฎีแล้วมันไม่ได้มีข้อจำกัดทางเพศแบบแนวตรง พูดอีกอย่างคือ ผิวหนังของผู้ชายสามารถสร้างไข่ได้ ผิวหนังของผู้หญิงก็สามารถสร้างสเปิร์มได้เช่นเดียวกัน (อันหลังอาจจะยุ่งยากหน่อยเพราะผู้หญิงไม่มีโครโมโซม Y) ตามหลักแล้วกลุ่มบุคคลเพศที่สามก็สามารถมีลูกของตัวเองได้แล้ว เพราะเซลล์เริ่มต้นจะกลายเป็นสเปิร์มหรือไข่ก็ได้ หรืออีกอย่างที่แปลก (จนรู้สึกขนลุก) มากขึ้นไปอีกคือสิ่งที่เรียกว่า “unibaby” หรือเด็กที่เกิดมาจากพ่อแม่คนเดียว ในเมื่อชิ้นผิวหนังจะเป็นอะไรก็ได้ ทำไมจะสร้างเด็กที่เกิดจากสเปิร์มและไข่จากคนๆเดียวไม่ได้ล่ะ? หรือแม้กระทั่งการสร้างสเปิร์มหรือไข่จากคนที่เสียชีวิตไปแล้วอีกล่ะ? สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามตอบยากที่ต้องขีดเส้นวางกรอบให้ชัดเจน เพราะแน่นอนว่ามันจะสั่นคลอนสถาบันครอบครัวและสังคมที่เราอยู่อย่างแน่นอน

แน่นอนว่าผู้ชายที่ “บ่มิไก๊” ปืนไม่มีกระสุนอย่าง B.D ต้องการให้เทคโนโลยีชนิดนี้เป็นจริงในเร็ววัน แต่การแก้ปัญหาหนึ่งด้วยวิธีการใดก็ตามโดยที่ไม่ใคร่ครวญถึงผลพวงที่อาจจะตามมาในภายหลังก็ดูไร้ความรับผิดชอบจนเกินไป เพราะในขณะเดียวกันที่เรากำลังตื่นเต้นถึงความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีชนิดนี้ สังคมต้องตั้งคำถามด้วยว่า “มนุษย์พร้อมรับมือกับสิ่งที่จะตามมาแล้วจริงๆนะเหรอ?”
SHARE
Written in this book
After Tomorrow
Writer
sopons
writer
ผมมีความสุขกับการอ่านหนังสือ ชอบเดินทางไปในที่ใหม่ๆ เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง พบเจอเรียนรู้ผู้คน รักการถ่ายรูปและธรรมชาติ มีความสุขทุกครั้งที่ได้นั่งมองเหม่อดูเมฆเคลื่อนตัวบนท้องฟ้า นอนบนทุ่งหญ้าแล้วดมกลิ่นดินที่ลอยคลุ้ง รักและมีความสุขกับการได้คลุกตัวอยู่กับการเขียนหนังสือ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนและพร้อมรับฟังความคิดเห็นเสมอครับ - โสภณ ​ศุภมั่งมี ผลงานหนังสือ : The Nerd of Microsoft, คิดสุดปลายเท้า, สวิสที่ฝัน ในวันที่ตื่น, คิวชู | ภูเขา | เงาจันทร์ | blog : aftertomorrow.co | fb/tw/ig : sopons | Columnist : The Matter, the101.world, GQ Thailand, Don't Magazine | Writer : สนพ. Salmon | Work Contact : 0891919698

Comments