หมอก(ฝุ่น)หรือควัน
หยุดไม่อยู่จริงๆ กับกระแสความตื่นตัวเรื่องเจ้าฝุ่นจิ๋วอย่าง PM 2.5

ทั่วน่านฟ้ากรุงเทพฯ ยามนี้เรียกได้ว่าเรากำลังพบเจอกับสิ่งที่อยู่ในตำราเรียนวิทยาศาสตร์ (ตอนผู้เขียนเรียนมหาวิทยาลัยปี 1) อย่างเจ้า smog

smog เป็นคำเรียกเหตุการณ์ที่ท้องฟ้ามีปรากฏการณ์แบบ "หมอก" ในตอนกลางวัน ซึ่งปกติแล้วหมอกคือละอองไอน้ำอย่างหนึ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะเป็นไอเย็น เกิดขึ้นในที่ที่มีอากาศเย็น เมื่อแสงแดดเริ่มสาดส่องแล้วละก็ เจ้าหมอกนี้ก็จะค่อยๆจางหายไปแทนที่ด้วยอากาศอันอบอุ่น

ทว่าท้องฟ้ากรุงเทพฯ นั้น ต่อให้แสงแดดร้อนแรงเพียงใดเจ้าหมอกนี้ก็ไม่ได้จางหายไปซะทีเดียว ยังมองเห็นเป็นความขมุกขมัวเบาบาง ในสภาวะปกตินั้น เราเรียกสิ่งนี้ว่า smog
smog มาจากคำว่า smoke + fog นั่นก็คือกลุ่มควันที่เป็นดั่งหมอกนั่นเอง มันไม่ได้เป็นควันทึบที่เห็นได้ชัดอย่างควันไฟหรือควันรถทั่วไป แต่เป็นควันหรือฝุ่นจิ๋วที่กระจายไปในความเวิ้งว้าง
ช่วงที่อากาศปิด (อย่างช่วงนี้) smog ก็จะร่วมกลุ่มกันหนาขึ้น และเกิดเป็นสภาพอากาศที่เราพบเห็นกัน

แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่โดยตรง เลยทำให้ผู้คนต่างให้ความสนใจกันอย่างมากมาย

เป็นเรื่องดีนะคะ ที่เราเริ่มตื่นตัวเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น (แม้สภาวะที่เผชิญอยู่มันจะไม่ได้ดีนัก) เพราะการที่ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มใส่หน้ากากกัน ทำให้คนส่วนน้อยที่ไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเรื่องสลักสำคัญเริ่มตระหนักถึงภัยร้ายแรงที่ซ่อนอยู่ในอากาศที่ขุ่นมัว

ก่อนที่จะมีข่าวเรื่อง PM 2.5 นี้ คนมากมายเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจต่างๆ โดยเฉพาะคนที่อาศัยในกรุงเทพฯ ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับขนส่งสาธารณะ สูดดมอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ หลายคนที่ยืนรอรถเมล์อยู่ริมถนนในเมืองโดยไม่สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นเพราะไม่ได้คิดว่าจะมีปัญหาอะไร (หรือคิดแต่ไม่ได้ใส่ใจ) 

พอมีข่าวฝุ่นจิ๋วขึ้นมา คนรับรู้ว่าขนาดมันเล็กมากจนสามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายเราได้อย่างง่ายดาย เลยทำให้คนตื่นตกใจและถามหาหน้ากาก N95 กันให้วุ่น ซึ่งส่งผลดีตรงที่พอคนใส่หน้ากาก N95 หรือหน้ากากทดแทนอื่นๆที่ให้ประสิทธิภาพในการป้องกันฝุ่นสูง มันก็ป้องกันฝุ่นชนิดอื่นไปด้วย และยิ่งมีการประโคมข่าวกันคึกโคม คนก็จะมีความรู้เรื่องฝุ่นมากขึ้น ทั้งฝุ่นขนาดเล็กและฝุ่นหยาบทั่วไป นั่นทำให้พวกเขาตระหนัก และ (อาจ) หันมาให้ความสนใจเรื่องสุขภาพปอดกับฝุ่นควันเจ้าปัญหา (ธรรมดาๆ) มากขึ้น

อย่างที่บอกไปว่าเจ้าฝุ่นจิ๋วขนาดไมครอนนี้ แต่เดิมแล้วก็ล่องลอยอยู่ทั่วไปในอากาศบ้างเรานี่แหละ คาดว่าเรื่องนี้หลายคนคงรู้ดีอยู่แล้วว่าสาเหตุที่มันมากระจุกตัวเหนือน่านฟ้าเมืองไทยไม่ได้เป็นเพราะแค่การที่มีรถเยอะ (เพราะปกติรถในเมืองไทยก็เยอะ) หรือรถควันดำ (ปีที่แล้วรถควันดำก็มากมายแต่ก็ไม่ได้มีปัญหาใหญ่โตขนาดนี้) เพียงอย่างเดียว 

จะว่าไปแล้ว เราต่างรู้ดีว่ามันเกิดได้จากสาเหตุเล็กสาเหตุน้อยรวมๆกัน ทั้งเรื่องการใช้ไฟฟ้า การเผาขยะ อากาศไม่ถ่ายเท และอื่นๆรวมๆกัน แต่สุดท้ายมันก็วกกลับมาสภาวะโลกร้อน ปรากฏการณ์เรือนกระจก... วนๆอยู่ตรงนี้แหละ

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเองก็เป็นคนๆนึงที่อยากให้เจ้าฝุ่นพวกนี้มลายหายไปเร็วๆ ทุกวันนี้ตื่นเช้ามามองออกไปนอกหน้าต่างของคอนโดชั้นสิบกว่าๆ ทัศนียภาพที่เห็นนั้นไม่เหมือนเคย เชื่อไหมว่าแรกๆที่เข้ามาอยู่นั้นผู้เขียนสามารถเห็นป้ายชื่อตึกที่อยู่ไกลๆได้อย่างชัดเจน แต่ตอนนี้มองไม่ออกซะแล้วว่าตึกไหนอยู่ในโครงการอะไร

หน้ากากกำลังเป็นไอเท็มสุดท้ายที่เรามักจะสวมใส่เสมอหลังจากใส่รองเท้าเตรียมออกจากบ้าน

อย่าลืมรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ


Kino_o
(คิโนโอะ the Ordinary Person)
SHARE
Writer
Kino_o
Ordinary People
A person in a big world

Comments