ยินดีที่ไม่รู้จัก
เพราะมนุษย์คือสัตว์สังคม ในแต่ละวันนั้น เราจะสามารถพบและเจอเรื่องราวต่างๆได้มากมาย...

และนี่ก็เป็นอีกวันนึงที่ฉันได้พบเจอกับเรื่องราว Romantic แต่หักมุมแบบหนังแนว Comedy สุดๆไปเลย...

ฉันเริ่มต้นชีวิตในวันนี้ก็เดิมๆเหมือนกับทุกวันที่ไปทำงาน แต่วันนี้มันก็จะพิเศษหน่อย เพราะฉันนั้นได้แอ๊บป่วยการเมือง ส่งข้อความขอลาป่วยไปในกรุ๊ปที่ทำงานเพื่อแอบไปสัมภาษณ์งานในบริษัทแห่งหนึ่งย่านบางกะปินั่นเองค่ะ

วันนี้เป็นวันที่ฉันรู้สึกว่าฉันสวยมาก ฉันตื่นมาแต่งหน้า ทำผมแบบทางการ เลือกชุดสีขาวเพื่อความถูกโฉลก ถือเคล็ดกันสักหน่อย เสริมสร้างความมั่นใจเพื่อให้ตัวเองได้งานใหม่

ฉันขอ Skip ช่วงไปสัมภาษณ์ไปแล้วกัน เพราะประเด็นของเรื่องไม่ได้อยู่ในนั้น..

เมื่อฉันสัมภาษณ์งานเสร็จ ก็หอบกายหยาบอันสวยสะดิ้งไปหาข้าวกินที่ห้างดังย่านบางกะปิ แล้วแพลนไว้จะกลับบ้านด้วยรถเมล์ เพราะต้องป้ายนั้นพอดี

ทุกอย่างดำเนินการไปเป็นตามแพลน แต่มันมาพังตอนจะกลับบ้านนี่แหละค่ะ

ด้วยความสาวบ้านนาไม่ค่อยจะรู้จักสายรถเมล์เส้นทาง กทม. เท่าไหร่ ต่อให้อยู่เมืองหลวงมาหลายปีดีดักแล้วก็ตาม มันทำให้ฉันต้องขึ้นรถผิดฝั่ง แต่ไม่เป็นไร ปลายทางมันคืออู่รถเมล์ที่ถนนเลียบด่วนรามอินทราเหมือนกัน ฉันก็เลยตัดสินใจนั่งต่อไปจนสุดสาย

เมื่อรถเมล์ไปถึงปลายสายคืออู่รถเมล์ใต้สะพานบริเวณถนนเลียบทางด่วน ฉันก็รีบลงจากรถเมล์เพื่อที่จะเดินข้ามไปตลาดนัดเลียบด่วนแล้วเดินต่อกลับบ้านของฉัน

ในใจก็กล้าๆกลัวๆกับการข้ามถนนบริเวณนี้มาก เพราะเนื่องจากรถวิ่งลงมาจากสะพานแล้วแน่นอนว่าทุกคันไม่การชะลอใด ฉันก็คิดในใจ "เอาเว้ย ต้องสู้"

สิ้นเสียงคิดของฉัน ก็มีเสียงทักทายของผู้ชายดังขึ้น...

"จะข้ามไปฝั่งตลาดนัดเลียบด่วนใช่ไหมครับ?"

ฉันหันไปมองที่ต้นทางของเสียงแล้วก็ต้องเผลอสบตากับเขา ผู้ชายคนนึง หน้าตาใช้ได้ หุ่นผอม สูง 170 กว่าๆ ทุกอย่างในตอนนั้นเหมือนในละครเพ้อๆเรื่องหนึ่ง เพราะทุกอย่างมันเหมือนหยุดชะงักแล้วซาวน์เพลงรักก็ดัังขึ้น

ฉันรีบตอบเขาไปอย่างทันควันว่า "ค่ะ ต้องเดินกลับบ้านทางนั้นค่ะ"

เขายิ้มรับคำตอบของฉันอย่างเป็นมิตรแล้วพูดว่า.. "งั้นเราข้ามถนนไปด้วยกันนะครับ"

ฉันยิ้มดีใจหน้าบานแบบออกนอกหน้า ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกเขินนะ แต่รู้สึกว่า "พระเจ้า ฉันรอดตายแล้วมีคนพาข้ามถนน"

ระหว่างที่เรารอจังหวะจะข้ามถนนกันนั้น เราได้สนทนาไถ่ถามทำความรู้จักกันพอสมควรตามมารยาทคนรู้จักกันครั้งแรก เป็นการฆ่าเวลารอรถบนถนนว่าง แต่ก็เหมือนว่ารถบนถนนนั้นจะไม่มีระยะว่างให้เราได้ข้ามถนนกันเลย

เขาจึงหัดมาบอกกับฉันว่า "งั้นเราลองเริ่มเดินไปทีละเลนส์ไหมครับ ถ้ารอแบบนี้เราคงไม่ได้ข้ามกันแน่ๆ"
ฉันยิ้มตอบแบบกลัวๆและหันไปบอกกับเขาว่า "ก็ได้ค่ะ" เสียงแอบสั่นๆ
เขาหันมายิ้มอย่างเป็นมิตรอีกครั้งให้กับฉัน เพื่อให้ฉันสบายใจและบรรเทาความกลัวลงไป

ทันทีที่เราตัดสินใจตรงกัน เขาก็เริ่มก้าวเท้าเดินเพื่อข้ามถนนไปทีละเลนส์อย่างที่เราคุยกันไว้ ฉันตื่นเต้นมาก รีบเอามือทั้งสองข้างไปเกาะแล้วบีบที่แขนของเขาอย่างแน่น เขาหันมายิ้มแล้วมองที่มือของฉัน ฉันยอมรับว่าเขินมาก จึงรีบเอ่ยปากพูดกับเขาด้วยความเขินและกลัวว่า

 "เราขอจับแขนคุณหน่อยนะคะ เรากลัวมากจริงๆค่ะ"

เขาหน้าแดงแล้วกลับมายิ้มให้ฉันอีกครั้งด้วยความเต็มใจแล้วตอบกับฉันว่า "ครับ"
 
จากนั้นเราก็เดินข้ามถนนจนสำเร็จ เรายิ้มให้กันด้วยความดีใจ แล้วเขาก็บอกว่า "ผมขอแอดไลน์คุยเป็นเพื่อนได้ไหมครับ"

ฉันแอบตกใจ ทำหน้าเหวอนิดๆ ในใจกำลังคิด "โห อย่างกับในละครวัยรุ่นเพ้อๆเลย" ทันทีที่สิ้นเสียงคิด เขาคงรู้ว่าฉันตกใจที่เขาพุ่งชนฉันแบบนี้ เขาเลยรีบพูดแก้ตัวอย่างทันควันว่า "ไว้คุยเป็นเพื่อนกันไงครับ"

ฉันรีบตอบกลับอย่างไวเพราะกลัวนก "นี่ค่ะ QR โค้ดของเรา" เขาเองก็รีบรับสแกน QR โค้ดไลน์ฉันอย่างไวแล้วกดแอด

จากนั้นเราก็แยกกันฉันเดินกลับบ้าน ส่วนก็ไปทำธุระของเขา

เมื่อถึงบ้านเราทั้งสองคนต่างไม่กล้าทักกันไปก่อนทั้งคู่ ผ่านไปได้ 2 วัน การแจ้งเตือนข้อความไลน์ของฉันที่ผู้ส่งคือเขาก็ดังขึ้น ฉันดีใจมาก กรีดร้องอย่างชะนีในสวนสัตว์เขาดิน แล้วรีบตอบเขาอย่างไว เราคุยไปกันสัก เขาก็เริ่มชวนฉันไปเดต แต่รู้ไหมคะ มันเป็นเดตที่แปลกมาก เพราะเขาชวนฉันออกเดตที่งานอบรมขายตรงนั่นเอง

รู้แล้วใช่ไหมคะว่าบทสรุปมันคืออะไร?

บางทีการที่ผู้ชายมาขอไลน์เราอะ เขาอาจจะไม่ได้อยากจีบเราก็ได้ แต่เขาแค่อยากขายตรงกับเราเท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้นอย่าคิดเยอะ บล็อคแล้วลบ ยินดีที่ไม่รู้จักนะคะ จบ แยก!
SHARE
Writer
Bunthita
Wanna be The Writer
งานเขียนก็เหมือน Dairy ที่เพ้อไปเรื่อย.

Comments