วันอาทิตย์ บนสะพาน เเละฉัน
ยี่สิบเอ็ดกิโลเมตร


บานเย็นคือรองเท้าคู่ใจ ไปไหนไปกัน 
ขึ้นเขาลงเขา ล้มลุกคลุกคลาน เเละอีกนานา
ฉันพาเเกไปตกระกำลำบากใช่มั้ย
(จริงๆ เเกไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ไปใช้ชีวิตสมบุกสมบันในป่าในเขา ฉันรู้)
เเต่เเกก็ยังคงดั้นด้นไป 
ไปพร้อมกับฉันอยู่ทุกที
จะกับมินิเทรลที่ควนคานหลาวกับพี่เเจ๋ววันก่อน
หรือหลายต่อหลายครั้งหลังจากนั้น
จำได้ใช่มั้ยเล่าบานเย็น
วันนี้ฉันให้เเกพักเเล้วนะ

ยี่สิบเอ็ดกิโลเมตรครั้งที่สาม
หรือระยะฮาล์ฟมาราธอนมันคือระยะที่ฉันจะวิ่งในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
ฮาล์ฟเเรกฉันเจอพี่นุตอนที่เพิ่งปล่อยตัว
เเละฮาล์ฟที่สองฉันเจอพี่หยินตอนที่กำลังจะปล่อยตัว
นั่นล่ะมิตรภาพใหม่ตลอดระยะทางยี่สิบเอ็ดกิโลเมตร

เเละครั้งนี้ฉันก้าวไปพร้อมกับครูพี่เฟิร์น 
ครูสอนศิลปะที่ Kid D Art

ในการวิ่งระยะไกลกำลังใจสำคัญพอๆ กับกำลังกาย
เผลอๆ อาจจะสำคัญกว่าด้วยซ้ำไป ฉันคิด
ตลอดระยะยี่สิบเอ็ดกิโลเมตร
ฉันอาจจะไปเหยียบเอาก้อนหินเเล้วเท้าพลิก
หรืออาจจะตะคริวเกาะเเข้งหรืออาการบาดเจ็บอะไรก็ได้
สิ่งที่ฉันไม่รู้
เเละไม่มีใครรู้

กิโลเมตรที่ 1
ตีห้าตรง ไม่มีเลท ไม่มีการกล่าวเปิดงานยาวเหยียด 
เมื่อตีห้าตรง ก็ปล่อยตัวเหล่านักวิ่งรวมถึงชั้นออกจากจุดสตาร์ท
เช้าตรู่วันนี้ดาวยังไม่หายไป 
เป็นเพราะวันนี้ฟ้าจะสว่างช้ากว่าเมื่อวานรึเปล่านะ
อากาศบนสะพานไม่ร้อนมากไม่หนาวมาก
เราก้าวไป ก้าวไป ระยะทางบนสะพานกว่าหนึ่งกิโลเมตร
มีฉันเเละเหล่านักวิ่งหลายพันชีวิต
ท่ามกลางความมืดยังมีรถที่สวนทา
มาสาดเเสงสว่างให้เราเป็นระยะๆ 
ใต้สะพานมีเรือ ใช่, เรือพาย
เป็นเรือไม้ลำเล็ก ไม่ได้ใช้เครื่องยนต์ ใช้เเรงคนในการขับเคลื่อน
เขาตื่นเช้า เผลอๆ อาจจะเช้ากว่าเราเสียอีก

ทุกๆ สองกิโลเมตร จะมีจุดให้น้ำ 
ไม่ใช่เเค่น้ำอย่างเดียว ยังมีเเตงโม เกลือเเร่
อุปกรณ์ปฐมพยาบาล
เเละเราจะเเวะเพื่อจิบน้ำในทุกๆ สองกิโลเมตร
เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
นักวิ่งเเทบจะทุกคนรู้ดีว่ามันอันตรายมากๆ สำหรับนักวิ่ง

"อีกนิดเดียวจะกลับตัวเเล้วนะครับ"

เพซเซอร์ที่วิ่งสวนมาบอกกับเรา
ฉันมองดูนาฬิกา นี่เพิ่งจะสี่กิโลเมตรกว่าๆ เอง
จะกลับตัวเเล้วจริงๆ เหรอเนี่ย

ยิ่งมืดยิ่งมองเห็นดาวชัด
สองข้างของฉันเป็นน้ำทะเล
ฉันชอบน้ำ เเต่ฉันว่ายน้ำไม่เป็นหรอก
การได้วิ่งใกล้กับน้ำคือเหตุผลหลักในการตัดสินใจเลือกสมัครงานนี้

มองไปข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่เเละป้ายกลับตัว
เเละมันก็เป็นดังที่กลุ่มเพซเซอร์กลุ่มนั้นบอกจริงๆ
งานนี้กลับตัวตอนกิโลเมตรที่หก 
ซึ่งต่างจากงานอื่นๆ ที่ฉันเคยวิ่งมา
ที่จะต้องกลับตัวในระยะสิบหรือสิบจุดห้ากิโลเมตร

เราวิ่งกลับมาทางเดิม
เเต่เส้นทางวิ่งข้างหน้ามีลูกศรให้เราวิ่งลงไปยังใต้สะพาน
ผ่านหมู่บ้านชาวประมง เจอผู้คน สัตว์สี่ขา
ที่นี่เป็นสังคมชนบทในเมืองใหญ่
ใช่, อ่านไม่ผิด
ถ้าไม่นับถนนหนทาง หรือสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆ
ที่นี่เหมือนสังคมในชนบทเเบบฉบับใกล้เมืองใหญ่
เราก้าวไป ก้าวไป เเละก้าวไป
นอกจากกลิ่นอากาศที่ไม่มีควันรถเเล้ว
ก็มีกลิ่นกะปิส่งกลิ่นโชยมาเป็นระยะๆ
เอ่าะ ฉันยังไม่ได้บอก
กะปิเป็นอาหารหมักดองนะ ทำมาจากกุ้งตัวเล็กๆ ที่หาได้ตามท้องทะเล
เเละสำหรับที่เกาะยอเเห่งนี้ ก ะ ปิ ก็ถือว่าเป็นอาหารขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งของเกาะยอ
จังหวัดสงขลา

ทางข้างหน้าเป็นเนิน 
ไม่ใช่ว่าเส้นทางวิ่งจะราบเรียบไปเสียทีเดียว
มันจะมีเนินมีหลุมมาทดสอบนักวิ่งเช่นเราๆ เสมอ 
เรื่องราวชีวิตก็เหมือนกัน 
น้าสุข นักวิ่งตัวเบาได้ถ้วยเเทบจะทุกงานวิ่ง
ตอนซ้อมเเกซ้อมอย่างเงียบงัน ไม่ได้โพสท์ลงหน้าเฟซบุ๊คอะไรเหมือนคนอื่น
เเต่เวลาเเกวิ่งติดถ้วยเนี่ย
ดังอย่างกับเสียงพลุคืนเคานต์ดาวน์
น้าสุขเคยบอกว่าเส้นทางเเถวนี้เนินจะเยอะ
ให้ซ้อมทางชันบ่อยๆ 
เเละทางชันที่ฉันเคยซ้อมคือ
บันไดบ้าน อ่านถูกเเล้ว บันไดบ้านนี่เเหละ
สนามซ้อมทางชันของฉัน 
ฉันวิ่งขึ้นบันไดบ้านเพื่อซ้อมทางชัน

เเละมันก็ไม่เปล่าประโยชน์ เเม้จะไม่ใช่เนินจริงๆ 
การได้ซ้อมทางชันทำให้หัวเข่าเเละกล้ามเนื้อของฉันพูดกับเนินพวกนี้
ว่า 
"ฉันผ่านเนินเเบบคุณๆ ไปได้ เพราะฉันซ้อมมาเเล้ว
ฉันจำได้ถึงความเหนื่อย มันทำให้กล้ามเนื้อเช่นฉันเคยชิน 
เเละชินชากับเนินอย่างพวกคุณไปเเล้วล่ะ"

ในกระเป๋าคาดเอวมี energy gel สองซอง
เป็นรสส้มเเละรสมิกซ์เบอร์รี่ 
ฉันเเละพี่เฟิร์นหยุดกินเจลช่วงกิโลเมตรที่สิบเศษๆ 
พี่เฟิร์นกินเจลรสมะนาว
ฉันเลือกกินรสมิกซ์เบอร์รี่
พี่เฟิร์นบอกว่าตอนที่กินเจลครั้งเเรกเหมือนจะอ้วก
ฉันพยักหน้าเห็นด้วย
รสชาติของมันชวนอ้วกเสียจริงๆ หวานๆ หนืดๆ
เเต่สำหรับการกินเจลครั้งนี้ 
มันอร่อย อร่อยเสียจริง

กินเจลเสร็จก็ไปต่อไป
ประมาณห้าร้อยเมตรข้างหน้ามีเเคร่ขายของเล็กๆ
มีลางสาด ละมุดวางอยู่อย่าละนิดหน่อย
นี่เรากำลังวิ่งอยู่ท่ามกลางสวนผลไม้ริมทะเลหรือนี่
ต้นละมุดลูกดก ละมุดเป็นผลไม้รสหวาน ผลสีน้ำตาล 
ขนาดเล็กกว่ากำปั้นเล็กน้อย เมล็ดของมันสีดำทรงหยดน้ำ
ถ้าละมุดสุกเเล้วผลของมันจะนิ่มเล็กน้อย นั่นล่ะถือว่ากินได้ 
พูดไปพูดมาก็ชวนน้ำลายสอ  

เราวิ่งเรื่อยไป
รอบตัวเริ่มสว่างมากขึ้น
ฟ้าเเละทะเลเป็นสีส้มอมชมพูอ่อนๆ 
ดวงอาทิตย์ใกล้จะตื่นเเล้วสินะ

ป้ายบอกระยะทางที่วิ่งผ่านถูกวางไว้ที่ด้านซ้ายมือของถนน
บอกเราอยู่เป็นระยะๆ
เวลาที่เราวิ่งเป็นช่วงเวลาที่กึ่งมืดกึ่งสว่าง
หลายชีวิตเริ่มต้นวันใหม่
นอกจากหน้าบ้านจะมีเเคร่วางผลไม้เพื่อจำหน่ายเเล้ว
ยังมีข้าวของที่เตรียมตักบาตรอีกด้วย
นานๆ ทีที่รถราจะขับผ่านไปสักคัน
การวิ่งในครั้งนี้จึงคล้ายกับการปิดถนนร้อยเปอร์เซ็น

การดำรงชีวิตของผู้คนที่นี่ค่อยๆ ดำเนินไปอย่างช้าๆ 
ไม่รีบร้อน ไม่วุ่นวาย ไม่ไขว่คว้าสิ่งที่เกินตัว
ใช้ชีวิตตามที่เป็นอยู่ เเละมีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่

เราวิ่งไปจนถึงสามเเยก
มีป้ายบอกทางให้เลี้ยวไปทางขวามือ
ผ่านสวนยาง ป่าชายเลน
นอกจากเสียงฝีเท้าเเล้ว
ก็มีเสียงคล้ายกับเสียงของคนที่พูดผ่านไมโครโฟน

"นี่เราอยู่ใกล้งานเเล้วหรอพี่เฟิร์น" ฉันพูด
"อืม น่าจะใช่นะ"

เราวิ่งต่อไป ก้าวต่อไป 
เเม้จะเป็นก้าวที่ไม่ได้เร็วมาก
เเต่ก็ไม่เคยคิดหยุดวิ่ง
ก็ยังคงไปเรื่อยๆ 

ข้างหน้าอีกราวสองร้อยเมตรเป็นเส้นทางที่ตัดออกสู่ถนนใหญ่
ฟ้าเริ่มสว่าง เเสงเเดดสาดเเสงลงมาให้ความสว่างกับท้องทะเล 
ต้นไม้ สัตว์ตั่งต่าง มนุษย์ทำงาน เเละนักวิ่ง
เราวิ่งออกสู่ถนนใหญ่เเละก้าวผ่านสะพานอีกครั้ง
มองเห็นผู้คนในงานขนาดตัวจิ๋วเท่ามด
ซุ้มปล่อยตัวสีน้ำเงินที่เราก้าวออกมา
ตอนนี้อีกไม่กี่ร้อยเมตร
เราจะกลับเข้าไปยังจุดที่ก้าวออกมาอีกครั้ง

เราตื่นเช้า ไม่สิ ตื่นนอนตอนที่ฟ้ายังมีดาว
เพื่อจะวิ่ง 
เเละเราต่างก็วิ่งเพื่ออะไรสักอย่าง 
ในทุกเหตุผลของการหลีกหนีที่นอนสบาย ใต้ฟูกนุ่มๆ 
จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามเเต่
เชื่อว่ามันเป็นเหตุผลที่สลักสำคัญกับเราเสมอ

Finish Line
ผู้คนมากมายทยอยวิ่งเข้าเส้นชัย
รอยยิ้ม ท่าทางของตากล้อง เหรียญ เสื้อ finisher
ก้าวออกจากจุดปล่อยตัวไปอย่างเงียบงัน
เเละกลับมายังเส้นชัย
พร้อมกับหัวใจที่เบิกบาน
ด้วยกำลังขาเเละกำลังใจที่มี

เเละจำไว้เสมอ
ว่าไม่มีใครที่จะสั่งให้เราหยุดวิ่ง หรือวิ่งต่อไปได้
นอกจากตัวเราเอง

เเละมาจนถึงวันนี้
สำหรับฉันเเล้ว
การวิ่งยังคงเป็นยาที่คลายความทุกข์ให้เเปรเปลี่ยนเป็นความสุขเสมอ

เเด่
มนุษย์สายพันธุ์นิยมเสพติดความเจ็บปวดทุกคน
SHARE

Comments