ผู้หญิงที่กินข้าวไปเล่นมือถือไป
วันนี้เราไปทำงานที่ออฟฟิศ แล้วก็ออกไปกินข้าวกลางวันที่ร้านอาหารตามสั่งข้าง ๆ ออฟฟิศตามปกติ ทีนี้ตอนที่เข้าไปโต๊ะเต็มหมดแล้ว ก็เลยได้นั่งร่วมโต๊ะกับผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่ก่อน

หลังจากเราสั่งอาหารไปไม่นาน พนักงานก็เดินถือจานข้าวผัดมาเสิร์ฟให้ผู้หญิงคนนั้นที่กำลังเล่นมือถืออยู่อย่างเมามันส์ แต่ดูเหมือนเธอจะไม่สนใจอาหารในจานเลย กลับนั่งเล่นมือถือต่อไป ทั้งที่ข้าวผัดหอม ๆ น่าอร่อยวางอยู่ตรงหน้าแท้ ๆ เราพยายามไม่สนใจแม้ว่าจะเริ่มขัดใจเบา ๆ ก็ตาม

เวลาผ่านไปสักพัก ผู้หญิงคนนั้นก็เริ่มกินข้าว แต่สายตาและมือข้างซ้ายยังไม่ละจากมือถือ ก็คือนั่งกินไปเล่นมือถือไปอยู่แบบนั้น โดยระหว่างคำที่ตักเข้าปากก็จะ pause นานมากเพื่อเล่นมือถือ ประมาณว่าเรากินไป 5 คำแล้วคุณเธอเพิ่งกินไป 1 คำงี้

เห็นแล้วมันขัดใจจริง ๆ ช่วยทำทีละอย่างได้มั้ย จะกินข้าวก็กินข้าวให้เสร็จแล้วค่อยเล่นมือถือก็ได้ น่าหงุดหงิด ไม่รู้ทำไมถึงได้ขัดใจขนาดนี้ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของเราแท้ ๆ เราพยายามนั่งกินข้าวของเราต่อไปแบบไม่คิดมาก

จู่ ๆ เราก็นึกขึ้นได้ว่ามีคนเคยพูดทำนองว่า “สิ่งที่เราเกลียดหรือไม่ชอบในตัวคนอื่น ที่จริงแล้วก็คือส่วนหนึ่งที่เราเป็นนั่นแหละ” น่าแปลกที่อยู่ดี ๆ ประโยคนี้ก็ผุดขึ้นในหัวเหมือนมีคนมากระซิบบอก เราเลยลองนึกดูว่าตัวเองเป็นแบบนี้รึเปล่า... ไม่อะ เราไม่เคยกินข้าวไปเล่นมือถือไปนอกบ้านแบบนี้..... เดี๋ยวนะ แต่เวลากินข้าวอยู่บ้านเราก็เล่นมือถือไปกินข้าวไปแบบนี้...เด๊ะ!!

ใช่ละ เราเป็นแบบนี้เลยนี่! ถึงอยู่นอกบ้านเราจะไม่ทำ แต่ถ้าอยู่บ้านเมื่อไหร่เราก็มักจะกินข้าวพร้อมมือถือเสมอ เป็นนิสัยไม่ค่อยดีที่เรารู้ตัวและอยากแก้ แต่ว่าทำไม่ได้ หรืออาจไม่ได้คิดที่จะพยายามแก้ด้วยซ้ำ สุดท้ายก็เลยทำเป็นไม่สนใจแล้วปล่อยให้ติดเป็นนิสัยมาจนทุกวันนี้

ทันใดนั้นเองความรู้สึกขัดใจที่มีต่อผู้หญิงคนนั้นก็ลดลง เพราะว่าเราเองก็ไม่ได้ต่างกันเลย ลึก ๆ แล้วเราก็รับตัวเองไม่ได้ที่ทำพฤติกรรมแบบนี้ สิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นทำให้เห็นตรงหน้ามันสะท้อนกลับเข้าใส่ตัวเราหมด เพราะอย่างงี้เองสินะเราถึงได้หงุดหงิดจนเกือบจะทำให้อาหารมื้อนี้หมดความอร่อยไปซะแล้ว

ทุกคนคือกระจกสะท้อนตัวเรา สิ่งที่เราเกลียดหรือไม่ชอบในตัวคนอื่น ท้ายที่สุดก็คือสิ่งที่สะท้อนให้ได้เข้าใจตัวเองในมุมที่เราอาจไม่เคยเห็นหรือมองข้าม เหมือนอย่างที่คาร์ล ยุง (Carl Jung) บอกว่า “Everything that irritates us about others can lead us to an understanding of ourselves.” ไม่น่าเชื่อเลยว่าการออกจากออฟฟิศไปกินข้าวกลางวันแค่แป๊บเดียวจะทำให้ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น...

เรานั่งกินข้าวต่อไปอย่างเงียบ ๆ จนหมด ก่อนที่จะลุกจากโต๊ะเดินไปจ่ายเงิน เราก็เหลือบมองผู้หญิงคนนั้นอีกแวบหนึ่ง อาหารในจานยังเหลืออีกเกือบครึ่งทั้งที่ได้อาหารก่อนเราตั้งนาน...  แต่แทนที่จะรู้สึกขัดใจแบบตอนแรก เราก็แค่รับรู้ด้วยอารมณ์ที่เป็นกลางแล้วเดินออกจากร้านไป

####
edit: เย็นนี้เราลองกำหนดใจตัวเองให้กินข้าวโดยไม่เล่นมือถือได้แล้วนะ
SHARE
Writer
Alunya
Truth Seeker
The sun watches what I do, but the moon knows all my secret.

Comments