อย่าพึ่งพาสัญชาตญาณในการแก้ปัญหา (ที่ซับซ้อน)
Loris Karius ผู้รักษาประตูของทีมฟุตบอลลิเวอร์พูลได้รับฉายาจากแฟนบอลชาวไทยบางส่วนว่าเป็น "โกล์พลังจิต" เหตุผลก็ง่ายๆ เพราะเวลาที่ป้องกันประตู เขามักจะไม่พุ่งตัวไปปัดป้องกันลูกยิง แต่มักจะยืนขาตายและมองลูกบอลวิ่งเข้าประตู เป็นที่น่าอารมณ์เสียสำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูลอย่างยิ่ง

หลายๆคนมักจะบ่นว่า Karius ไม่แสดงความพยายามในการป้องกันประตู ปฏิกิริยาในการป้องกันประตูช้าเกินไป สำหรับแฟนบอลแล้ว ผู้รักษาประตูที่พุ่งตัวป้องกันลูกยิงจะดูดีกว่าผู้รักษาประตูที่ยืนขาตาย แม้ว่าจะโดนยิงเข้าประตูเหมือนกัน  

นั่นเพราะเรามีสิ่งที่เรียกว่า Action bias (อคติจากการเชื่อว่าต้องลงมือทำ) หมายความว่าเรามีแนวโน้มที่จะให้คุณค่ากับการกระทำมากกว่าการนิ่งเฉย  

Action bias นี่เองทำให้ผู้รักษาประตูมีโอกาสป้องกันการยิงลูกโทษได้ต่ำลง เวลายิงลูกโทษ ลูกบอลจะใช้เวลาน้อยกว่า 0.3 วินาทีเดินทางจากปลายเท้าของนักฟุตบอลจนถึงประตู ผู้รักษาประตูไม่มีทางที่จะอ่านวิถีการยิงได้ทัน เขาจึงต้องตัดสินใจก่อนที่ลูกบอลจะถูกยิงออกมา

Michael Bar-Eli นักวิจัยชาวอิสราเอลได้ทำการศึกษาการยิงประตูของนักฟุตบอลมืออาชีพพบว่า โอกาสที่นักเตะจะยิงไปทางซ้ายมี 32.2% โอกาสที่จะยิงไปทางขวามี 39.2% และโอกาสที่จะยิงตรงกลางประตูมี 28.7% แต่ผู้รักษาประตูมักจะละเลยการป้องกันที่กลางประตู โดยพวกเขามักจะพุ่งไปทางซ้ายหรือทางขวาถึง 93.7% จึงมีเพียง 6.3% เท่านั้นที่เลือกป้องกันกลางประตู

อย่างไรก็ตาม ถึงพวกเขาจะรู้สถิติพวกนี้ดี พวกเขาก็ยังเลือกที่จะพุ่งไปทางซ้ายหรือขวาอยู่ดีนั่นแหละ เพราะการลงมือทำ (พุ่งตัว) ทำให้รู้สึกดีกว่าการนิ่งเฉยเสมอ 
สถานการณ์ที่ทำให้เราเกิด Action bias ก็คือสถานการณ์ที่มีความแปลกใหม่หรือไม่ชัดเจน ตลาดหุ้นเองก็เป็นหนึ่งในนั้น นักลงทุนในตลาดหุ้นส่วนใหญ่มักจะตัดสินใจเร็วเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้นหรือขายหุ้น มีการแซวกันว่าการตัดสินใจซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใช้เวลาคิดนานกว่าการซื้อหุ้นซะอีก

นักลงทุนส่วนใหญ่เกิด Action bias เพราะสถานการณ์ในตลาดหุ้นมักไม่เป็นตามที่คิด พวกเขาต้องการที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ไขสถานการณ์ 

ก่อนที่จะซื้อหุ้นเรามักจะคิดสวยหรูว่า ซื้อแล้วหุ้นขึ้นซัก 10-15% ก็จะขายทำกำไรแล้ว แต่ความจริงแล้วพอซื้อหุ้นปุ๊บ หุ้นก็ร่วงทันที เรื่องกำไรยังไม่ต้องพูดถึง ตอนนี้ขอแค่เท่าทุนก็พอแล้ว 

หรือแม้แต่ตอนที่ขายหุ้นก็เช่นกัน เวลาที่หุ้นลง เราอาจจะคิดว่าคงจะเลือกตัวผิดจึงตัดสินใจขายหุ้นทิ้ง แต่หลังจากที่ขายหุ้นทิ้งไปไม่กี่วัน เจ้าหุ้นตัวเดิมก็ดันเด้งกลับมาถึงราคาที่เราซื้อ และมันยังวิ่งขึ้นไปเกินจากราคาที่เคยซื้อด้วย เราจึงได้แต่สาปแช่งหุ้นตัวนั้นให้มันร่วงในเร็ววัน

ในตลาดหุ้นการขยับบ่อยๆมักจะทำให้เจ็บตัว การรอแล้วคิดไตร่ตรองให้ดีจะสร้างผลดีต่อนักลงทุนมากกว่า เหมือนอย่างที่ Jim Rogers อดีตคู่หูของ George Soros ว่าไว้

"ความจริงแล้วนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการไม่ทำอะไรเลย อย่าสับสนว่าการเคลื่อนไหวเป็นเรื่องเดียวกับการทำงาน จงรู้ว่าเมื่อไหร่ควรนั่งรอ"

"จงรออย่างใจเย็น รอจนกว่าคุณเห็นเงินตกอยู่ตรงมุมห้องนั้น คุณควรรอจนคุณเห็นสิ่งที่คุณแน่ใจสุดๆ โดยอาศัยคลังความรู้ที่คุณมี และสิ่งนั้นก็ถูกมากจนการซื้อนั้นปลอดภัยพอๆ กับการเดินไปที่มุมห้องแล้วหยิบเงินขึ้นมา" 

แล้วทำไมเราถึงมีพฤติกรรม Action bias กันล่ะ พฤติกรรมนี้มีต้นเหตุเหมือนพฤติกรรมอื่นๆ นั่นคือมีที่มาจากยุคโบราณ ในยุคโบราณที่มนุษย์ต้องออกล่าและเก็บของป่ามาเป็นอาหาร การลงมือทำสำคัญกว่าการคิดไตร่ตรอง การเห็นเสือร้ายตรงหน้าพวกเขาคงไม่นึกอะไรนอกจากวิ่งสุดฝีเท้า

แต่โลกในทุกวันนี้ต่างจากยุคหิน มันซับซ้อนกว่าเดิม การคิดไตร่ตรองจึงมีความสำคัญขึ้นมา แต่ก็ใช่ว่าเราจะใช้ได้โดยง่ายเพราะมันขัดกับสัญชาตญาณที่ติดตัวของเรา หลายๆครั้งเราจึงยังเห็นการกระทำแปลกๆที่เหมือนไม่ได้ผ่านการไตร่ตรอง

การฉีดน้ำเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ก็คงมีสาเหตุมาจาก Action bias เราไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้รวมถึงคนสั่งการแก้ปัญหาด้วย สถานการณ์ที่ทุกคนเดือดร้อน ผู้มีอำนาจสั่งการคงไม่อาจอยู่เฉยๆได้ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องแก้ไขสถานการณ์ยังไง เขารู้แค่ว่าจะต้องทำอะไรบางอย่าง (อย่างน้อยก็เพื่อให้รู้ว่าเขาไม่ได้นิ่งนอนใจ) อาจจะเพราะการฉีดน้ำไล่ฝุ่นตามพื้นที่ก่อสร้างเป็นสิ่งที่เราเคยเห็นกันตามปกติ ดังนั้นวิธีฉีดน้ำขึ้นฟ้าจึงเป็นวิธีที่ผุดขึ้นมาเป็นอันดับแรก

แต่ผลก็อย่างที่เราเห็น ฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่ฝุ่นตามพื้นที่ก่อสร้างหรือฝุ่นที่พบเจอตามเขาชนไก่ วิธีนี้มีแต่จะสิ้นเปลืองทรัพยากร ผู้มีอำนาจสั่งการควรใช้วิธีอื่นที่ได้ผลกว่านี้ได้แล้ว 
การตัดสินใจผิดในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยเป็นเรื่องปกติ แต่โลกเราก็ไม่ได้โหดร้ายถึงขนาดไม่มีโอกาสให้เราแก้ไข เรายังมีโอกาสแก้มือเสมอ เพียงแต่การแก้มือของเราควรผ่านการไตร่ตรองอย่างดี ไม่ใช่แก้ด้วยสัญชาตญาณแบบเดิม

อย่าคิดแค่ว่า ได้ลงมือทำแล้วส่วนผลจะเป็นยังไงก็ช่าง สัญชาตญาณที่คิดแค่ลงมือทำแล้วอะไรๆจะดีขึ้นมันไม่ได้ผลดีเท่าไหร่นักในปัจจุบันและอาจจะสร้างความเดือดร้อนได้มากกว่า 

เหมือนอย่างที่ Blaise Pascal ว่าไว้ 
ปัญหาทั้งมวลของมนุษยชาติเกิดจากการที่มนุษย์นั่งนิ่งๆอยู่ในห้องคนเดียวไม่ได้

ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือ The Art of Thinking Clearly
https://workplacepsychology.net/2018/09/02/an-action-bias-can-be-counterproductive/
https://www.behavioraleconomics.com/resources/mini-encyclopedia-of-be/action-bias/

SHARE
Writer
Stikpost
Readaholic / INFJ
กอบโกยความรู้ให้มากแล้วแบ่งใหักับผู้อื่น

Comments