สัญญาณสังหรณ์
#สัญญาณสังหรณ์ #นวนิยายแปล #AimeeBender #กำมะหยี่

.

ถึงคุณ
.
ทำไมช่วงเวลาที่ผ่านมาถึงรู้สึกว่ายาวนานมากก็ไม่รู้ กลับไปต่างจังหวัดทำสิ่งที่ควรทำ เผชิญหน้ากับความรู้สึกอึดอัดหลายรูปแบบ แถมยังตกค้างกลับมาให้ออกอาการเสียจริตบ้างเป็นครั้งคราว ไม่ดีเลย กลับมาอ่านหนังสือต่อเกือบไม่ติด การเขียนไม่ลื่นไหล(ปกติใช่ว่าจะเขียนได้ง่ายดายในแต่ละครั้งอยู่แล้ว)

.

ทั้งหมดยกให้ความแปรปรวนทางความรู้สึกที่เจอมาตลอดสัปดาห์ ใครจะยอมรับล่ะว่าเรามันอ่อนแอเองจริงไหม คุณเคยรู้สึกถึงอะไรบางอย่างบ้างมั้ย อะไรที่ไกลออกไป อะไรที่ยังมาไม่ถึง แต่เรารู้สึกถึงมันได้ เวลาที่ภายในเราว่างเปล่าและเงียบสนิท มันรู้สึกได้นะ

.

แต่มันแย่ตรงที่ต่อให้เรารู้สึก เรากลับแปลความหมายถึงสารที่ส่งมาถึงไม่ได้นี่สิ นั่นล่ะปัญหาชิ้นใหญ่ หรือต่อให้เรารู้ถึงความหมาย กลับไม่อาจบิดเบือนยับยั้งได้ อย่างนี้จึงไม่รู้ว่าอย่างไหนดีกว่ากัน รู้หรือไม่รู้ อย่างที่ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิดใช่มั้ย ฉันเจอมากับตัวเองก่อนประสบอุบัติเหตุ เมื่อคำหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว

.

“ข้างในของข้างใน” ตอนนั้นฉันกลับไปคิดว่า มันคือรูปแบบลวดลายการวาดที่ฉันสร้างเสียอีก และฉันวาดภาพนั้นครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดสัปดาห์ ความรู้สึกมันรุนแรงเข้มข้นน่าขนลุก โดยฉันไม่อาจผละไปวาดลวยลายอื่นได้ ฉันวาดลวดลายนั้นลงในตัวมันเองเล็กลงๆ เท่าที่จะเล็กได้ แบบเดียวกับตุ๊กตาแม่ลูกดก นั่นคือสิ่งที่ฉันตอบสนองต่อสารที่ส่งมา

.

ตอนลื่นล้มคำนี้ผุดพรายกระพริบแสงในหัวฉันทันทีทันใด นี่สินะความหมายที่ส่งถึง สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันมั่นใจยิ่งขึ้นคือสีที่ฉันใช้อย่างบ้าคลั่งช่วงสัปดาห์นั้น ทันทีที่รถเลี้ยวเข้าโรงพยาบาล สัญลักษณ์ของสีเจิดจ้าประกายตา ทุกอย่างแวดล้อมไปด้วยสีม่วง

.

ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ ฉันยอมรับในความจริงข้อนั้นตอนที่นอนบนเตียง มุมมองประหลาดที่ไม่เคยประสบด้วยตัวเอง เพดานที่เคลื่อนไป ผู้คนนั่งอยู่ข้างล่างเป็นทิวพร่าเลือนไม่แจ่มชัด ถูกเข็นไปด้วยชายสวมเสื้อสีม่วง ในห้องที่บางส่วนของสิ่งของเป็นสีม่วง โดยชายสีม่วงอีกคนในห้องเอ๊กซเรย์

.

เราเรียกสิ่งนั้นว่าสัญญาณสังหรณ์ได้ใช่มั้ย มันเกิดขึ้นได้จริงไม่ต่างจากในนิยายเลยสักนิด บางอย่างที่ส่งถึงในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ฉันรักคนเขียนหนังสือเล่มนี้มากนะ ตั้งแต่คราวที่อ่านเลม่อนเค้กแล้วตกหลุมรัก ไว้คราวหน้าฉันจะเล่าให้ฟังละกัน

.

ความจริงจะเล่าถึงสัญญาณสังหรณ์ค่อนข้างยากนะ มันก็แค่เรื่องของสาวน้อยคนหนึ่ง ที่พออ่านจะรับรู้ได้ว่าเธอมีความผิดปกติบางอย่างในตัวเอง หมกมุ่นครุ่นคิด ว่าไม่ได้หรอกเราต่างก็เป็นกันทั้งนั้น คุณ ฉัน หรือคนอื่นๆ ความบกพร่องทางจิตอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บางครั้งคนอื่นสังเกตุเห็น หรือบางครั้งเห็นแต่ไม่พูด หรือไม่เห็นไม่สนใจเอาเสียเลย

.

ไม่รู้เป็นการเรียกความสนใจหรือเพื่อยึดเหนี่ยวตัวเองกันแน่ เป็นไปได้ว่าทั้งสองอย่างที่โมนาเป็น คือทั้งเรียกร้องและยึดเหนี่ยวตัวเอง เพราะเธอตื้นตันใจเสียยกใหญ่เมื่อคุณครูคณิตศาสตร์สังเกตุเห็น หรือเมื่อลิซาเด็กนักเรียนของเธอเลียนท่าทาง เด็กทุกคนรู้

.

บางครั้งคนเราก็คาดหวังจากคนใกล้ตัวคนข้างเคียง หรือคนรู้จัก ที่สังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลงของคนอื่น นั่นล่ะโมนาก็ใช่ เธอโกรธที่ชายข้างบ้านไม่ถามถึงความป่วยไข้ของพ่อ เราต่างคาดหวังการเอาใจใส่แม้เพียงเล็กน้อยจากคนอื่นเสมอ ฉันว่ามันคือความอุ่นใจรูปแบบหนึ่ง

.

เฮ้!!!คุณเห็นฉันใช่มั้ยฉันอยู่ตรงนี้ ขอบคุณนะที่มองเห็นฉัน รู้สึกดีจัง ด้วยคำถามง่ายๆ ที่ว่าสบายดีมั้ยเป็นอย่างไรบ้าง แค่นี้เอง ไม่ยากเลยที่จะทำให้คนอื่นดูมีคุณค่าด้วยการมองเห็นเขา จริงมั้ย

.

เธอมีสัญญาณเกี่ยวกับตัวเลขที่ส่งสารถึงเธอ บอกทุกอย่างกับเธอ เธอเป็นครูคณิตศาสตร์ที่เข้าท่ามากด้วย เช่นบทเรียนมากกว่าน้อยกว่า ตัวเลขกับวัสดุ เธอเป็นครูสุดเจ๋งของนักเรียนทีเดียว แม้สุดท้ายเธอจะถูกไล่ออกเพราะตัวเลขวัสดุเจ็ดสุดโหดที่เรียกว่าขวาน ซึ่งเธอซื้อเป็นของขวัญวันเกิดให้ตัวเองตอนอายุครบยี่สิบ

.

ทั้งหมดของเรื่องคือความนึกคิดของโมนาต่อผู้คนรอบตัว ต่อพ่อแม่ และความเป็นตัวเธอที่มีส่วนความคิดผิดรูปแบบ แปลกเพี้ยนไม่ปกติ ฉันมาน้ำตาซึมเอาตอนเธอเล่านิทานเกี่ยวกับตัวเลขให้เด็กนักเรียนที่นอนหนุนตักอยู่ฟัง ลิซาเด็กหญิงผู้เป็นหนึ่งในความไม่ปกติด้วยเช่นกัน

.

เอมี่ เขียนเรื่องราวได้ดิ่งลึกด้วยภาษากระชับสั้น แต่ไม่ง่ายสำหรับการอ่านแบบฉาบฉวย คุณต้องให้เวลาสำหรับการอ่านหนังสือของเธอมากและมาก ค่อยเดินตามสะกดรอยเงียบๆ บางครั้งถึงกลับกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว แบบเดียวกับการดูหนังอินดี้ไร้บทสนทนา บางคนบอกว่าการอ่านงานของเธอเสียพลังงานมาก หมดแรง ไม่ชวนรื่นรมย์

.

แต่สำหรับฉันไม่หรอก แค่ว่าต้องการความเงียบมากขึ้นอีกเล็กน้อยเพื่อดำดิ่ง และฉันก็ชอบงานประเภทนี้ มีความทริลและเรียลผสมกัน สมควรใช่อยู่หรอกเพราะเธอเป็นหัวหน้าภาควิชางานเขียนเหนือจริง และทำงานในโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้มีความเสี่ยงทางจิต ความโปรดปรานขั้นสุดของฉันล่ะ เพราะอย่างนี้มั้งฉันถึงหลงรักตัวหนังสือของเธอมากเป็นพิเศษ

.

อีกอย่างคือฉันเห็นความใกล้เคียงกันระหว่างเธอกับสมเถาว์ สุจริตกุล วิธีการเขียนไม่เหมือนกันแต่โทนของเรื่องมีส่วนคล้ายกันไม่น้อย นี่เป็นอีกคนที่ฉันปลื้มปริ่มมากอยู่นะไว้โอกาสหน้าจะเล่าให้ฟังล่ะกัน

.

ฉันไม่รู้หรอกว่าคุณจะรักเธอแบบเดียวกับที่ฉันรักหรือเปล่า แต่การลองทำความรู้จักใครสักคนก็ไม่ได้เสียหายอะไรนักหรอก เชื่อฉันสิเธอเยี่ยมและสุดเจ๋ง.

.

๓๑ มกราคม ๒๕๖๒



SHARE
Written in this book
เล่มนี้ที่ฉันอ่าน
บันทึกเป็นเรื่องราวบอกเล่าผ่านหนังสือ
Writer
Takaing_Doa
Reader and Writer
เพราะอ่านฉันจึงเขียน

Comments