The Last Emperor: My Reflection (Spoiler alert)
เรารู้จักหนังเรื่องนี้ครั้งแรกตอนอยู่ปอห้า อาจารย์สอนภาษาอังกฤษเปิดให้ดู แต่ดูได้ไม่นานเวลาคาบนั้นก็หมด ความรู้สึกของเราในตอนนั้นคือ ‘สนุกดี’ (พอได้คิดดูดี ๆ แล้ว ตอนนั้นเราแค่ตื่นตาตื่นใจไปกับความอลังการของพระราชวังต้องห้ามเท่านั้นเอง)

เมื่อไม่นานมานี้ เราเห็นทวีตของคุณ @Simply_ply ที่ว่า ‘รุ่นน้องมาถามว่าควรดู the last emperor ไหม เลยตอบไปว่า มึงจะไม่ดูหนังที่เข้าชิงออสการ์ 9 รางวัลแล้วชนะทั้ง 9 รางวัลหรอ’ ผ่านมาในไทม์ไลน์ เรากดรีทวีต และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็กลับมาอยู่ในความสนใจของเราอีกครั้ง

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดชีวิตของชายคนหนึ่ง จาก ‘จักรพรรดิเซวียนถ่งแห่งจักรวรรดิต้าชิง’ สู่ ‘อ้ายซินเจว๋หลัว ผู่อี๋’ ชีวิตที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์มากมาย ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ระบอบการปกครองของจีนถูกเปลี่ยนผ่าน จากที่โอรสสวรรค์เคยเป็นใหญ่ที่สุดในใต้หล้า กลับกลายเป็นประธานาธิบดีขึ้นเป็นผู้นำประชาชนแทน

ทำไมชีวิตของคนคนหนึ่งถึงต้องเจอกับอะไรมากมายขนาดนี้ ?
เราไม่มั่นใจว่าตัวเองจะอดทนกับทุกอย่างได้เหมือนผู่อี๋หรือไม่

การเล่าเรื่องนั้นสลับไปมาระหว่าง ‘ผู่อี๋’ ที่ถูกไต่สวนในฐานะอาชญากรสงคราม และจักรพรรดิพระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ชิง

เมื่อผู่อี๋ยังเล็ก เราได้เห็นเด็กคนหนึ่ง ที่เติบโตมาพร้อมอำนาจล้นฟ้า ท่ามกลางข้าราชบริพารนับพันนับหมื่นที่พร้อมสนองพระราชประสงค์ทุกชั่วยาม ในหนังทำให้เราพอมองเห็นว่า โอรสสวรรค์นั้นอยู่เหนือทุกกฎเกณฑ์ ไม่ว่าใครก็คัดค้านเด็กคนนี้ไม่ได้ พระองค์ไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองเลย มีขันทีมากมายคอยดูแลแบบยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเสมอ แต่จะมีใครกันเล่า ที่ไม่อยากใช้อำนาจในมือตัวเอง

แต่การเป็น ‘ชายผู้เดียวที่สามารถอยู่ที่พระราชวังต้องห้ามได้ในยามค่ำคืน’ ‘พระหมื่นปี’ และ ‘โอรสสวรรค์‘ กลับไร้ซึ่งอิสรภาพนอกอาณาเขตกำแพงสีแดง พระองค์ไม่มีเพื่อนเล่นวัยเดียวกัน และไม่เคยรับรู้ความเป็นไปของผู้คนและสังคมภายนอกอย่างแท้จริง

ผู่อี๋น้อยเติบโตมากับการถูกตามใจสารพัด ปิดหูปิดตาโดยคนรอบกาย ไม่มีอิสระถึงขั้นที่ว่าก้าวออกจากบ้านตัวเองไม่ได้ แม้กระทั่งคู่ครองก็ไม่ได้เลือกเองด้วยซ้ำ

เมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาถึงเรื่องที่ผู่อี๋เข้าร่วมกับจักรวรรดิญี่ปุ่น ค่ายทหารที่นำตัวเขามาไต่สวนลงความเห็นว่านี่เป็นการขายชาติ ทรยศแผ่นดิน ส่วนในขณะนั้น เหตุผลและความคิดของผู่อี๋คือ ประเทศจีนหันหลังให้เขาแล้ว เขาจึงเลือกกลับไปถิ่นเดิมของชาวแมนจู เพื่อจะเป็นผู้นำให้กับคนเหล่านั้น สร้างประเทศใหม่ขึ้นมา

แต่สุดท้ายก็เป็นได้เพียงหุ่นเชิด ผู่อี๋คือผู้ลงนามอนุมัติกฎหมาย และเอกสารที่เอื้อผลประโยชน์ให้ชาวญี่ปุ่นเท่านั้น

หนังถ่ายทอดบรรยากาศความกดดันของการเป็นจักรพรรดิแห่งแมนจูกัวออกมาอย่างเต็มที่ ฉากที่ผู่อี๋ประกาศว่าต้องการความเท่าเทียมกับจักรวรรดิญี่ปุ่น แล้วนายทหารทั้งหลายพากันแสดงความต่อต้านด้วยการเดินออกไป ทำให้เราน้ำตาไหลด้วยความสงสาร เจ็บใจ และทนความกดดันไม่ไหว

เขาไม่เคยได้รับอิสรภาพอย่างแท้จริง อยากปกครองและเปลี่ยนแปลง หากแต่อ่อนแอนัก

เมื่อจักรพรรดิฮิโรฮิโตะทรงประกาศว่าญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง แมนจูกัวก็ล่มสลายไปด้วย
ผู่อี๋ที่จะหนีจากพระราชวังด้วยเครื่องบินของกองทัพญี่ปุ่น กลับถูกซ้อนแผนด้วยกองทัพรัสเซีย เขาถูกจับเป็นนักโทษ ไร้อิสรภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เราได้แต่สงสัยว่าชีวิตคนเรามันจะย่ำแย่ได้ถึงขนาดไหนกัน
ในเวลาเพียงสี่สิบปีของผู่อี๋ ชีวิตเขาพลิกจากบนสวรรค์ ตกลงมาอยู่บนพื้นดิน ลงไปสู่นรกอันเลวร้าย

หนังตัดมาตอนที่ผู่อี๋กลายเป็นนักโทษสงครามในค่ายฟื้นฟูฟู่ซุน
เขาผูกเชือกรองเท้าของตัวเองไม่เป็นด้วยซ้ำ แม้แต่จะแปรงฟันหลังตื่นนอนก็ยากเหลือแสน
เราดูแล้วก็ได้แต่สะท้อนใจ ชายที่น่าอิจฉา ถูกเลี้ยงมาอย่างจักรพรรดิชั่วชีวิต เมื่อก้าวออกมาสู่โลกข้างนอกกลับน่าสงสารเหลือเกิน

ฉากที่ในค่ายมีการฉายวิดีโอเกี่ยวกับสิ่งที่กองทัพญี่ปุ่นได้ทำในสงครามโลกครั้งที่สอง เหตุการณ์ที่นานกิงทำให้เราเบือนหน้าหนีเพราะความสังเวชใจ นั่นคือความโหดร้ายเกินมนุษย์ สงครามช่างเลวร้าย ผู่อี๋เองก็คงคิดได้เหมือนกัน เขาตระหนักแล้วว่าประชาชนมากมายต้องพบกับความเจ็บปวดและยากลำบากมากเพียงใด

เมื่อได้เรียนรู้ ได้ปรับปรุงตัว เลิกการวางตัวอย่างจักรพรรดิ แล้วเปลี่ยนมาฝึกใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา สุดท้ายเขาก็ถูกปล่อยตัว ได้ออกไปใช้ชีวิตในฐานะ ‘อ้ายซินเจว๋หลัว ผู่อี๋’ คนสวนธรรมดาในกรุงปักกิ่ง เรามองว่านี่คงเป็นครั้งแรกที่ผู่อี๋มีอิสระอย่างแท้จริง ได้ออกไปทำงาน ปั่นจักรยานไปตามถนนเส้นเดียวกับคนอีกมากมาย

หนังดำเนินเรื่องมาถึงฉากสุดท้าย ผู่อี๋ในวัยชราที่ซื้อบัตรเข้าชมพระราชวังต้องห้าม บัลลังก์ทองตรงหน้าที่ตนเคยนั่งมาพร้อมอำนาจเหนือใครในใต้หล้าแห่งต้าชิง กลายเป็นสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ที่ห้ามแตะต้อง ฉากนี้ทำให้เรานึกถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา ความวิจิตรตระการตา ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรือง จนกระทั่งการล่มสลาย จักรพรรดิผู้ถูกไล่ออกจากบ้านตัวเอง เรานั่งเงียบ ๆ ด้วยความเศร้าใจ เวทนา และสงสารจับใจ น้ำตาไหลไม่หยุด

นักแสดงทุกท่านทำได้ดีมาก คุณ John Lone สามารถสื่ออารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ในใจของชายคนหนึ่งที่ต้องอยู่ท่ามกลางความพลิกผันสุดขั้วออกมาได้อย่างดี นักแสดงเด็ก ๆ ก็เก่งมาก นอกจากนี้ยังได้คุณ Ryuichi Sakamoto มาร่วมแสดงด้วย ซึ่งเขาคืออีกหนึ่งส่วนสำคัญในความงดงามของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะเขาคือหนึ่งในผู้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์

อีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกร่วมไปกับหนังได้มากขนาดนี้คือดนตรีประกอบฉาก เราไปค้นหา Soundtrack ของเรื่องนี้ใน Apple Music และดาวน์โหลดเก็บไว้ฟัง เราประทับใจในการสร้างสรรค์และฝีมือผู้ทำดนตรีทั้งหมดนี้อย่างมาก ทุกเพลงสามารถดึงอารมณ์ของฉากนั้น ๆ ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม สะท้อนกลิ่นอายของความเป็นจีน จังหวะชีวิตของผู่อี๋ทั้งช้าและเร็ว ความยิ่งใหญ่ รื่นเริง กดดัน โศกเศร้าและสิ้นหวัง ทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านเสียงดนตรีได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เราได้สะท้อนมุมมองหลายอย่าง ได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจการกระทำ มุมมองความคิด และการตัดสินใจ ที่มีผลมาจากความเป็นมาในชีวิตของเขา เรียนรู้ประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนแปลง และเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในตอนนั้น เราเดินออกจากโรงทั้งที่น้ำตาคลอเบ้า สิ้นหวัง สงสาร เวทนา เศร้าใจ และได้เข้าใจว่า ชีวิตหนึ่งของคนเรา อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

The Last Emperor จะเป็นภาพยนตร์ที่ตราตรึงใจเราเสมอ และประสบการณ์ที่ได้ชมเรื่องนี้บนจอขนาดใหญ่นั้นคงกลายเป็นความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน

Song: The Last Emperor (Theme) by Ryuichi Sakamoto

ป.ล. มีความเห็นอย่างไรก็มาแลกเปลี่ยนกันได้นะคะ :)
ป.ล. 2 คุณ John Lone หล่อมากเลย แต่คนที่เราชื่นชอบที่สุดในเรื่องคงจะเป็นคุณ Tao Wu ที่รับบทผู่อี๋ในวัย 15 ปี ถึงจะไว้ผมทรงแมนจูแต่ก็หล่อและน่ารักมากจริง ๆ ตาของเขาใสเป็นประกายเชียวค่ะ (ฮื้อ ;/////;)

(ป.ล. 3 นี่คือความรู้สึกจากการดูหนัง ประวัติศาสตร์ที่ได้อ่านมาไม่สวยงามเท่านี้หรอก เราคิดว่าจะไปศึกษาจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายมากกว่านี้ก่อน แล้วถึงเวลานั้นจะมาเขียนเรื่องราวที่มีมุมมองกว้างมากขึ้นนะ)

ไปดูเมื่อ 2019/02/10 ที่นั่ง E8
SHARE
Writer
kumoiraw
ordinary girl
เด็กผู้หญิงที่พยายามจุดประกายให้ตัวเอง แล้วก็คิดว่าลองฝึกเขียนอะไรดูสักหน่อยไหมล่ะ

Comments

Blue_Cat_
6 days ago
ฟังดูน่าสนุกจังค่ะ ไว้ไปดูบ้างดีกว่า(´∀`)
Reply
kumoiraw
6 days ago
เป็นภาพยนตร์ที่ทำให้เรารู้สึกประทับใจมากเลยค่ะ ส่วนตัวคิดว่าเหมาะสมกับออสการ์ทั้งเก้ารางวัลจริงๆ ถ้าหากไปดูแล้วก็แวะมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เสมอเลยนะคะ ♡