ตอนที่ 1 ปลดปล่อย
   เหตุผลนึงที่ไม่กล้าและไม่อยากทำอะไรเลย แม้แต่กับแค่การพูดคุย

    นั่นคือความกลัว...

    มันเป็นสิ่งที่ต่อต้านได้ยาก หรือบางครั้งก็ไม่มีสิทธิ์ที่เเม้แต่จะขัดขืนกับความรู้สึกนี้..มันไม่สบายใจ อยากร้องไห้ และอยากไปไกลๆไม่อยากอยู่ จนบางครั้งก็คิดว่าจะมีชีวิตไปทำไม แต่ก็นะ

    น่าตลกดี

    ทั้งที่ปากบอกว่าไม่อยากจะอยู่ต่อ พยายามจะคิดสั้นหลายครั้ง แล้วไง?คำตอบคือสุดท้ายก็ทำได้แค่คิด พอเวลาหรือโอกาสที่รอมาถึงกลับไม่เอื้อมคว้ามันไป 

    น่าแปลกใจที่ร่างกายไม่ยอมทำตามในสิ่งที่คิด มีแต่ทำตรงข้ามอยู่ตลอดเวลา แล้วสุดท้ายก็มานั่งร้องไห้โฮอยู่ในห้อง แบบไม่สนใจบ้านใกล้เรือนเคียงจะได้ยินหรือไม่ ท้ายที่สุดเขาอาจจะทนไม่ได้หรือไม่ก็รำคาญ โผล่มาถึงบ้านแล้วเคาะประตูยืนรออยู่ตรงนั้น

    ใจก็เดาว่าคงเป็นอย่างสองที่คิดอยู่ในหัวสมอง ก่อนจะลองเปิดประตูก็ต้องแอบไปด้อมมองอยู่ที่หน้าต่าง ซึ่งไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกันแทนที่จะเดินไปเปิดประตูถามว่ามีอะไรแค่นี้ก็จบ

   
ไม่เข้าใจ...ตัวเองเลย 
    หลังจากที่เเเอบมองดูสังเกตจนพอใจแล้วว่ามาเเค่คนเดียวก็ถอนหายใจ คงจะไม่ใช่ว่ามาหาเรื่องหรือเอาอะไรมายัดใส่ปากหรอกนะ...ไปๆมาๆ คิดอะไรของเราอยู่กัน....

    แลดูคนตรงประตูหน้าบ้านจะรอจนทนไม่ไว้ ก็กดกระดิ่งรัวๆแบบไม่ยั้งมือ ไอ้เราเห็นเเบบนั้นก็ไม่อยากจะเดินไปเปิดประตูอะไรให้เลยสักนิด

    ไม่ใช่รำคาญหรือคิดว่าเสียมารยาทอะไรหรอกนะ เเต่เพราะเหตุผลอย่างอื่นต่างกัน

    สุดท้ายเเล้วทั้งวันนั้น

    ก็ไม่ได้เปิดประตูให้กับคนคนนั้นเลย

    วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เสียงกระดิ่งที่ถูกกดแบบรัวๆก็ดังสั่นบ้านทุกวัน และอาจจะดังพอกับที่ฉันร้องไห้ทั้งคืนเลยก็ได้ ถามว่าคิดจะลงไปเปิดประตูให้ไหม?

   
ไม่อ่ะ ใจมันเหนื่อยเเม้เเต่เดินยังเหนื่อยเลย
    แปลกใจว่าทำไมถึงมากดกระดิ่งหน้าบ้านทุกวัน ร่วมๆมานี่ก็สองสัปดาห์กว่าได้แล้วล่ะมั้ง แต่หลังมานี้...เริ่มจะ ไม่ค่อยได้ยินเสียงนั่นเเล้วแหละ...
    
    คิดไปคิดมานึกโทษตัวเองอยู่เหมือนกัน

    นี่ฉันกำลังกลัวอะไรอยู่


    และแล้วล่าสุด....เสบียงในตู้ที่อัดเเน่นของฉันก็เเถบจะสูญหายมากขึ้นเรื่อยๆตามจำนวนของวันที่มากพอสำหรับเวลาในการไปซื้อของได้เเล้ว อืม...ออกจากบ้านบ้างสักหน่อยก็ดี

     เสียใจที่ตอนนี้เป็นช่วงฤดูแห่งการลดราคา.. มันจะไม่ใช่อะไรเลยถ้าหากว่าพวกสาวๆ หรือรุ่นเเม่ทั้งหลายกำลังช่วงชิงกันอย่างเมามัน ก็ไม่รู้ว่าต้องทำหน้าตายังไงเหมือนกันกับการที่เห็นของที่อยากได้ถูกช่วงชิงไปต่อหน้าต่อตา

     มันเศร้านะ...

     สุดท้ายฉันก็ต้องไปร่วมวงกับพวกเเม่นาง จนกระทั่งของทุกอย่างเริ่มเลือนหายเเล้วหมดลงภายในเเล้วไม่กี่ชั่วโมง

     ก็ไม่น่าเบื่อเท่าไหร

     สนุกดี...ไม่ได้รู้สึกเเบบนี้มานานเเล้วสินะเรา

     อ่า...หลังจากได้ของที่ต้องการเป็นเสบียงกักตุนไว้เรียบร้อยแล้ว ท้องมันก็ร้องครวญครางจนน่ารำคาญ อาจจะเพราะต้องให้เเรงมากไปหน่อยกับการฉีกกระฉากลากถูกับสงครามที่เกิดขึ้นได้ไม่นานมานี้ หาอะไรกินหน่อยก็ดีเเล้วกัน

    เดินไปเดินมาก็ไม่เจอร้านที่ถูกใจ ทำได้เเต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ยกนาฬิกาขึ้นดูอีกทีก็เห็นว่าเกือบจะค่ำแล้ว จะเดินทำไมกันในเมื่อไม่ได้อะไรเลย

     แต่....อย่างน้อยก็ทำให้ลืม"เรื่องนั้น"ได้บ้างล่ะนะ

     เท้าสองข้างเดินตรงมุ่งกลับที่หมาย ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่นานนัก อยากจะกลับไปบ้านแล้วนอนให้เต็มอิ่มจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวัน รู้สึกว่ากระดูกซี่โครงเริ่มปวดๆเเล้วด้วยสิ

      เฮ้อ...วันนี้ฉันถอนหายใจมากี่รอบเเล้วนะ

     "ที่รักชอบอันไหน"

     ฉันหันไปตามเสียงที่ได้ยิน ไม่ใช่อะไรหรอกเพราะตอนนี้มันก็ล่อไปเกือบสี่ห้าทุ่มได้ คนเดินเเถวนี้ก็ไม่ค่อยมี จะเรียกว่าไม่มีคนเดินในเวลานี้เลยก็ได้ อาจเป็นพวกวัยรุ่นมากุ๊กกิ๊กหรือมั่วสุมอะไรเถือกนั้น

     ซึ่งสิ่งที่เห็นก็เป็นนั้นจริงๆ หญิงชายอยู่ด้วยกันเดินไปตามถนนที่มีเสาไฟเปิดสว่างดับๆติดๆตามประสาของของที่มันเก่า

     แต่เพราะเเบบนั้นฉันถึงหายใจไม่ทั่วท้อง

     ก็เพราะผู้ชายที่อยู่ข้างหญิงตัวเล็กคนนั้นคือ"เขา"ไง

ทำไมกัน ทั้งที่อยากลืมให้ได้เเท้ๆเชียว       ไม่รู้ว่าฉันก้าวเท้าถอยไปให้ห่างจากคู่นั้นตั้งเเต่เมื่อไหร แล้วใช้ทางเดินอีกทางเเทน ขอบตามันเริ่มร้อนๆขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ตรงอกมันรู้สึกวูบ เเละน่าเเปลกที่ลำคอมันแสบๆ พยายามบังคับไม่ให้เสียงนั้นหลุดออกมา

       ทำไมกัน

       ทำไมกันนะ....

     สองเท้าของฉันรีบเดินให้ออกห่างขึ้น ห่างขึ้น และห่างขึ้น อยากให้หายวับไปจากตรงนั้นไวๆ และแล้วไม่กี่นาทีเท้าทั้งสองข้างก็หยุดเดินเมื่อไม่ได้ยินเสียงกุ๊กกิ๊ก และไม่เห็นอะไรที่ไม่อยากเห็น

    จากนั้นก็ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดเสียง

    ไม่คิดเเม้เเต่จะกักเก็บไว้

    เพราะใจมันเหนื่อยเเละบอบช้ำเกินทน


    "ร้องไห้อีกแล้วเหรอมึงน่ะ"

    ตัวฉันสะดุ้งหน่อยๆก่อนที่ใบหน้าฉันจะหันไปตามเสียงที่อยู่ข้างหน้า แต่ฝ่ามือก็ยังเช็ดน้ำมูกน้ำตาไปเรื่อยๆ ภาพที่มองเห็นเป็นเพียงภาพเบลอๆประกอบกับเเสงสลัวจากเสาไฟข้างทาง อาจจะเป็นเพราะน้ำใสๆตรงขอบตามันนี่แหละที่ทำให้เห็นภาพแบบนี้

   เเต่ก็พอโฟกัสได้อยู่ ว่าคนตรงหน้าเป็นใคร

  "เรื่อง....ของกู"

   เสียงเปล่งเเหบๆของฉันปล่อยออกมากพร้อมกับเสียงสะอื้น ฟังแล้วก็ดูน่ารำคาญใจดี ไม่ใช่เพราะอะไรเเต่เพราะฉันควบคุมเสียงให้มันเป็นปกติไม่ได้

    คนข้างหน้าก็ทำสีหน้านิ่งเรียบ แค่พอเดาได้ล่ะนะ ถึงเเม้จะเห็นไม่ชัดเพราะน้ำตาของตัวเองมันบดบังทัศนียภาพจนเกือบจะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

     "กูกดกระดิ่งเรียกมึงตั้งหลายรอบทำไมมึงไม่มาเปิดประตูให้กู"

     "เพราะกู...ฮรึก..กูไม่ได้..อยู่บ้าน"

     "แล้วมึงตอบกูได้ไงว่าไม่อยู่บ้าน ทั้งที่กูเห็นมึงยื่นหน้ามาด้อมๆมองๆอยู่ที่ขอบหน้าต่างห้องมึง"

     และคำตอบที่ฉันให้สำหรับคนตรงหน้าคือ..

     ความเงียบ

     จากนั้นพวกเราต่างคนต่างไม่แม้แต่จะพูดอะไร และต่างคนก็ต่างไม่มองหน้ากัน แต่ที่เเน่ๆที่ฉันรับรู้ได้เลยคือ เสียงสะอื้นของฉันที่ยังไม่หายขาดจากการปล่อยโฮเมื่อไม่นานนี้ เป็นเสียงเดียวที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางความเงียบของพวกเรา

     คนตรงหน้ายกมือขึ้นเกาหัวตัวเองเเล้วถอนหายใจ แต่ก็ยังไม่วายขมวดคิ้วตามแล้วจ้องมองฉัน ซึ่งฉันไม่รู้ว่าเขาพึมพำอะไรบางอย่างออกมา

     มันเบามากจนไม่ได้ยิน ทั้งที่รอบข้างมันเงียบเเท้ๆ

     แต่ประโยคต่อมาหลังจากเสียงเบาหวิวเหล่านั้น มันดังมากพอที่จะทำให้ฉันได้ยินจนถึงขนาดต้องเบิ่งตากว้างแล้วปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง ซึ่งนี่ก็นับได้ว่าเป็นครั้งที่สองของวัน

     กอดกันไหม...


     ยินดีที่สุดเลยมึง...ฉันพูดประโยคนี้ไว้ใจในก่อนจะถลาตัวเข้ากอดแบบไม่ยั้ง อย่างน้อยก็ไม่ได้มีอะไรแย่ไปสะหมด และตอนนี้ฉันต้องการคนอยู่ข้างๆ ไม่อยากร้องไห้คนเดียว ไม่อยากอีกเเล้ว

     "อย่ากลัว และอย่าเก็บตัวอยู่แต่ในห้องอีก"

     "อืม"

     สุดท้ายคืนนั้นก็เป็นคืนที่ฉันฝันดีที่สุดตั้งเเต่"เขา"มาทำร้ายหัวใจเเละมี"คนคนนั้น"มาช่วยเเบกรับความรู้สึกหลายหลายอย่างของฉันหลังจากที่เก็บสะสมมานาน




SHARE
Writer
Yui3278_
Write and read
เป็นพื้นที่ของความชอบ หาความผ่อนคลายความสบายใจผ่านตัวหนังสือ และเปรียบเหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ไม่ใช่ชีวิตจริง

Comments