เสียดายไม่ได้ทำก่อนเรียนจบ 2 : วิชาคนรวย
"ซื้อของไม่ดูราคา ใช้เงินเกินตัว เห็นป้ายลดราคาก็ซื้อหมด ทาสการตลาด" นิสัยการใช้เงินของเรา เป็นสิ่งที่แม่ปวดหัวและกังวลใจมาตลอด พูดเท่าไหรก็หูซ้ายทะลุหูขวามาตลอด ก็มันอยากได้ ก็ซื้อ ชีวิตง่ายจะตาย อย่าทำให้มันยากสิ !

         การอยู่หอเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตนักเรียนนักศึกษาหลายคน ไม่ว่าจะเป็นหอมัธยมหรือหอมหาลัยก็ตาม จำได้ไหม ความรู้สึกตอนที่ตื่นสายเพราะไม่มีเสียงแม่ปลุก ไม่มีข้าวเช้าหอมๆพร้อมทาน ถ้วยจานก็ยังไม่ได้ล้าง และที่สำคัญคือ กระเป๋าตังมันโล่ง เงินมันหายไปไหนหมด !
          จุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับเรา คือ โมเม้นที่ทิชชู่เช็ดตูดหมด แล้วไม่มีตังซื้อ ในตอนนั้นเรารู้สึกรันทดใจมาก สำหรับเราแล้วเรายอมอดข้าวดีกว่าไม่มีทิชชู่ใช้
          ใช่ ถูกต้อง เรายอมรับว่าทิชชู่เป็นเรื่องเล็ก แต่ทว่าทิชชู่เช็ดตูดโง่ๆนี่แหละ ที่ทำเราช๊อคจนเปลี่ยนนิสัยตัวเองได้ เมืื่อมีความรันทดใจเป็นแรงผลักดัน เราบอกตัวเองว่าชั้นจะต้องมีทิชชู่เช็ดตูดใช้ ชั้นต้องปฏิวัติการใช้เงินของตัวเอง ตอนนี้หลายคนคงคิดในใจว่า "แหมะ เรื่องนี้แค่ มีเงินไม่พอใช้ก็ออกไปหางานทำเพิ่มสิ" 
          หลังจากได้ฟังดังนั้น​ ฉันจึงกลับมานั่งคิดๆว่า หากเรามีรายได้ปกติ แต่กลับมีเงินไม่พอใช้ แสดงว่าปัญหาไม่ใช่การมีรายได้น้อย ต้นเหตุที่แท้จริงคือรายจ่ายเงินเยอะเกินไป เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหานี้โดยการหาเงินเพิ่มจึงไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน (ข้ออ้างคนขี้เกียจ)
        เมื่อคิดได้ดังนั้น เราก็มานั่งทบทวนการใช้เงินของตัวเอง ทบทวนการใช้จ่ายของตัวเอง เมื่อขี้เกียจหาเงินเพิ่ม ก็ต้องลดรายจ่าย แต่จะเริ่มจากไหนดี? เริ่มต้นจาก ความรู้ทางการเงินและสร้างวินัยการเงิน

ความรู้เรื่องทางการเงิน (Financial Literacy) สิ่งจำเป็นที่โรงเรียนไม่สอน 
เริ่มต้นด้วยการศึกษาความรู้ทางการเงิน มันสำคัญชีวิตมากๆ มันทำให้คุณรวยขึ้นได้ เช่น
          สินทรัพย์ (Asset) คือสิ่งที่เรียกเงินเข้ากระเป๋าตังหรือมูลค่าของสิ่งนั้นเพิ่มขึ้น           
          หนี้สิน (Liability) คือสิ่งที่นำเงินออกจากกระเป๋าหรือหรือมูลค่าของสิ่งนั้นลดลง 
          ยกตัวอย่าง รถยนต์ราคาจะลดลงทันทีหลังซื้อ และระหว่างใช้งานก็มีค่าใช้จ่ายต่างๆที่นำเงินออกไปจากกระเป๋าของคุณ รถยนต์จึงจัดเป็น"หนี้สิน" ในขณะที่บัญชีฝากประจำที่ทุกๆปีคุณจะได้ดอกเบี้ยเข้ากระเป๋าของคุณ บัญชีฝากประจำจึงจัดเป็น "สินทรัพย์" เพราะฉะนั้นเราควรซื้อและสะสมสิ่งที่เรียกว่า "สินทรัพย์" และลด "หนี้สิน" 
          ยังมีเนื้อหาความรู้อีกมากมายที่วันนีก็คงพูดไม่จบ เช่น การคิดดอกเบี้ยบ้าน รถ บัตรเครดิต  วิธีการจัดการหนี้ ปลดหนี้ และใช้หนี้ให้เป็นประโยชน์ และอื่นๆอีกมากมาย หากคุณสนใจสามารถใช้คำว่า "ความรู้เรื่องทางการเงิน" "Financial Literacy" ค้นหาข้อมูลอ่านได้ตามสบายเลย

          Cash Flow Quadrant หรือ เงิน 4 ด้าน คือผังภาพที่อธิบายการไหลของเงินและอาชีพที่เกี่ยวข้อง โดยสรุปคือ เราแบ่งอาชีพทุกอย่างบนโลกเป็นสี่หมวด คือ ลูกจ้าง (Employee) ผู้ประกอบการ (Business owner) ผู้เชี่ยวชาญ (Specialist) นักลงทุน (Investor) 
ลูกจ้างคืออาชีพที่ใช้เวลาแลกเงิน เหนื่อย เงินน้อย เช่น ผู้ใช้แรงงาน พนักงานบริษัท ผู้บริหาร เป็นต้น
ผู้เชี่ยวชาญใช้ทักษะพิเศษทำงานแลกเงิน งานไม่เหนื่อยกาย มีเงินดี แต่มักไม่มีเวลาว่าง เช่น หมอ วิศวกร ครู นักกีฬา นักแสดง เป็นต้น
ผู้ประกอบการใช้แรงและเวลาของลูกจ้างทำงานหาเงิน เงินดี แต่ต้องใช้ทักษะและต้นทุนสูง เช่น เจ้าของร้านต่างๆ เจ้าของแบรนด์ต่างๆ เป็นต้น
นักลงทุนใช้เงินทำงาน มีทั้งเงินและเวลาว่างในมือ แต่ต้องใช้เงินทุนสูงมาก (การเป็นผู้ประกอบการหรือนักลงทุนแม้จะใช้เงินทุนสูง แต่สามารถยืมเงินคนอื่นมาใช้ได้) และที่สำคัญเงินมักจะไหลไปกองอยู่ที่ ผู้ประกอบการเลยนักลงทุน เสียส่วนใหญ่  
         เราจะเห็นได้ว่าเราควรพาตัวเองออกจาก สถานะลูกจ้างหรือผู้เชี่ยวชาญให้เร็วที่สุด เพราะทรัพยากรที่มีค่าที่สุดที่ควรเก็บรักษาไว้คือเวลาและอิสระภาพ และในบทความนี้เราจะมาชวนคุณเตรียมตัวออกจากสถานะลูกจ้างไปเป็นสถานะนักลงทุนกัน

         แต่ก่อนที่เราจะไปเป็นนักลงทุนหรือผู้ประกอบการที่ดีได้ เราจะต้องพาตัวเองออกจากสถานะ ลูกจ้างก่อนและมันจะเป็นไปได้ยากมากๆ หากเราไม่มีวินัยทางการเงินที่ดี
         จากนั้นเรามองไปที่สินทรัพย์​รอบตัว​เอ้้​ย​ หนี้สินรอบตัว​ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องคอมพิวเตอร์ มือถือ หูฟัง เครื่องเกมส์ต่างๆ รองเท้าแพงๆ เสื้อผ้า เครื่องเขียนและสิ่งอื่นๆที่มีเยอะจนรกเต็มห้อง (หนี้สินทั้งนั้นเลย) จากนั้นรวมราคาของสิ่งเหล่านี้ ตัวเลขทำเอาช๊อค ไม่บอกตัวเลขล่ะกัน เลขมันหลายหลัก เราเขิน.... 
          ปฏิวัติขั้นที่ ​1 ก็ต้องรู้ตัวเราว่าเป็นอย่างไร สำรวจตัวเองกันหน่อยว่าปัญหาอยู่ที่ไหน มีอะไรที่สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้บ้าง ถึงตรงนี้คุณจะหยุดอ่านแล้วลองทำดูไหม คำนวณและสำรวจแบบที่เราทำดูเองก่อนก็ได้นะ 

 เงินเข้า เงินออก เป็นหนี้มีดอก ต้องจดบันทึก
          ความช๊อครอบที่สองก็มาเยือนเมื่อนำตัวเลขนั้นมาเปรียบเทียบเงินทั้งหมดที่พ่อแม่ให้เราใช้ทุกเดือนรวมกันคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ออกมาแล้วมันไม่ถึง 20% ด้วยซ้ำ อาว! แล้วอีก80%ไปอยู่ไหน?
          นั่งคิดอยู่นาน คิดยังไงก็คิดไม่ออก จึงตัดสินใจจดบันทึกทุกอย่างที่ซื้อ ช่วงแรกๆจึงเป็นโรคสะสมใบเสร็จ ขอใบเสร็จทุกครั้งที่ซื้อ หากร้านไม่มีใบเสร็จให้ ก็จดลงสมุดเล็กๆ พบติดตัวไปทุกที่ ทุกเย็นจะนั่งสรุปรวมยอดค่าใช้จ่าย ทำแบบนี้ไปได้สองอาทิตย์ก็เริ่มรู้สึกว่า แมร่ง วุ่นวายจริงๆ ใบเสร็จเต็มห้อง แถมยังคิดเลขผิดอีก โอยยย ไม่ทำมันแล้ว!
          หากใครเจอปัญหาแบบเดียวกันนี้ เราแนะนำให้ใช้แอพบันทึกรายรับรายจ่ายแทน เช่น
- Moneylover, Money Manager, Monefy แอพบันทึกรายรับรายจ่ายดีไซน์โดดเด่นใช้งานง่าย
- Bluecoin แอพบันทึกรายรับรายจ่ายที่มาพร้อมฟังชั่นทางการเเงินละเอียดสุดๆ
- Fortune city แอพบันทึกรายรับรายจ่าย พร้อมเกมส์สร้างเมือง ยิ่งบันทึก เมืองของคุณก็ยิ่งโต

          เมื่อเริ่มใช้แอพรายรับรายจ่ายแรกๆ จับจ่ายซื้อของตามปกติที่เคยเป็นมาได้ตามสบาย ไม่ต้องเครียดว่าตัวเลขจะออกมาน่ากลัว ไม่เป็นไร 
          เมื่อจดบันทึกไปได้สักพัก เราก็จะเริ่มเห็นรูปแบบการใช้เงินของตัวเอง ใช้จ่ายอะไรไปเท่าไหร คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นบันทึกรายรับรายจ่ายนี้แหละจะเปิดเผยความจริง หลายคนไม่ทำบันทึกเพราะกลัวผลสรุปที่ออกมา ไม่อยากเห็น ไม่กล้ามองตัวเลขเหล่านั้น ไม่ต้องคิดมากขนาดนั้นนะ ตัวเลขพวกนี้มีไว้เพื่อช่วยเราไม่ให้ทำพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก หลังสรุปบันทึกการเงินออกมาแล้ว เราจะมองหาค่าใช้จ่ายที่มีสัดส่วนมากที่สุดและตั้งใจลดค่าใช้จ่ายนี้ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่จำเป็น สำหรับเรามันคือค่าอาหาร หากดูให้ละเอียดขึ้นไปอีก เรากินชานมไข่มุกเยอะมากๆ มากเกินไป และมันก็ทำให้เราอ้วน ดังนั้นเราจึงค่อยๆลดและงดกินชานมไปหลายเดือน

งด - ลด - เลิก
          เส้นทาง งด ลด เลิก ของเรานั้นก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ สำหรับเรา​การตัดขาด​แบบสุดโต่งนั้นง่ายกว่าการค่อยๆลด​ อะไรที่ไม่มี​ไม่ทำแล้วไม่ตาย​ก็​เลิกทำ ไม่คือไม่​ ไม่มีลดย่อน ไม่มีผ่อนปรน​ ไม่มีเจอกันครึ่งทาง​ เลิกคือหยุด​แล้วไม่ต้องคิดถึงมัน​ ง่ายๆ​ไม่มีอะไรยาก เช่น ชานมไข่มุกเลิกคือเลิก น้ำอัดลม เหล้าเบียร์ หยุดคือหยุด แม้แต่หนึ่งหยดก็ไม่กิน อีกวิธีที่ไม่แนะนำคือ​ทำมันให้สุดโต่งแล้วจะเบื่อไปเอง​ เช่น บังคับตัวเองให้เอาเงินเก็บมาจ่ายๆๆๆให้หมดตัว​แล้วจะคิดได้เอง สุดท้ายก็เบื่อไปเอง
          เกล็ดเล็กเกล็ดน้อยในการลดค่าใช้จ่ายที่เราใช้มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนหลอดไฟไปใช้แบบ LED (เปลี่ยนแล้วค่าไฟลดอย่างน่าตกใจ) เปิดแอร์ 25-26 องศาเท่านั้น หากอากาศหนาวเปลี่ยนไปใช้พัดลมแทน ไม่เสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้ ลดการกินอาหารนอกบ้าน เป็นต้น​สรุปว่าก็คือสิ่งใดที่ลดได้​ลด​ งดได้ก็งด​ เลิกได้ก็เลิกไปเลย​ แต่วิธีเหล่านี้อาจไม่เหมาะสมกับทุกคน

ตั้งงบค่าใช้จ่ายเป็นก้อนๆ​  
          นอกจากเราต้องลดค่าใช้จ่ายแล้ว เราก็ควรป้องกันไม่ให้เผลอใช้จ่ายเกินตัวอีก​ สิ่งที่เราจะทำคือ​เราต้องตั้งงบค่าใช่จ่าย​ และบอกตัวเองอย่างจริงจังว่าจะใช้เงินไม่เกินงบนั้นจริงๆ​

ค่าใช้จ่ายในบ้าน (15%) ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าไวไฟบ้าน มือถือ  
ค่าอาหาร (35%) จ่ายตลาด ค่าสังสรรค์ ค่าขนม ค่าผลไม้
ค่าความสุข (20%) หนังสือ ภาพยนต์ เกมส์ shopping 

          หลังจากตั้งงบประจำเดือนแล้ว เราก็ต้องแตกย่อยงบนั้นๆเป็นงบประจำวัน​ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบค่าอาหาร​ เช่นเราตั้งงบค่าอาหารไว้ที่เดือนละ​ หกพันบาท​เมื่อแตกย่อยลงเป็นรายวันแล้ว เราจะต้องใช่้เงินค่าอาหารไม่เกินวันละ 200 บาท

เคล็ดลับกระเป๋าตุง
- เก็บเงินในกระเป๋าตัง สำหรับใครที่ติดนิสัยพกเงินใส่กระเป๋ากางเกง ต้องเปลี่ยนมาใช้
- กระเป๋าตังได้แล้ว เพราะการจัดระเบียบด้วยกระเป๋าตัง จะช่วยให้เราทราบจำนวนเงินที่มี ลดโอกาสที่เงินจะหล่นหายแนะนำให้พกเงินแค่พอใช้ในหนึ่งวันเท่านั้น เขียนรายการซื้อของก่อนไปซื้อของที่ซูปเปอร์
- ใช้คูปองลดราคาและโปรโมชั่นต่างๆที่มีให้คุ้ม
- สิ่งที่ไม่จำเป็น แม้จะราคาถูกหรือมีส่วนลด ก็ไม่ควรซื้อ
- ระวังรายจ่ายที่ตัดเงินอัตโนมัติรายเดือน จดบันทึกรายจ่ายเหล่านี้ไว้ให้ดี บริการใดที่ไม่ได้ใช้แล้วก็จัดการยกเลิกให้เรียบร้อย
- ท้าทายตัวเองด้วยการใช้เงินวันละไม่เกินร้อยห้าสิบบาท

เก็บทันที เก็บเลย รออะไรอยู่
          เคยได้ยินคำแนะนำที่ว่าให้เก็บเงิน 10% ไหม เก็บเงิน10% รอรวยชาติหน้าเลย เราจึงตั้งใจว่าจะเริ่มต้องเก็บเงิน 20-30% ของรายได้ 
          เราเริ่มต้นด้วยการตั้งเป้าด้วยสิ่งที่อยากได้ สิ่งของราคาแพงที่เราอยากได้​ หรือ​จำนวนเงินเป้าหมายที่เราต้องการเก็บ เพื่อเป็นแรงพลัดดันให้เราเก็บเงินอย่างจริงจัง​ เมื่อเก็บได้ครบก็คงหมดความอยากได้และเสียดายเงินแทน​ วิธีนี้อาจจะไม่ได้ผลกับทุกคน​ ​แต่มันได้ผลดีกับเรา​ เป็นคนโลภนั้นเอง)​
          หากคิดว่าคงทำไม่ได้​ ต้องเผลอแอบเอาเงินไปซื้อของแน่ๆ​ เราก็แนะนำให้คุณ​เก็บเงินก่อนใช้ ได้เงินมาปุ๊บส่งเข้าบัญชีเก็บปั๊บ จะเก็บใส่กระปุกหมูบอบบางใกล้เอื้อมมือไม่ได้​ เราจะต้องเก็บเงินในบัญชีฝากประจำหรือ​ฝากเงินไว้กับบุคคลที่ไว้ใจได้​ เช่น​ ​พ่อแม่​ 
          เราบอกเลยมันไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น​ลุ้น​มากไปกว่าตัวเลขในบัญชีที่เพิ่มขึ้นทุกๆเดือนแล้วล่ะ​ เคล็ดลับสำคัญคือ​ เก็บก่อนใช้​ และเก็บให้ได้มากที่สุดโดยไม่เบียดเบียนตัวเองและคนรอบข้าง

เคล็ดลับ​เล็กๆน้อยๆ
- สะสมธนบัตรชนิด 50 บาท
(หากระหว่างจับจ่ายซื้อของได้รับธนบัตรใบละห้าสิบบาทมา เราจะเก็บสะสมไว้)
- เพิ่มรายได้ ไม่เพิ่มรายจ่าย
- เก็บเงินเพื่อเหตุฉุกเฉิน​ (เทียบเท่ารายจ่ายหกเดือน​)
- เก็บเงินหลายกระปุก

          หากคุณสนใจจะปฏิวัติตัวเองเหมือนเรา​ คุณสามารถเริ่มต้นโดยการเข้าไปศึกษาข้อมูลการวางแผนเงินทองเพิ่มเติมได้ที่ ​https://www.set.or.th/set/financialplanning/home.do?language=th&country=TH


ตอนต่อไป
เก็บเงินก้อนได้แล้ว ซื้ออะไรดี ? บทความต่อไป "สิ่งที่ดีที่สุดที่เงินจะซื้อได้"
https://storylog.co/story/5c4e6b818f6dc83427f25b96



Credit :
Cover Photo by rawpixel on Unsplash
SHARE
Written in this book
ระวังนะ ! ในนี้มีสาระ !
บทความและเรื่องราวที่เราสนใจค้นคว้า สิ่งที่ได้เรียนรู้มา มุมมองควาทคิดของเรา
Writer
DreamTraveller
Writer in making
ยังจำได้เสมอว่าสมัยเด็กอยากเป็นนักเขียน

Comments