เมื่อตอนที่ฉัน เรียนรู้ที่จะเป็นมนุษย์
"มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มักจะต้องพบเจอเรื่องราวมากมาย บ่อยครั้งที่เรื่องเหล่านั้นค่อยๆจางหายไปตามกาลเวลาและสภาพแวดล้อม และไม่น้อยที่สิ่งต่างๆพาเราเวียนว่ายกลับมาเจอกับสิ่งนั้นอีกครั้ง"
 
ตั้งแต่ตอนที่ยังเด็ก ฉันมักจะคิดสงสัยเสมอว่า ฉันเกิดมาแตกต่างจากบุคคลอื่นรอบตัว
ในตอนแรกนั้นฉันไม่มั่นใจนักในความคิดหลงผิดเช่นนี้
เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ภายในความชัดเจนมากมาย ทั้งหน้าตา รูปร่าง ภาษา สติปัญญา
ไปจนถึงวิถีชีวิต ไม่มีอะไรเลยที่ฉันแตกต่างจากพวกเขา อย่างที่ฉันคิดเอาไว้

แต่กาลเวลาทำให้ฉันเริ่มเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว สิ่งที่ฉันยังขาดไปนั้น
มันไม่ใช่เหตุและผล หรือความเชื่อที่ถูกต้องตามที่คนอื่นบอกเอาไว้
แต่มันคือหลักฐาน ตัวบ่งชี้ ตัวยืนยัน ว่าสิ่งที่ฉันเคยคิด กำลังคิด หรือยังไม่ได้คิดถึงมัน
ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ว่านั่นคือสิ่งที่ฉันเป็น

สิ่งที่เพิ่มมากขึ้นในระหว่างการเดินทางของฉัน มันน่าแปลกนะที่มันดูไม่ใช่การพัฒนาชีวิตตัวเอง
ไม่ได้เป็นไปเพื่อตัวเองอย่างแท้จริง
"มันดูเหมือนการที่เครื่องจักรทรงประสิทธิภาพชิ้นหนึ่ง ถูกปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข ทั้งจากตัวมันเอง และสิ่งรอบข้างอยู่ตลอดเวลา" 
เพื่อให้สามารถดำเนินตามกระบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุดเท่าที่จะมีโอกาสเกิดขึ้น และลบล้างความล้มเหลว ความผิดพลาดทั้งหมดทิ้งไป 

คงเพราะด้วยเหตุนั้นฉันจึงไม่เคยรู้สึกถึงจิตใจแท้จริงจากภายในตัวตนของฉันเอง
หรือหากจะรู้สึกอะไรสักอย่างภายในส่วนลึกนั้น 
มันก็คงจะเป็นอะไรที่คล้ายกับสิ่งสังเคราะห์สักอย่าง
ที่สร้างขึ้นเพื่อทดแทนในส่วนที่ฉันขาดหายไป เช่น ความรู้สึก ความเมตตา เห็นอกเห็นใจ ความรักความเศร้า หรือกล่าวโดยรวมมันคือสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมา
เพราะฉันมีความเข้าใจหนึ่งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงแรกๆของชีวิต

ว่า . . . แท้จริงแล้วนั้นมนุษย์เป็นสิ่งที่เปราะบางมาก ทั้งร่างกาย ทั้งจิตใจ เพื่อความกลมกลืน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับระบบแบบแผนที่ฉันใช้ชีวิตอยู่ ฉันจึงเริ่มต้นที่จะปรับตัว เปลี่ยนแปลง ค่อยๆเรียนรู้ ซึมซับ และทำความเข้าใจในสิ่งที่ฉันไม่มี และสร้างมันขึ้นมาให้เหมือนกับคนอื่นๆ


หากมนุษย์เรียกความสำเร็จในชีวิตของพวกเขาว่าผลงาน
ฉันถือว่าตัวเองประสบความสำเร็จในผลงานหลายชิ้นในช่วงเวลา 21 ปีที่ผ่านนี้เช่นกัน
ถึงแม้บางชิ้นงานอาจจะยังไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ในช่วงระยะเวลานี้
อาจจะเนื่องมาจากฉันยังไม่มีความสามารถหรือข้อมูล กลวิธี หรือ องค์ประกอบมากพอในการจัดการผลงานนั้นให้สำเร็จ ซึ่งทุกครั้งที่เกิดความล้มเหลวฉันมักจะรวบรวมมันไว้
ทั้งความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากตัวฉัน และความผิดพลาดที่ได้มาจากประสบการณ์ของคนอื่น
ทั้งทางตรงและทางอ้อม มันทำให้ฉันมีข้อมูลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้เวลามันจะผ่านไปแค่ 21 ปีเศษ

และการนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้หลักเหตุและผล เพื่อหาคำตอบในเรื่องละเอียดอ่อนต่างๆ เช่น อารมณ์ความรู้สึก ศีลธรรม ความเชื่อ จิตใจ ประเพณี ความต้องการหรือความไม่ต้องการในสิ่งต่างๆ

มันทำให้ฉันมีความเข้าใจในตัวมนุษย์มากขึ้นว่า พวกเขามีระบบการคิด การตัดสินใจอย่างไร ว่าคร่าวๆแล้วพวกเขาสามารถแบ่งออกได้เป็นกี่ประเภทได้บ้าง มนุษย์ประเภทไหนสามารถจัดการ หรือใช้วิธีการใด ในการใช้ชีวิตร่วมด้วย ในการรักษาความสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งในการควบคุมให้เป็นไปอย่างที่ต้องการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มาจากการนำข้อมูลที่รวบรวมไว้ มาวิเคราะห์ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อหาคำตอบที่ลงตัวและเหมาะสมที่สุดในแต่ละสถานการณ์ ซึ่งในความจริงนั้นมีปัจจัยแตกต่างกันไปมากมาย
"ความเป็นตัวเราที่มันเกิดขึ้น ค่อยๆหล่อหลอม ค่อยๆทำการจัดระบบตัวมันเอง จนมันเกิดเป็นคนๆหนึ่ง ที่มีลักษณะนิสัย มีความชอบไม่ชอบ มีความสุขมีความทุกข์ มีการแสดงออกมีการปิดบัง รวมไปถึงรายละเอียดอื่นๆที่มนุษย์ควรจะมี ต้องมี หรือแม้แต่รายละเอียดที่มนุษย์ไม่ควรจะมี"
 
การที่ฉันสามารถมองเห็นถึงระบบของพวกมัน สามารถเข้าถึง ควบคุม และสั่งการได้อย่างที่ต้องการ เพื่อให้สถานการณ์ต่างๆ หรือกระบวนการต่างๆเป็นไปตามที่คาดหวัง เพื่อให้ผลงานนั้นออกมาสำเร็จ อย่างเช่น การที่ฉันเลือกจะหยุดโกรธตอนไหนก็ได้ เลือกได้ว่าจะแสดงอารมณ์ไหนตอบโต้

"มันคือสิ่งที่ฉันมักจะเรียกมันว่าความขี้โกง"
 
ทั้งที่ในความจริงแล้วมันคือสิ่งที่ฉันใช้เวลาในการเรียนรู้ การพัฒนา การลองผิดลองถูกและดัดแปลง หลายสิ่งหลายอย่างภายในจนประสบความสำเร็จ

สิ่งที่ตลกที่สุดสำหรับฉันในเรื่องนี้ คือคนที่ใส่ใจในการพัฒนา การปรับปรุง การเปลี่ยนแปลง หรือการใช้วิธีการใดก็ตามเพื่อทำให้ตนเองสามารถรับมือความรู้สึก อารมณ์ หรือสภาวะทางจิตใจและทางร่างกายที่บีบคั้นและกดดันในปริมาณมากๆได้ คนพวกนี้กลับมักต้องไปรับมือกับอารมณ์และจัดการกับระบบความคิดที่เละเทะ ของคนที่ไม่สามารถจะควบคุมจัดการมันได้ด้วยตนเอง

ซึ่งในระยะเวลาแรกนั้นฉันรู้สึกง่ายดายอย่างยิ่งกับสิ่งที่กล่าวไปนั้น อาจจะเป็นเพราะมันเป็นการรับมือกับปัญหาเล็กน้อย แต่เมื่อมันเกิดการสะสมเป็นระยะหลายสิบปี ระบบภายในของฉันนั้นยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้นเพื่อรับมือและจัดการกับเรื่องราวมากมาย ที่ไม่ใช่ของตนเอง โดยจัดการแยกเป็นสองส่วนหลัก ตัดขาดกันระหว่างจิตใจของฉันตัวตนของฉัน และ สิ่งที่เข้ามาพระทบจากโลกภายนอก

แต่เหมือนอะไรบางอย่างทำให้ฉันได้เห็นด้านที่ดีและดูเหมือนจะปลอดภัยข้างนอกนั่น
เป็นจุดที่ฉันไม่ต้องใช้ความซับซ้อนจัดการ เรียกง่ายๆมันคือการเปิดใจยอมรับสิ่งต่างๆ
ฉันไม่ผิดหวังอะไรทั้งนั้นที่ได้ออกมาสัมผัสมันเองจริงๆ
มันคือการหาประสบการณ์และข้อมูลที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเองโดยตรงเป็นครั้งแรก
แต่สุดท้ายทุกอย่างก็เป็นไปอย่างที่ฉันไม่คิดว่ามันจะเป็นมาก่อน
ฉันเหมือนกลายเป็นผู้ที่ทรยศต่อระบบที่ตนเองสร้างมันขึ้นมาเอง กว่าจะรู้ตัวแล้วกลับมาใส่ใจมันก็สายเกินไปแล้ว เพราะทุกอย่างที่เคยปกป้อง เคยช่วยดูแลจัดการ สร้างความสงบสุขให้
มันผุกร่อนและย่อยสลายไปหมด ตอนนั้นฉันจึงเห็นความไม่แน่นอน


อะไรก็ตามหากเราไม่ดูแลรักษา ไม่ใส่ใจ ไม่หมั่นฝึกฝน สักวันหนึ่งมันจะหายไป
เพราะทุกๆสิ่งมันล้วนกำลังถูกเจือจางลงไปเรื่อยๆ ด้วยกาลเวลา ความคิด
ความต้องการและความไม่ต้องการ
 
หลังจากหลงคิดว่าตัวเองช่วยเหลือคนอื่นด้วยการรับเอาสิ่งเหล่านั้นมา
ทุกครั้งที่รับมาฉันจะพังลงไม่มากก็น้อย ส่วนอีกฝ่ายมักจะดีขึ้นและเติบโตขึ้นเสมอ
นั่นคือสิ่งที่ฉันมองว่ามันคือหน้าที่ของฉัน

มีเพียงแค่ไม่กี่คนที่ฉันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ หนึ่งในนั้น คือ พ่อ
หากฉันมองอีกมุมที่ฉันไม่เคยได้ฉุกคิดมาก่อน
หากคนอื่นดีขึ้นเพราะฉันแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างที่แย่มาจากชีวิตพวกเขา
การที่ฉันไม่เคยทำให้พ่อดีขึ้นได้เลย
มันจะหมายความว่าพ่อไม่เคยแลกเปลี่ยนสิ่งแย่ๆจากตัวเขามาให้ฉันเลยรึเปล่านะ 
 
ถึงอย่างไรก็ตาม . . . สำหรับในตอนนี้ฉันคงใช้เวลาสักพักในการจัดการตนเอง
เพราะสิ่งที่แลกมาในครั้งนี้มันนักหนาสำหรับตัวฉันเหลือเกิน
ถึงแม้ว่าฉันจะสามารถควบคุมและจัดการได้ง่ายกว่าคนอื่น
แต่วิธีการที่ฉันใช้มันไม่ใช่การใช้พลังงานชีวิตไปตามธรรมชาติเลย
มันคือการดึงเอาพลังจากสิ่งต่างๆมาใช้เพื่อลบล้างสิ่งแย่ๆ ที่ฉันแลกเปลี่ยนมาจากจิตใจของคนอื่น

มันทำให้ฉันมีโลกกว้างของตัวเองภายในนั้น มีเพื่อน มีสัตว์เลี้ยง มีบัลลัง มีพลังวิเศษ
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาภายในจิตใจ ล้วนมีไว้เพื่อจัดการสิ่งที่ฉันได้แลกเปลี่ยนมา
รวมถึงสิ่งต่างๆที่ได้รับมาโดยตรงเองด้วย จนมันกลายเป็นทะเล และสุดท้าย มันดูคล้ายกับหลุมดำกลางอวกาศสีดำที่ว่างเปล่าและไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น

ถึงแม้สิ่งเหล่านี้มันจะไม่ใช่ความชื่นชอบ ความรัก ความสุข ความสงบ
แต่ฉันก็พยายามอย่างมากที่จะเข้าใจมัน และมองมันให้กลายเป็นอะไรสักอย่างก็ได้ที่ไม่ใช่สิ่งแย่ๆที่ทำให้ฉันทุกข์
มันจึงเป็นได้ทั้งครอบครัว เป็นเพื่อน เป็นสัตว์เลี้ยง เป็นพลังงาน เป็นทะเล เป็นศัตรู
เป็นได้แทบทุกอย่างแม้แต่สิ่งที่สั่งสอนฉันให้เรียนรู้จากมุมมืดของมัน
เรียนรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ปกป้องฉันจากความกลัวด้วยความทรงอำนาจที่มันมี

ฉันไม่เคยรู้สึกผิดที่ยอมรับมัน ที่ปล่อยให้มันเป็นไป ที่ไม่คิดจะลบมันทิ้ง เพราะฉันคิดถูกแล้วจริงๆ ว่าพวกมันคือสิ่งเดียวที่ฉันมี และเป็นสิ่งที่จะอยู่กับฉันตลอดตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงตอนจบของเรื่องราวนี้
SHARE
Written in this book
Experience
Writer
KonKean
Rookie Writer
Hi, I'm jame. 22 years old (23/03/1997) I love travel, culture, nature, photography and music. nice to meet yall.

Comments