ข่าวร้าย
“อ้าวมาแล้วเหรอ รัน นั่งก่อนสิ” สุภาพสตรีผมซอยสั้นวัยใกล้ ๆ เลขสี่ เอ่ยทักผู้ใต้บังคับบัญชาที่เดินเข้ามาในห้องของเธอ ดูก็รู้ว่าผมของเธอผ่านการไดร์แต่งทรงมาด้วยความพิถีพิถัน วิธีการดูแลทรงผมตัวเองนั่นยิ่งสะท้อนว่ารูปแบบการทำงานของเธอคงเต็มไปด้วยความเอาใจใส่ละเมียดละมัย เข้าใกล้กับความสมบูรณ์แบบไม่มากก็น้อย

“เห็นน้องแอร์ เลขาฯ บอกว่าพี่เล็กเรียกพบผมเหรอครับ”ผู้ชายวัยสามสิบต้น ๆ รูปร่างสูงโปร่ง กำลังนั่งลงต่อหน้าเธอ ในขณะที่เธอกำลังเปลี่ยนความสนใจจากงานบนโต๊ะเป็นคนที่กำลังนั่งอยู่เบื้องหน้าเธอ “เล็ก” ค่อย ๆ ถอดแว่นตาออก ประสานมือเข้าด้วยกันแบบที่เธอชอบทำเวลาคุยกับคนอื่น ยิ้มทักทายบาง ๆ แล้วจึงเริ่มบทสนทนากับ “รัน”

“เธอจำการนำเสนองานจากฝ่ายบัญชีการเงินเมื่อต้นเดือนได้ไหม รัน?”

“ครับพี่ ที่ว่าผลประกอบการภาพรวมบริษัทปีที่ผ่านมาโตไม่เป็นไปตามที่หวังไว้สักเท่าไร แล้วก็เรายังมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นหลายเรื่อง ผู้บริหารคงจะปวดหัวกันไม่น้อย” ถึงอย่างนั้นฝ่ายของเล็กและรัน รวมถึงทีมงานที่เขาดูแลก็ยังบรรลุเป้าหมายทุกอย่างที่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่ต้นปี จึงไม่ค่อยรู้สึกเดือนร้อนอะไรมากมายนัก

“อืม... นั่นละ บวกกับเรื่องไม่คาดฝันใหญ่ ๆ อีกเรื่องนึง เมื่อวานในที่ประชุมกรรมการผู้จัดการเลยมีนโยบายเร่งด่วนลงมา ว่าเราจะระงับการขึ้นเงินเดือนพนักงานที่จะมีในเดือนนี้เอาไว้ก่อน และอาจจะรวมถึงการจ่ายโบนัสประจำปีด้วย ...จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากผู้บริหารอีกครั้งหนึ่ง” เล็กไม่ทันจบบทสนทนาดี คนที่นั่งตรงข้ามก็ตั้งคำถามทันที
 
“อ้าวทำไมล่ะครับ? ถึงผลประกอบการจะไม่เข้าเป้าแต่บริษัทเราก็ได้กำไรเพิ่มขึ้นไม่น้อยถ้าดูแค่ผลประกอบการ ความจริงแล้วปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะของฝ่ายเรายิ่งต้องบอกว่าเราทำได้เกินเป้าเกือบทุกตัวนะครับ” รันยิงคำถามทันทีด้วยความไม่เข้าใจ อาจเป็นเพราะเขาทำงานกับผู้หญิงคนนี้มานาน ตั้งแต่เข้าทำงานใหม่ ๆ เสียด้วยซ้ำ จนไม่ค่อยจะมีพิธีรีตองหรือความเกรงใจมากมายนัก ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังปฏิบัติต่อเจ้านายคนนี้ด้วยความเคารพรักมาโดยตลอด

“พี่เข้าใจ และก็เห็นใจน้อง ๆ ทุกคนนะ แต่ว่าเรื่องนี้เป็นนโยบายเร่งด่วนลงมาจากผู้บริหาร บริษัทของเรากำลังประสบปัญหา รันก็คงพอจะได้ยินมาบ้างแล้ว” เล็กพยายามอธิบาย เธอรู้ดีว่าลูกน้องของเธอคนนี้เป็นชายหนุ่มที่ไฟแรง รู้จักกาลเทศะ แต่ก็ตรงไปตรงมามากพอที่จะตั้งคำถามในสิ่งที่ตนเห็นว่าไม่ถูกต้อง บางคนอาจมองว่าเขาเป็นตัวปัญหา ทำงานด้วยลำบาก

ด้วยความที่รันเป็นคนเก่งจึงมักมีคำถามตลอดเวลาที่ผู้บังคับบัญชาสั่งงาน แต่สำหรับเล็กแล้ว รันคือเพื่อนร่วมงานที่ดีมากคนหนึ่ง ไว้ใจได้ ทุกอย่างที่เขาทำก็เพราะหวังผลเลิศในทุกงาน รันยังเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง และเมื่อได้เป็นหัวหน้าที่มีน้อง ๆ ภายใต้การดูแล เขาก็ยังคงทำงานได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึงสามารถบริหารคนและสร้างแรงบันดาลใจให้กับทีมงานของเขาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

“ผลการปฏิบัติงานประจำปีก็แจ้งออกไปแล้ว น้อง ๆ ของผมตอนนี้ทราบดีว่าเขาได้ผลการประเมินอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาย่อมคาดหวังเงินเดือนที่จะเพิ่มขึ้น นี่ยังไม่นับโบนัสที่พวกเขาควรจะได้จากการทำผลงานในปีที่ผ่านมานะครับ” รันพยายามอธิบายเหตุผลของความลำบากใจ และทำไมเขาถึงต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม

“ผมเข้าใจดีครับว่านี่เป็นนโยบาย แต่เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ปฏิบัติงานด้วยหรือเปล่าครับ? ตอนเริ่มทำโครงการ เรามีการประกาศชัดเจนถึงผลตอบแทนหรือแรงจูงใจอื่นร่วมด้วย วันนั้นก็มีการคุยกันเป็นมั่นเป็นเหมาะ ซึ่งผมก็ยังคุยกับพี่อยู่เลย ใช่ไหมครับ?” น้ำเสียงของเขาไม่ได้แฝงอารมณ์โกรธไว้ด้วย แต่ก็หนักแน่นชัดเจน และเป็นจริงทุกคำพูด

“ใช่ วันนั้นพี่ก็จำได้ แต่นี่เป็นเหตุการณ์ที่เราไม่ได้มีการเตรียมตัวล่วงหน้านี่รัน” เล็กพยายามโน้มน้าว และใช้คำอธิบายที่นุ่มนวลที่สุด

"ด้วยความเคารพนะครับ ผมคงต้องขอคำอธิบายที่ชัดเจนกว่านี้เพื่อจะได้ไป..." รันพยายามจะพูดแต่ก็ถูกขัดเสียก่อน
 
“พี่อยากจะให้รันช่วยสื่อสารกับน้อง ๆ ก่อนในวันนี้ แล้วเดี๋ยวพี่จะเชิญทั้งฝ่ายมาคุยกันพรุ่งนี้อีกครั้งหนึ่ง ตอนนี้พี่ว่าข่าวลือมันคงรั่วมาระดับหนึ่งแล้วล่ะ แต่พี่อยากให้พวกเขาได้รู้เรื่องจากปากพวกเรามากกว่า”

“พี่เล็กครับ การที่ผู้บริหารทำแบบนี้ผมว่าไม่ค่อยยุติธรรมกับพวกเราเลยครับ การที่ตัดสินใจเรื่องแบบนี้ได้มันน่าจะต้องมีสัญญาณมาก่อนล่วงหน้า มาบอกกันหลังประเมินสรุปผลงานไปแล้ว ไม่ใจร้ายกันไปหน่อยหรือครับ?” รันพยายามหาต้นสายปลายเหตุ และความเหมาะสม อย่างน้อยเขาก็จะได้ไปบอกกับผู้ใต้บังคับบัญชาได้ว่าเหตุการณ์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นนี้มันเกิดขึ้นเพราะเหตุใด ยังไงก็ต้องหาจำเลยของเรื่องนี้ให้ได้

“พี่ไม่ต้องการจะโทษใครหรอกนะ ทุกคนก็พยายามกันอย่างสุดความสามารถแล้ว การที่เราจะกล่าวโทษใครโดยที่ไม่ได้รับรู้ถึงสถานะที่เขากำลังเป็นอยู่ก็คงไม่ใช่เรื่องที่แฟร์กับฝั่งที่ถูกกล่าวหาเช่นกัน" เล็กเอ่ย เว้นวรรคสั้น ๆ แล้วกล่าวต่อ

"และถ้าจะมาคนผิดกันตอนนี้พี่ว่าคงไม่ได้อะไรขึ้นมา ...เอาเป็นว่า รันไปบอกน้อง ๆ ตามนี้แล้วกัน ตอนนี้ก็เที่ยงแล้ว ไปทานข้าวก่อนเถอะ” เมื่อบทสนทนาเหมือนจะสิ้นสุดลง รันจึงรับคำเบา ๆ แล้วเดินออกมาจากห้องผู้อำนวยการฝ่าย 
 


รันเดินไปทานข้าวที่ห้องอาหารด้วยความไม่สบายใจ เขาจะต้องพูดกับลูกน้องอย่างไรดี เขานั่งทานข้าวไปก็คิดไป ปกติเขามักจะทานข้าวคนเดียวอยู่แล้ว ด้วยหน้าที่และภาระงาน และบางครั้งก็เป็นเพราะความคล่องตัว

“เฮ้ย... แหม่ ทำหน้าเครียดแบบนี้ รู้เรื่องแล้วล่ะสิ?”

ผู้ชายหน้ากลมใส่แว่นคนหนึ่งเดินเข้ามาแตะบ่าของรันที่กำลังนั่งครุ่นคิดพร้อม ๆ กับเคี้ยวข้าวไปด้วย เขาเงยหน้านิดหนึ่ง
 
“เออสิวะ ไอ้ชัย แกอยู่ฝ่ายบุคคลนี่หว่า เตรียมตัวรับคำร้องเรียนได้เลย ฉันพนันว่าวุ่นวายแน่ ๆ” รันแหงนมองหน้าแล้วก็ทักออกไป ชัยอยู่ฝ่ายบุคคล แน่นอนว่าเพื่อนคนนี้ต้องรู้อะไรก่อนเขาดีไม่ดีคงอยู่ในห้องประชุมเมื่อวานนี่ล่ะ เพราะเขาต้องเขาไปสนับสนุนข้อมูลห้กับฝ่ายตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งชัยก็ดูเหมือนอยากจะหาคนระบายสักคนความลับที่คับอยู่ในอกนี้เหลือเกิน
 
“ก็มันช่วยไม่ได้นี่หว่า กรรมการเข้าว่ามาอย่างนี้ ฝ่ายฉันก็ไม่อยากจะทำเรื่องอย่างนี้เข้าที่ประชุมนี่หรอก โคตรอึกอัด บ่นกับลูกน้องก็ไม่ได้...”

“มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอวะ นี่มันยังไม่ถึงช่วงที่เศรษฐกิจขาลงขนาดนั้นเลยนะ”

“เออ เรื่องนี้มันเพิ่งมาเมื่ออาทิตย์ก่อน แกรู้ใช่ไหมว่าเรามีคดีความค้างอยู่ บริษัทเราโดนคู่สัญญาฟ้อง ไอ้โครงการที่เราเคยคุยกันเมื่อสองสามปีก่อนนั่นล่ะว่ามันแปลก ๆ ตั้งกะตอนศึกษาความเป็นไปได้แล้ว ไม่รู้สุดท้ายแล้วแบ่งกันไม่ลงตัวหรือยังไง พวกเลยฟ้องกลับเสียนี่”

ชัยเล่าถึงโครงการที่เขากับรันเคยเอามานั่งถกเถียงกันถึงความไม่ชอบมาพากล ตอนแรกมันเกือบจะหลุดมาในมือของเขา ถ้าไม่ได้เล็กซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายปฏิเสธไปเสียก่อน

“โดนหนักเลยเหรอวะ?”

“ก็ใช่น่ะสิ ตอนนี้พวกกฎหมายไม่ได้หลับไม่ได้นอน แทบจะอยู่ที่บริษัท 24 ชั่วโมงแล้วเนี่ย เพราะว่าเริ่มมีสัญญาณเบื้องต้นมาว่า อย่างเบา ๆ เราก็โดนเป็นหลักร้อยล้าน ไม่รวมดอกเบี้ย”

“หา!! ร้อยล้านบาทนี่กำไรทั้งปีของบริษัทยังไม่ได้เลยนะ” ธุรกิจของเขามีขนาดโครงการค่อนข้างใหญ่ แต่อัตราส่วนของผลตอบแทนไม่ค่อยจะสูงเท่าไร จึงต้องอาศัยปริมาณเข้าสู้ ทำให้ได้เยอะ ๆ แทน

“เออสิวะ ฝ่ายฉันก็แทบจะคลั่งอยู่นี่แหละ เพราะว่าโดนบีบมาอีกทีเหมือนกันว่าต้องหาทางเตรียมตัวกับค่าใช้จ่ายพวกนี้ที่จะเข้ามา โดนกันทั้งหมดนั่นแหละ หวยเลยมาตกที่ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร เพราะว่าเป็นอัตราส่วนไม่น้อยเลยเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายทั้งหมดของบริษัท” ชัยพรั่งพรูออกมา

“ก็ใช่สิ บริษัทเราใช้คนทำงาน งานที่ขายได้ก็มาจากมันสมองของพนักงาน ไม่ได้ขายของทั่วไปนี่นะ” รันกล่าวลอย ๆ
 
“แต่ก็นะ ไอ้รัน ฝ่ายแกโคตรเจ๋งเลยว่ะ ปกติเห็นเงียบ ๆ เมื่อวานนี่ไฟแลบเลย” ชัยพูดถึงการประชุมเมื่อวานที่ผ่านมา

“พี่เล็กน่ะเหรอ ทำไมวะ?”

“ปกติเขาไม่ค่อยพูดอะไรเยอะนะ แต่เมื่อวานพี่แกเขากดไมค์พูดตอนที่กรรมการลงความเห็นว่าจะระงับการปรับเงินเดือนกับโบนัส เขาบอกว่าทางออกนี้ควรเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่จะหยิบยกมาพูดคุยกัน เขาเล่าถึงผลตอบแทนที่พนักงานควรได้รับจากผลงานที่ได้ทุ่มเทมา ตามที่แกก็คงเห็นจากที่พวกบัญชีการเงินมาเล่าใช่ไหมล่ะ...เออ นั่นแหละ เขาบอกว่ามันไม่แฟร์กับผู้ปฏิบัติงานเลย อย่างน้อย ๆ ก็ปรับขึ้นเงินเดือน แต่ระงับโบนัสก็ได้ เอาจริง ๆ ฉันก็ว่ามันก็น่าจะยังพอมีวิธีการอื่นอยู่บ้างละนะ แม้จะลดไม่ได้เยอะเท่านี้ก็เถอะ”

“โห... เหรอวะ?” รันรู้สึกมีก้อนอะไรสักอย่างจุกขึ้นมาที่ลำคอ ซึ่งคงไม่ใช่อาหารที่เขาเพิ่งจะกลืนไปเมื่อสักครู่แน่ ๆ

“ที่เจ๋งกว่านั้นนะ พี่เล็กแกแทบจะสร้างศัตรูขึ้นมาทั้งห้องด้วยประโยคนี้เลยล่ะ ...พี่เขาหันไปถามทาง CFO ว่า ถ้าเกิดระงับการจ่ายเงินเดือนของผู้บริหารระดับสูงทั้งบริษัทสักระยะหนึ่งจะยังสามารถจ่ายโบนัสให้พนักงานได้หรือไม่ อุวะ! ให้มันได้อย่างนี้สิ” ชัยเล่าเรื่องอย่างออกรสชาติ พลางหันซ้ายขวาว่าไม่มีใครได้ยินในสิ่งที่เขาพูด

“โห ฉันละยอมใจจริง ๆ นี่ไม่ใช่แค่ไม่ขอขึ้นเงินเดือนนะเว้ย แต่ไม่จ่ายไปเลย เพื่อให้พวกเราอย่างน้อยก็ได้โบนัสเป็นรางวัลสำหรับงานหนักทั้งปีที่ผ่านมา โคตรใจเลย” ชัยพูดพลางผ่อนลมหายใจยาว เขาทำงานฝ่ายบุคคลมาก็นาน แต่ก็ไม่บ่อยที่จะได้เห็นการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวท่ามกลางวิกฤตเช่นนี้

“เออ ก็สมกับเป็นพี่เขาล่ะนะ” รันพูดเบา ๆ พร้อมกับก้มหน้าจัดการอาหารในจานของตัวเองที่ยังเหลืออยู่ เขาเริ่มรู้สึกละอายในบทสนทนาของเขากับผู้อำนวยการฝ่ายเมื่อก่อนทานข้าว

“สุดท้ายผลลัพธ์ก็เคาะแบบที่แกรู้มาแล้วละมั้ง โดนกันทุกคน ผู้บริหารระดับฝ่ายทุกคนถูกขอความร่วมมือให้งดปรับขึ้นเงินเดือนในปีนี้ และงดรับเงินเดือนเป็นเวลา 3 เดือน พนักงานที่เหลือระงับปรับขึ้นเงินเดือนชั่วคราว ซึ่งนั่นทำให้เราพอจะมีสภาพคล่องเพียงพอกับการเตรียมตัวแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องโบนัส ฉันแว่ว ๆ มาว่าคงจะมีแหละ แต่อาจไม่มากเท่าแต่ก่อนเท่านั้นเอง ...เฮ้อ เหนื่อย คงต้องดูกันต่อไป”

“อืม ฉันก็คงต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นละนะ ขายงานให้ได้มากขึ้น ประหยัดหน่อย จะได้มีเงินมาช่วยจ่ายโบนัสไง ดีไหม ฮ่ะ ๆ ๆ” รันพูดติดตลก

“เออดีแล้ว ฉันจะได้เอาไปโปะหนี้บ้านด้วย ฝากด้วยนะท่านหัวหน้าใหญ่” ชัยรับมุก

รันลุกขึ้นจากโต๊ะทานข้าว พร้อม ๆ กับชัย จากนั้น เขาเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานพลางลำดับความคิดในหัวตัวเองก่อนจะยกหูโทรศัพท์พอนาฬิกาบอกเวลาเริ่มงานช่วงบ่าย
 
“น้องตองเหรอครับ พี่ขอเชิญประชุมทีมงานหน่อยครับ ...ครับ ตอนนี้เลยครับ”

พี่เขาสู้จนถึงที่สุดแล้วนี่... ต่อไปคงต้องเป็นตาของเราบ้างละนะ


//จบตอน// 
SHARE
Writer
BrianLP
Writer Apprentice
นักหัดเขียน หัดประดิษฐ์ข้อความ จากความคิดสร้างสรรค์ ประสบการณ์ ความรู้สึก และความทรงจำ

Comments