Google มีผลยังไงกับความจำของเราบ้าง
ถ้าถามว่าเว็บไซต์อะไรที่มีคนเข้ามากที่สุดในโลก อาจจะมีคนจำนวนมากรู้คำตอบว่าคือ Google.com แต่ถ้าถามต่อไปว่า แล้วโลโก้ Google แต่ละตัวอักษรใช้สีอะไรบ้าง คงมีไม่กี่คนที่ตอบถูก

Google ถือเป็นเครื่องมือที่สะดวกที่สุดในการหาคำตอบ ทุกวันนี้เราต่างใช้ google กันแทบทุกครั้งเวลาที่เราเจอปัญหาที่คิดไม่ออก และไม่ใช่แค่ปัญหายากๆที่ทำให้เราต้องกด google เท่านั้น แม้แต่ปัญหาง่ายๆ อย่างเช่น คำว่า rather แปลว่าอะไร เรายังจะใช้ google

คำว่า rather ไม่ใช่ศัพท์ที่หายาก มันเป็นศัพท์ทั่วไปที่เราเจอบ่อยๆในข่าวหรือบทความภาษาอังกฤษ แต่บางทีเราก็มักจะลืมพวกศัพท์ธรรมดาๆพวกนี้บ่อยๆ เหมือนกับที่เราเข้า google ทุกวันแต่จำสีโลโก้ของมันไม่ได้

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น หรือว่าเรากลายเป็นคนหลงลืมกันมากขึ้น ?

คำตอบก็เป็นเพราะ google นั่นเอง ความสะดวกสบายที่ Google มอบให้กับเรา ทำให้เรามีแนวโน้มที่จะลืมข้อมูลที่สามารถพบได้จากการหาในอินเตอร์เน็ต ซึ่งปรากฎการณ์นี้เรียกว่า Google effect 
Google effect ทำให้เราลืมรายละเอียดของข้อมูลที่เราค้นหา ยิ่งค้นหาง่าย ยิ่งทำให้เราลืม แต่อย่างไรก็ตามเรายังจำได้ว่าข้อมูลที่เราต้องการหานั้นมันอยู่ที่ไหน 

ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนที่เราหาข้อมูลใน google เท่านั้น แต่มันรวมถึงกรณีที่เราบันทึกข้อมูลบางอย่างลงในคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนด้วย 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ เราหลายๆคนจะจำเบอร์โทรศัพท์กันไม่ค่อยได้ นั่นก็เพราะเรารู้ว่าเราสามารถหาเบอร์โทรได้ในโทรศัพท์ ถ้างั้นแล้วเราจะเสียเวลาจำเบอร์โทรกันไปทำไม

Google effect ทำให้เราเลือกที่จะจำแค่อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ระหว่างรายละเอียดของข้อมูลหรือที่อยู่ของข้อมูล และจากการวิจัยก็พบว่าคนส่วนใหญ่จำได้แต่เพียงที่อยู่ของข้อมูลเท่านั้น ส่วนคนที่จำได้ทั้งสองอย่างก็มีแต่มีจำนวนน้อย

ตัวอย่างเช่นผมเคยเซฟลิ้งค์วิธีแกะปูไว้เมื่อนานมาแล้ว จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้เปิดเข้าไปอ่านซักที (ตอนนี้ก็เลยยังแกะไม่ค่อยเป็น) แต่ผมก็ยังจำได้ว่าเซฟลิ้งค์ไว้ที่ไหน 
สาเหตุที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์นี้ก็เพราะข้อมูลที่มีจำนวนมหาศาล แต่ความสามารถในการรับข้อมูลเรามีจำกัด เราจึงต้องทำการคัดเลือกข้อมูลโดยใช้เกณฑ์สองข้อคือ ข้อมูลไหนมีค่าพอที่จะจำและข้อมูลไหนที่คู่ควรแก่การทำความเข้าใจ แต่การที่เรารับรู้ว่ามีตัวช่วยจำที่คอยเก็บข้อมูลทุกอย่างโดยที่ไม่ต้องทำเอง ทำให้เราลดคุณค่าเกณฑ์สองข้อนี้ลงไปและละเลยการเรียนรู้ข้อมูลที่เราพบเห็น

คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราเข้าถึงคำตอบได้ มันเป็นเหมือน "ความจำร่วม (Transactive memory)" ที่เราไม่ต้องใช้ความพยายามในการจดจำข้อมูลเพราะเราใช้สิ่งเหล่านี้เป็นตัวเก็บข้อมูลให้เราแทน

ความจำร่วมไม่ได้ใช้กับคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่รวมถึงผู้คนที่เรารู้จักด้วย สมมติคุณเป็นคนไม่ค่อยชอบจำเส้นทาง แต่คุณมักจะเดินทางไปกับเพื่อนที่คุ้นเคยเส้นทางอย่างดี ทุกครั้งที่คุณเดินทาง คุณก็มีแนวโน้มที่จะถามทางเพื่อนบ่อยๆ ผลคือคุณก็จำเส้นทางไม่ได้ซักที แต่คุณก็ไม่เป็นกังวลเพราะถ้าไปผิดทาง เดี๋ยวเพื่อนคุณก็เตือนเอง 

Google effect อาจจะทำให้เรารู้ที่อยู่ของข้อมูลก็จริง แต่บางทีก็ต้องกลับมาคิดว่ามันทำให้ความคิดสร้างสรรค์ของเราลดลงรึเปล่า ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ซึ่งมันหมายถึงตัวรายละเอียด ไม่ใช่ที่อยู่ของข้อมูล ดังนั้นหนังสือเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์หลายๆเล่มจึงบอกให้เราถอยห่างออกจากหน้าจอ และออกไปหาประสบการณ์นอกบ้าน

นอกจากนั้นถ้าเกิดสมมติว่าเราขาดอินเตอร์เน็ตแล้วล่ะก็ ก็น่าคิดว่าความสามารถในการคิดวิเคราะห์คงจะลดน้อยลงไปด้วย เพราะเราแทบไม่ได้ทำความเข้าใจกับข้อมูลที่เราพบเจอเลย ถ้างั้นบางทีเราควรลดการหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตแล้วหันมาอ่านหนังสือกันบ้าง เหมือนคนรุ่นปู่อย่าง Warren Buffett 
Warren Buffett นักลงทุนระดับตำนานซึ่งอายุตอนนี้ก็ปาเข้าไป 88 ปีแล้ว แต่ก็ยังทำงานและตามล่าหากิจการชั้นเลิศอยู่ Buffett คงเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ค่อยได้รับผลจาก Google effect และน่าจะมีความจำดีมากกว่าคนรุ่นใหม่หลายๆคน

Buffett ไม่ได้หาข้อมูลการลงทุนจากในคอมพิวเตอร์แต่เขาหาจากการอ่านหนังสือพิมพ์และรายงานประจำปีของแต่ละบริษัท ถ้าถามว่าจะเริ่มศึกษาหุ้นตัวไหนดี เขาก็จะบอกว่าเริ่มที่ A แล้วจบลงที่ Z

Buffett ไม่ได้ใช้โปรแกรมแพงๆมาช่วยคำนวณว่ากิจการที่เขาเล็งไว้ควรซื้อราคาที่เท่าไหร่ แต่เขาใช้เครื่องคิดเลขธรรมดาๆและประสบการณ์อันโชคโชนของเขาในการคิดวิเคราะห์ ดังนั้นถ้าคอมพิวเตอร์ของเขาเสีย ก็ไม่มีผลอะไรกับการซื้อกิจการของเขา

ในเรื่องการลงทุนถือเป็นสิ่งที่ Buffett ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เขาจึงไม่พึ่งพาความจำร่วมเหมือนกับผู้อื่น เขาตัดสินใจได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องรอถามว่าตัดสินใจแบบนี้จะดีมั้ย 

เราเองก็ควรทำแบบ Buffett เช่นกัน ถึงแม้ว่า Google effect จะทำให้เราเลือกที่จะจำแต่ที่อยู่ของข้อมูล แต่มันก็ถือเป็นวิธีจัดการความจำแบบหนึ่งเพื่อไม่ให้สมอง(อันขี้เกียจของเรา) ทำงานหนักมากเกินไป 

แต่ถ้าเรื่องไหนเป็นเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตเราจริงๆ เราก็ควรเลือกที่จะจำรายละเอียดและทำความเข้าใจกับมันจะดีกว่า
พอดีผมส่งบทความเรื่อง "myAgro ช่วยเกษตรกรให้หลุดพ้นความยากจนด้วยระบบเติมเงินมือถือ" ที่เคยเขียนใน Storylog เข้าแข่งขันในงาน Techsaucier of the Year และเข้ารอบ 5 บทความสุดท้ายซึ่งวัดผลกันด้วย Like กับ Share

ขอให้เพื่อนในที่นี้ช่วยกันกดโหวตให้หน่อยนะครับ โดยกด Like&Share ผ่านลิ้งค์นี้ โหวตได้ถึงวันที่ 31 มกราคม 2562
https://www.facebook.com/techsauceTH/photos/pb.651699931624315.-2207520000.1548148329./1886369944823968/?type=3&theater

ขอบคุณครับ :D
ข้อมูลอ้างอิง : https://en.m.wikipedia.org/wiki/Google_effect
https://www.scienceabc.com/eyeopeners/what-is-the-google-effect.html



SHARE
Writer
Stikpost
Readaholic / INFJ
เพจนี้เป็นเหมือน sandbox ของผมครับ เอาไว้ฝึกปรือการเขียน เอาไว้ทดลองเขียนแนวคิดต่างๆ เอาไว้แบ่งปันสิ่งที่ผมพบเจอ เพราะงั้นบางทีเนื้อหาอาจจะมีหลายๆแนว หวังว่างานเขียนของผมจะมีประโยชน์และทำให้ผู้อ่านเพลินไปกับมันนะครับ

Comments