Mary Oliver: การจากไปของกวีผู้หนึ่ง

Tell me, what is it you plan to do
With your one wild and precious life? 


Mary Oliver เสียชีวิตแล้วค่ะ

หลังจากต่อสู้กับโรคมะเร็งมาหลายปี สุดท้าย เธอก็จากไปด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในบ้านพักของเธอที่ฟลอริด้าด้วยวัย 83 ปี

เราทราบข่าวการจากไปของเธอเมื่อเช้าวันจันทร์ ขณะฟังพ็อดคาสต์รายการประจำเพื่อเริ่มต้นสัปดาห์ ก็ได้ทราบข่าวว่า Mary Oliver กวีหญิงชาวอเมริกันได้จากพวกเราไปแล้วในวันที่ 17 มกราคม 2019

เธอเป็นคนเก็บตัว และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเล็กๆ ใช้ชีวิตกับคนรักที่เป็นช่างภาพอยู่ด้วยกันมาตลอด 40 ปี เธอชอบใช้เวลาว่างไปเดินเล่นในป่าแถวบ้าน ป่าแห่งนั้นเป็นที่ให้เธอได้สำรวจธรรมชาติและสำรวจลึกเข้าไปในจิตใจ

ทั้งที่เป็นคนเก็บตัวขนาดนี้ แต่เธอเป็นหนึ่งในยอดกวีแห่งยุค



1

ถ้าเปรียบเธอเป็นนักร้อง Mary Oliver คือตำนานที่มีชีวิตของจริง โลดแล่นอยู่ในวงการถึง 50 กว่าปี นับตั้งแต่ออกผลงานรวมบทกวีนิพนธ์เล่มแรก No Voyage and Other Poems ในปี 1963 ขณะอายุ 28 ปี และยังคงออกผลงานต่อเนื่องสม่ำเสมอจวบจนเสียชีวิต แทบทั้งหมดเป็นกวีนิพนธ์ มีสองเล่มเป็นหนังสือเรื่องการเขียนบทกวี และสามเล่มเป็นรวมบทความที่เธอเคยเขียนไว้ตามที่ต่างๆ

ผลงานรวมเล่มกวีนิพนธ์ชิ้นที่ 4 ของเธอทำให้เธอได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ และเล่ม New and Selected Poems ในปี 1992 ทำให้เธอได้รับรางวัน National Book Award และนับแต่นั้น เธอก็ได้รับรางวัลทางการประพันธ์มากมาย รวมทั้งรางวัลเกียติคุณต่างๆ ในฐานะผู้สร้างผลงานศิลปะ

กวีนิพนธ์ของ Mary Oliver เป็น blank verse (กลอนเปล่า/ไร้ฉันทลักษณ์) ลักษณะคล้ายบทสนทนา ไม่ใช้ลูกเล่นทางการพิมพ์ใดๆ ส่วนมากพูดถึงธรรมชาติและจิตวิญญาณ เธอใช้ธรรมชาติเป็นฐานเข้าสู่สิ่งที่ลึกซึ้งกว่า สูงกว่า 
Mary Oliver ชอบเข้าป่าไปเดินเล่น ดูนก ดูเห็ด ดูผีเสื้อ หมาจิ้งจอก นกฮูก ดอกทานตะวัน ต้นโอ๊ค แม่น้ำ เนื้อหาของบทกวีจะพูดถึงสิ่งเล็กน้อย แต่เป็นรายละเอียดที่ละเอียดไม่น่าเชื่อ ถ่ายทอดออกมาด้วยคำตรงๆ ง่ายๆ แบบที่คนทั่วไม่คาดคิด หากแต่มีพลังสั่นสะท้านจิตใจผู้อ่านอย่างฉับพลัน

Ruth Flanklin นักเขียนบทความของ The New Yorker บอกว่า “งานเขียนของเธอทำให้คนอ่านได้รับประสบการณ์การปลดปล่อยทางจิตวิญญาณ ซึ่งก่อนอ่าน คนอ่านไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าจะเจอเข้ากับอะไร”

งานเขียนของเธอให้ความรู้สึกโรแมนติกและเชื่อมโยงจิตวิญญาณกลับคืนสู่ธรรมชาติ ผลงานของเธอมักถูกเปรียบเทียบกับ Walt Whitman และ Robert Forst ส่วนในแง่ใฝ่สันโดษ แยกตัวออกจากสังคม ใช้ชีวิตเรียบง่ายสมถะในเมืองเล็กที่เธอสามารถไปเดินเล่นในป่าใกล้บ้านได้ ชวนให้นึกถึงอุดมคติชนิดหนึ่งที่อเมริกันชนแสวงหา อุดมคติที่เรียกว่า Walden อย่างที่ Henry David Thoreau เคยจุดประกายไว้

ลองมาดูตัวอย่างผลงานสุดฮิตตลอดการสองชิ้นของเธอค่ะ The Summer Day และ Wild Geese

(ขออภัยถ้าแปลไม่สวยงามหรือผิดพลาดประการใดด้วยนะคะ)



- The Summer Day –
วันในฤดูร้อน

ใครคือผู้สร้างโลก
ใครคือผู้สร้างหงส์และหมีดำ
ใครคือผู้สร้างตั๊กแตน
ตั๊กแตนนี้ ที่ฉันหมายถึง
คือตัวที่บินว่อนออกจากพงหญ้า
ตัวที่กัดกินน้ำตาลจากมือของฉัน
ตัวที่ขยับขากรรไกรขึ้นหน้าถอยหลัง แทนที่จะยกขึ้นยกลง
ตัวที่จ้องมองมาผ่านดวงตามหึมาแสนซับซ้อนคู่นั้น
ตอนนี้ มันยกแขนสีซีดจางขึ้นเช็ดถูทั่วใบหน้า
ตอนนี้ มันกรีดปีกกางออกและบินจากไป

ฉันไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วคำอธิษฐานคืออะไร
ฉันรู้เพียงวิธีเฝ้าสังเกต วิธีร่วงหล่น
ลงสู่ผืนหญ้า วิธีคุกเข่าลงสู่ผืนหญ้า
วิธีที่ไม่ต้องทำอะไร แต่ก็มีความสุขได้ วิธีเดินทอดน่องไปทั่วทุ่ง
ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ฉันทำมาตลอดทั้งวี่วัน
บอกฉันสิ มีอะไรอื่นอีกที่ฉันควรทำ
ไม่ใช่ว่าทุกอย่างสุดท้ายแล้วก็จบลงด้วยความตาย และจบเร็วเกินไปหรอกเหรอ?
บอกฉันสิ ว่าอะไรคือสิ่งที่คุณตั้งใจจะทำ
กับชีวิตเปี่ยมเสรีแสนมีค่าหนึ่งเดียวนี้



- Wild Geese –
ห่านป่า

คุณไม่จำเป็นต้องเก่ง
คุณไม่จำเป็นต้องคลานเข่า
เป็นร้อยไมล์ตัดผ่านทะเลทราย เพื่อสำนึกผิด
แค่ปล่อยให้ร่างกายสัตว์ที่อ่อนโยนของตัวคุณ
รักในสิ่งที่มันจะรัก
เล่าให้ฉันฟังสิ เรื่องราวความเศร้าของคุณ แล้วฉันจะเล่าเรื่องราวของฉัน
ในขณะที่โลกดำเนินต่อไป
ในขณะที่ดวงอาทิตย์ และเมล็ดกรวดใสของสายฝน
กำลังเดินทางข้ามผ่านดินแดน
ผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่และป่าลึก
ภูเขานานาและแม่น้ำหลายสาย
ในขณะที่ห่านป่า อยู่สูงขึ้นไปรับอากาศสะอาดบนฟ้า
กำลังมุ่งหน้ากลับบ้านอีกครั้ง
ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม ไม่ว่าจะเหงาสักเพียงไหน
โลกนี้จะเป็นไปตามจินตนาการของคุณ
โลกเพรียกหาคุณเหมือนกับห่านป่า เสียงกระด้างและตื่นเต้น
ซ้ำแล้วซ้ำอีก มันประกาศบอกที่ทางของคุณ
ท่ามกลางมวลหมู่สรรพสิ่ง



2
แม้จะชอบธรรมชาติ และกวีนิพนธ์ของเธอเล่าเรื่องราวในธรรมชาติ แต่ทว่าชีวิตของ Mary Oliver นั้นไม่ได้สวยงามปลอดโปร่งไปเสียทั้งหมด

เหตุผลแท้จริงว่าทำไมผู้หญิงคนหนึ่งจึงชอบไปเดินเล่นคนเดียวในป่าตั้งแต่ยังเด็ก พกหนังสือของ Walt Whitman ติดไปเป็นเพื่อนและสมุดจดหนึ่งเล่มหากนึกถ้อยคำอะไรออกได้ ความจริงคือ เธอถูกพ่อแท้ๆ ของตัวเองล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่เด็ก และมีแม่ที่ไม่เคยสนใจว่ามีอะไรเกิดขึ้น

สำหรับเธอ ธรรมชาติเป็นสิ่งที่เข้าใจง่ายกว่า ในโลกที่ห้อมล้อมด้วยธรรมชาตินั้น เธอไม่ต้องเป็นเด็กบ้านแตก ไม่ต้องอยู่กับพ่อที่ทำให้เธอหวาดกลัว ไม่ต้องอยู่กับแม่ที่ไม่เคยใยดี

Mary Oliver เริ่มเขียนบทกวีตั้งแต่อายุ 13 สร้างโลกของเธอคือมาด้วยถ้อยคำ 
สำหรับเธอ “การเขียนบทกวีคือการช่วยชีวิต”



ตั้งแต่เด็กมาแล้ว Mary Oliver เชื่อในพระเจ้า แต่เธอสงสัยว่าองค์กรศาสนาเชื่อถือได้สักเพียงไหน สำหรับเธอ ธรรมชาติทำให้เธอเชื่อและหลงใหลได้มากกว่า เพราะธรรมชาติมีวัฎจักรของการตายและการเกิดหมุนเวียนไม่รู้จบ การเดินเล่นในป่ากลายเป็นว่า เธอพัฒนาเทคนิคที่กลายมาเป็นเครื่องหมายการค้าของตัวเอง การเฝ้าสังเกตสิ่งละอันพันละน้อยทีเกิดขึ้น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม เธอเพียงเฝ้าดู รอให้สิ่งเหล่านั้นปรากฏ เช่นเดียวกับ Rumi หนึ่งในนักเขียนคนโปรดของเธอ Mary Oliver ผสมผสานชีวิต จิตวิญญาณ เข้ากับ “วัตถุ” ไม่ว่าจะเป็นการไปเจอกวาง, จุมพิตของคนรัก, หรือลูกแมวแรกคลอด

“เฝ้าสังเกต นี่คืองานจริงจัง และเป็นงานที่ไม่มีวันจบสิ้นของเรา” เธอกล่าว
 

หนึ่งวันให้จากเรียนจบไฮสคูล Mary Oliver ก็ไปจากบ้านของตัวเองในปี 1953 เธอขับรถไป Steepletop ตรงชานเมืองนิวยอร์คติดกับรัฐแมสซาชูเซท ตรงนั้นเป็นบ้านเดิมของกวีหญิง Edna St. Vincent Millay เธอกลายมาเป็นเพื่อนของ Norma (พี่/น้องสาว) ของ Edna และใช้ชีวิตที่นั่นอยู่ 6-7 ปีช่วยตระกูล Millay ทำหนังสือพิมพ์

ในปลายยุค 50 Mary Oliver ได้พบรักกับ Molly Malone Cook ช่างภาพที่มีอายุมากกว่าเธอ 10 ปี ทั้งคู่ย้ายไปอยู่ด้วยกันที่เมืองเล็กๆ ที่ Provincetown รัฐแมสซาชูเซท ทั้งสองอยู่ที่นั่นจน Cook เสียชีวิตลงในปี 2005

งานเขียนของ Mary Oliver ก็จะวนเวียนอยู่กับสถานที่ไม่กี่แห่งใน Provincetown แม้ว่าเธอจะมีงานสอนหนังสือในวิทยาลัยหลายที่ แต่เธอก็แทบไม่เคยไปไกลจากเมืองที่เธอรักเป็นบ้านนี้เลย

มีคนเคยถามว่าเธอไม่อยากออกไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ บ้านเหรอ ไปดูสิ่งนั้น ไปดูสิ่งนี้

Mary Oliver เขียนตอบไว้ในหนังสือรวมบทความชื่อ Long Life เมื่อมีคนถามเช่นนั้น เธอจะยิ้มและตอบว่า “อยากไปสิ เป็นบางครั้งนะ” แล้วก็เดินเข้าไปในป่า ไปยังบึงแห่งเดิม อ่าวที่ต้องประกายแดดแห่งเดิม สถานที่เล็กน้อยเหล่านี้ ที่เล็กกว่าการเขียนเครื่องหมาย , (คอมมา) ลงบนแผนที่โลก แต่สำหรับเธอ “ที่เหล่านี้คือความหมายของสรรพสิ่ง”

ในกวีนิพนธ์ช่วงแรกๆ มีการเขียนถึงวิธีหาอาหารไว้ด้วย ไม่ว่าจะเก็บหอยแมลงภู่ หอยตลับ เห็ดหรือเบอร์รี่ 
ไม่ใช่ว่าเธอชอบกินหรือออะไรหรอก เพียงแต่เมื่อเธอและ Cook เริ่มต้นอยู่ด้วยกัน ทั้งคู่ยากจนมาก คนทั้งคู่จำเป็นต้องหาอาหารเลี้ยงปากท้องด้วยวิธีนี้



3

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าผลงานแทบทั้งหมดของ Mary Oliver เป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติ แต่ผลงานบางส่วนไม่ได้สว่างไสวเช่นนั้น

ผลงานรวมกวีนิพนธ์เล่มที่ 5 Dream Work (1986) ถือได้ว่าเป็นชิ้นงานที่ดีที่สุดตลอดกาล ตามความเห็นของ Ruth Franklin คำนิยามผลงานเล่มนี้คือ การประสานเสียงประหลาดจากต้นทางไร้รูปลักษณ์ซึ่งน่าจะเกิดจากฝันร้าย ชิ้นงานนี้บอกเล่าความกลัวความทุกข์ทรามานที่ Mary Oliver มีต่อพ่อของตัวเองและการล่วงละเมิดทางเพศ ความหนาแน่นอึดอัดในหนังสือเล่มนั้นเป็นการยื้อยุดฉุดกระชากระหว่างความผิดบาปกับความศรัทธา มีการพูดถึงการฆ่าตัวตาย

น้ำหนักการเล่าระดับนี้พบเห็นได้ใน American Primitive รวมบทกวีนิพนธ์เล่มที่ 4 ที่ส่งให้เธอได้รางวัลพูลิตเซอร์ ทั้งเล่มอุดมไปด้วยบทกวีที่พาเธออกนอก comfort zone ของตัวเอง ไม่ว่าจะเรื่องราวในซากซ่องโสเภณี หรือการไปเยี่ยมไข้คนรักที่โรงพยาบาล งานเขียนลักษณะนี้ในระยะหลัง สามารถพบเห็นได้ใน The Fourth Sign of Zodiac บทกวีที่ถ่ายทอดเรื่องราวเมื่อเธอถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอด



4

หลังจากใช้ชีวิตใน Provincetown 40 กว่าปี เมื่อคนรักเสียชีวิต Mary Oliver จึงย้ายมาอยู่ที่ฟลอริดา และต้องปรับตัวมากพอดู เธอเป็นกึ่งๆ เซเล็บ กึ่งๆ คนดังประจำหมู่บ้าน เธอพยายามทำตัวไม่ให้โดดเด่น คนจะได้ไม่มาทักเพื่อว่าจะได้อยู่คนเดียว ก็สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง

เธอบอกว่า “ไม่มีหรอก ความรู้สึกของการเป็นชนชั้นสูง ไม่มีอะไรแตกต่างเลย”

เธอเล่าว่า เช้าวันที่เธอทราบข่าวว่าตัวเองได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ เธอยังไปเดินเตร่แถวที่ทิ้งขยะประจำเมือง เพื่อมองหาวัสดุมามุงหลังคาเธออยู่เลย


งานเขียนของ Mary Oliver ไม่ได้เป็นที่ถูกใจนักวิจารณ์ทุกสำนัก แต่เธอก็ยังเป็นกวีที่มีชื่อเสียงที่สุดในอเมริกา มียอดขายติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ต่อเนื่อง มีแฟนๆ ที่คอยติดตามผลงาน ไม่ว่าจะเป็นโอปรา วินฟรีย์, กวินเนธ พัลโทรล, ฮิลลารี คลินตัน และศิลปินหลากหลายสายอาชีพ หากไปอ่านบทความหรือข่าว เราจะเห็นคำต่อท้ายชื่อของ Mary Oliver ว่าเธอคือกวีที่เป็นที่รักของผู้คน

Ruth Franklin ให้เหตุผลเอาไว้ด้วยว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

“เพราะบทกวีของ Mary Oliver ไม่ได้เข้าใจยาก งานของเธอเข้าถึงได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ และนั่นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เธอเป็นที่รักของนักอ่านมากมาย เราไม่ต้องรู้สึกว่าต้องไปเข้าคอร์สอบรมเพื่อจะได้มาตีความอ่านงานนของเธอให้เข้าใจ งานเขียนของเธอมันส่งตรงเข้ามาหาเราเลยในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง”



5

ครั้งหนึ่ง Mary Oliver ได้เขียนบทกวีเกี่ยวกับความตายว่า

เมื่อความตายมาเยือน ฉันอยากพูดได้ว่า: ตลอดชีวิต
ฉันได้สมรสมกับความอัศจรรย์
เป็นเจ้าสาวที่โอบกอดโลกนี้ไว้เต็มอ้อมแขน
เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง ฉันไม่อยากต้องมาสงสัย
ว่าที่ผ่านมา ได้ใช้ชีวิตทำอะไรจริงจังและจริงแท้ลงไปบ้าง
ฉันไม่อยากเห็นตัวเองทอดอาลัย หวาดกลัว
หรือเต็มไปด้วยข้อโต้แย้ง
ฉันไม่อยากจบทุกอย่างลงเพียงแค่ว่าได้แวะผ่านมายังโลกใบนี้


การจากไปของกวีคนหนึ่ง ทำให้เราหวนนึกถึงการใช้ชีวิตของตัวเอง
Mary Oliver สอนให้เราเฝ้าสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วน (Pay Close Attention, very very close) และใช้ชีวิตเรียบง่ายสมถะ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตหรือการเขียน ( Be Clear. Don’t use fancy words.)

พักผ่อนให้สบายนะคะ
ขอบคุณสำหรับถ้อยคำงดงามมากมายที่ได้ฝากไว้ให้โลกใบนี้



แด่นักเขียนทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่
ขอให้ทุกท่านสุขภาพดีและแข็งแรงค่ะ


nananatte
23.01.2019



ป.ล. โพสต์ตอนนี้ทำเป็นพ็อดคาสท์แล้ว สามารถติดตามรับฟัง sit down and write podcast ได้ทาง spotify, itunes, apple podcast และ podbean ค่ะ



Feature Image: Rachel Giese Brown

Source:
Ana Fota – The New York Times (2019) – Mary Oliver, 83, Prize-Winning Poet of the Natural World, is Dead
Ruth Franklin – The New Yorker (2017) – The Art of Paying Attention
Stephanie Burt – The New Yorker (2019) – Mary Oliver’s deep, direct love for the world

SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments