My first half marathon
ต้องออกตัวก่อนนะครับ ว่าผมไม่ใช่นักวิ่งอะไร แบบมือสมัครเล่นมาก ๆ คนที่เขาวิ่งกันเป็นอาชีพ อาจจะอ่านแล้ว รู้สึกว่าอะไรมันจะขนาดนั้น half marathon นี่มันขนมกรุบ ของเขาเลย

แต่ก็ยังอยากเล่าอยู่ดี ผมคิดว่าส่วนใหญ่คนที่วิ่งมาราธอน ก็ต้องเคยวิ่ง half marathon (21.1 กิโลเมตร) มาก่อน และคงจำความรู้สึกนั้นได้

เรื่องมันเริ่มต้นแบบนี้ครับ (เห็นป่ะ เวอร์วัง อลังการมาก 555)

แต่ก่อนผมไม่เคยวิ่งเลย ไม่เคยสนใจด้วย คุณพ่อเป็นคนชอบวิ่งออกกำลังกาย ชวนผมมาหลายรอบ ผมปฏิเสธอย่างเดียว คิดในใจด้วยว่า วิ่งทำไมเนี่ย มันเหนื่อย แถมเบื่ออีกต่างหาก

แต่ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบออกกำลังกายนะ แต่ชอบเตะบอล ตีแบด แบบนี้มากกว่า ไหน ๆ จะเหนื่อยทั้งที มันต้องสนุกด้วยสิ

และแล้ว ก็มาถึง moment ที่ไปตรวจร่างกาย แล้ว ค่าไขมันมันเกินกำหนด แถมมีไขมันเกาะตับ ทำให้ตับอักเสบอีกต่างหาก

หมอก็บอกว่า วิธีที่ดีที่สุดคือลดน้ำหนัก แต่ก็นั่นแหละ ผมว่าทุกคนก็รู้ แต่มันทำไม่ได้ไง 555

ผมก็เลยคิดถึงการออกกำลังกายมา ครั้นจะไปนัดเพื่อนเตะบอลทุกวัน มันก็คงไม่ได้ ตีแบด ก็ยาก เพราะมันก็ต้องมีคนตีด้วย แต่ขืนไม่ออกกำลังกาย ร่างกายเราก็แย่แน่ ๆ
 
ก็เลยคิดว่า เอาล่ะ วิ่งก็ได้ฟะ แล้วก็ออกวิ่ง

ใหม่ ๆ บอกได้ว่าแค่ 3 กิโลเมตร ก็เหนื่อยแฮ่กแล้ว คิดในใจ ไม่สนุก ๆ แต่ก็ไม่อยากเลิก อ้อ ลืมบอก นี่คือเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
 
วิ่งได้สักสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งเอง เพราะเวลาจะวิ่งที ก็ต้องขับรถไปสวนสาธารณะ ก็ขี้เกียจ เอาเป็นว่าวินัยเรื่องนี้ แทบไม่มีเลย เละเทะมาก

ต่อมา ย้ายบ้าน เมื่อสักประมาณปีกว่าแล้ว ตอนนี้เริ่มกลับเข้าสู่ Mode การวิ่งมากขึ้น เพราะที่บ้านใหม่ วิ่งในหมู่บ้านได้สะดวก เรียกว่าใส่รองเท้าแล้วออกวิ่งได้เลย

ก็วิ่งหมู่บ้านเรื่อย ๆ ได้สักเดือนละ 80 กิโลเมตร ระยะวิ่งเพิ่มเป็น 5 กิโลเมตรละ แต่บอกเลยว่าวิ่งได้ช้าสุด ๆ Pace ปาไป 8 หรือ 9 โน่น ฮึดสุด ๆ คือ 7 ไม่เคยเร็วกว่านั้น (ในระยะ 5 กิโลเมตรนะ)

สัปดาห์หนึ่งวิ่งได้สัก 4 วันมั้ง และก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะวิ่งให้ได้ 1,000 กิโลเมตร ซึ่งปีนี้ก็ทำสำเร็จแล้ว

เคยมีบางวัน อากาศดี ๆ เคยวิ่งไปได้เต็มที่ 10 กิโลเมตรก็มีเหมือนกัน แต่นับครั้งได้เลย ส่วนใหญ่วิ่งแค่ 5 กิโลเมตรก็พอ

ปีนี้ น้องชายเคยชวนไปวิ่งในรายการวิ่งครั้งหนึ่ง ก็เป็นครั้งแรกด้วย ก็ลงระยะ 10 กิโลเมตรนี่แหละ หมดแรงสุด ๆ เลย แต่ก็วิ่งจบนะ Pace ไม่ต้องถาม รู้สึกรายการนั้น ระยะ 10 กิโลเมตร แต่วิ่งจริง ๆ 12 กิโลเมตร มากสุดในชีวิตการวิ่งละ

เกริ่นมาซะยาว แล้ว First half marathon มันมาไงเนี่ย

คือเมื่อคืนนี้ นั่งคิดเป้าหมายแบบ OKRs ของปีหน้าอยู่ คิดตอนกำลังจะหลับว่า เออ ปีหน้า ตั้งเป้าหมายอะไรดีหว่า เพราะจะเอาไปเขียนใน Blog และพูดใน Podcast วันสิ้นปี

พอมาถึงเรื่องออกกำลังกาย ตอนแรกก็คิดว่า เอาว่า ตั้งเป้าเหมือนเดิมดีกว่า คือ วิ่งให้ได้ 1,000 กิโลเมตร แต่คิดไปคิดมา เอ เราทำได้แล้วนี่หว่า เอาให้มันมากขึ้นไหม ก็ OKRs นี่มันต้องตั้งแบบ Moonshot ดิ ในใจก็เลยคิดว่า งั้นสัก 1,200 กิโลเมตรดีกว่า แค่นี้ก็โหดแล้ว (สำหรับผม) คือได้สักเดือนละ 100 กิโลเมตร ก็น่าจะพอ

แต่มีแว้บนึง คิดว่า เอ หรือว่า ตั้งว่า เราจะวิ่ง Half marathon ให้ได้สักครั้งดี แต่คิดแล้ว ก็คิดใหม่ว่า อย่าเลย เอาแค่วิ่ง 10 กิโลเมตร ให้ได้บ่อย ๆ ก่อนค่อยว่ากัน เสร็จแล้วก็หลับ…

ตื่นขึ้นมา ก็มานั่งขีด ๆ เขียน ๆ อะไรสักพัก ตามปกติที่ทำ วันนี้วันเสาร์ด้วย ไม่ได้ไปไหน เผลอลืมไป ปกติจะออกวิ่งเช้ากว่านี้ พอกำลังจะออกวิ่ง ภรรยาบอกกินข้าวไหม เสร็จแล้ว ก็ลังเล แต่ก็กินก็ได้ เพราะหิว 555

กว่าจะออกวิ่งก็เกือบ 8 โมง แต่ตอนเช้ามันครึ้ม ๆ อากาศไม่ร้อน ก็พอได้ ปกติ 8 โมงนี่กลับเข้าบ้านแล้วนะ

ยังไม่มีสัญญาณใด ๆ เกี่ยวกับ Half marathon ทั้งสิ้น

ก็วิ่งไปตามปกติเรื่อย ๆ ฟัง Podcast ที่ตัวเองพูด (คนอะไร พูดเอง ฟังเอง) แต่จริง ๆ นะครับ ฟังทุกตอนด้วย อยากรู้ว่า พูดรู้เรื่องไหม ตกหล่นอะไรไปไหม หรือเสียงมันชัดไหม จะได้ปรับปรุง

ฟัง Podcast ตัวเองจบ ก็ฟัง Podcast Mission to the Moon ของคุณรวิศต่อ อันนี้ฟังทุกวันเป็นประจำอยู่แล้ว ยังไม่ทันจบ ก็ครบระยะ 5 กิโลเมตรแล้ว

ตอนนั้นก็คิดว่า เอ วิ่งต่ออีกนิดดีกว่า เพราะ Podcast คุณรวิศยังไม่จบ ฟังให้จบ แล้วค่อยเลิก วันนี้แดดไม่ร้อนด้วย…

ก็วิ่งต่อไปได้ระยะทางรวมสัก 6 กิโลเมตร Podcast คุณรวิศก็จบ ในใจยังคิดอยู่เลยว่า คุณรวิศนี่เก่งเนอะ มีวินัยสูงมาก และยังจำ moment ได้ว่า แกเคยวิ่ง Marathon ครั้งแรก ในสวนสาธารณะที่ญี่ปุ่น แบบวิ่งเอง

และแล้ว อยู่ดี ๆ ความคิดมันก็เข้ามาในหัว…

หรือว่า เราเอาบ้างดีกว่าป่ะเนี่ย วิ่ง Half marathon ก็พอ แต่ก็คิดกลับไปกลับมาว่า เห้ย วิ่งมากสุดที่เคยทำคือ 12 กิโลเมตร Half marathon มัน 21 กิโลเมตรไม่ใช่เหรอ เวอร์ไปป่ะเนี่ย…

แต่เนื่องจากเวลาผมวิ่ง ผมจะวิ่งในหมู่บ้าน 1 รอบ อยู่ที่ประมาณ 4 กิโลเมตรกว่า ๆ เกือบ 5 กิโลเมตร และตอนที่คิดนี่ก็อยู่ไกลบ้านละ ก็เลยคิดว่า ก็วิ่งไปเรื่อย ๆ ก่อน ไม่ต้องคิดไรมาก เดี๋ยวถึงบ้านก็คิดอีกที…

พอวิ่งมาถึงบ้าน ตอนนั้นระยะทางสัก 8 กิโลเมตรละ ก็เริ่มสับสน เอาไง ๆ กลับเข้าไปบ้านดีป่ะเนี่ย (วันนี้โชคดีที่กินข้าวเช้ามาก่อนวิ่ง ซึ่งปกติไม่ได้กิน ถ้ายังไม่ได้กิน รับรองว่าคงหิว และเข้าบ้านชัวร์) วิ่งผ่านหน้าบ้านไปละ คิดอีกว่า เอาสัก 10 กิโลเมตรละกัน ส่งท้ายปีเก่าหน่อย…

Podcast ฟังจบหมดแล้ว จะฟังอะไรดี เอา Audiobook ดีกว่า ผมมี Audiobook เล่มหนึ่งที่ฟังค้างอยู่ ชื่อ Profitable Podcasting คือตั้งแต่ทำ Podcast ก็เลยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำ Podcast ด้วย (แต่เป็น Audiobook คือใช้ฟังเอา)

ก็ฟังไปเรื่อย ๆ จนถึงระยะ 10 กิโลเมตร คราวมาอีกแล้ว ความลังเล คือเอาไง ๆ เลิกดีไหม และต้องบอกว่า ตอนนี้แดดเริ่มร้อนขึ้นแล้ว…

คิดต่อไปอีก เอ เราเคยวิ่ง 12 กิโลเมตรนี่หว่า ขอวิ่งอีกหน่อย ให้ทำลายสถิติตัวเองก็พอมั้ง

ก็เลยวิ่งต่อไปอีก…

อ้อ ระหว่างวิ่ง มีน้ำกับขนมพร้อม คือไม่ได้เตรียมมาหรอกนะครับ เพราะตอนออกไปเนี่ย กะวิ่งแค่ 5 กิโลเมตรเท่านั้น แต่เส้นทางการวิ่งมันผ่าน 7-11 และมีเงินติดไป 100 บาท (คือปกติ ชอบวิ่งไปซื้อของกินตรงหน้าหมู่บ้าน 555 อย่าบอกคุณหมอผมนะครับ)

ก็เลยแวะเข้า 7-11 ซื้อน้ำเกลือแร่ดื่ม และมีแวะซื้อหมูปิ้ง 3 ไม้ กินด้วยอีกต่างหาก

ยังคิดในใจเลยว่า โห เหมือนงาน event เลยนะเนี่ย ไม่ต้องไปไหนแล้ว วิ่งในหมู่บ้านเรานี่แหละมีซุ้มของกินด้วย (เพียงแต่ต้องจ่ายเงินเอง แต่จะว่าไปก็ถูกกว่าไปวิ่งในงานนะ)

ครบ 12 กิโลเมตรเรียบร้อย เอาไงต่อดีเรา…

บอกเลยครับ กำแพงตรงนี้สำหรับผม มันหินสุด ๆ คือมันไม่มี Milestone เหลืออยู่อีกแล้ว คือทำลายสถิติตัวเองไปแล้ว และออกไปนอก comfort zone ด้วย เพราะไม่เคยวิ่งมากกว่านี้มาก่อน…
 
เสียงในหัวทยอยเข้ามาเพียบ เช่น

“คือจะวิ่งเอาโล่ห์เหรอพี่ เข้าบ้านมาตรวจข้อสอบดีไหม”
“ตอนนี้แดดร้อนมากแล้วนะ (อันนี้ร้อนจริง) เดี๋ยวก็เป็นลมไปหรอก”
“ถ้าไม่เคยซ้อมมา วิ่งเยอะเกินไปเดี๋ยวเจ็บแล้วจะยุ่งนะ (อันนี้ก็จริงนะครับ)”

ถึงตรงนี้ ขอบอกก่อนว่า ตรงนี้เราต้องรู้ตัวเองด้วยนะครับ ถ้ามันไม่ไหว ต้องหยุดนะครับ อย่าฝืน อย่ามาแบบ เห้ย ฉันต้องทำให้ได้ เพราะการวิ่งนี่ถ้าฝืนมากไป อันตรายถึงชีวิตเช่นกัน

แต่ส่วนตัว ผมวิ่งมาประจำ ตอนนั้น ถามว่าเหนื่อยไหม ก็พอได้นะ ไม่ได้มากอะไร

ก็เลย เอาล่ะ ลองลุยดูสักที…

ต้องบอกว่ากิโลเมตรที่ 12 ถึง 13 ของผม เป็นกิโลเมตรที่ยาวที่สุดในการวิ่งแล้ว เพราะมันเต็มไปด้วย เหตุผลที่ผมควรจะเลิก…

และแถมว่า มันร้อนสุด ๆ ด้วย ตอนนั้น ไม่ได้ดูนาฬิกา แต่ด้วย Pace 9 วิ่งไป 12 กิโลเมตร มันต้องใช้เวลาไปกว่าชั่วโมง 40 นาที ตอนออกมาก็เกือบ 8 โมงแล้ว คือมันใกล้ 10 โมงแล้วนี่หว่า…

แดดร้อนของจริงครับ คราวนี้ เข้า 7-11 ซื้อน้ำเป็นว่าเล่น (คือรอบหนึ่งประมาณ 4 กิโลเมตรที่ผมจะเจอ 7-11) พนักงานมองหน้าทำนองว่า พี่บ้าป่ะเนี่ย 10 โมง แดดร้อน ยังวิ่งทำไม…

มีรถขับผ่านไป ผมก็คิดในใจว่า เขาคงคิดว่าไอ้นี่ต้องบ้าแน่ ๆ ร้อนขนาดนี้ ยังมาวิ่งอีก

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่ขาไม่ปวด ไม่อะไรทั้งสิ้น (คนที่เป็นนักวิ่งคงคิดเนอะ แหมวิ่งแค่นี้ มันจะปวดอะไร)

ฟัง Audiobook ไปเรื่อย ๆ ดูระยะทางอีกที 16 กิโลเมตรแล้ว เหลืออีก 5 กิโลเมตร…

นี่เป็นอีกครั้งที่ความคิดจะล้มเลิก เข้ามาอีก เพราะร้อนจริง ๆ ครับ

“นี่ถ้าเป็นลมมา จะเป็นไง ไม่ใช่งาน Event นะ มันไม่มีคนช่วย” (ซึ่งก็ต้องระวังนะครับ ถ้าใครจะทำแบบนี้ ต้องรู้ตัวเองจริง ๆ )

แต่ก็คิดในใจว่า ก็เดี๋ยวเราวิ่งผ่านบ้าน บ้านใกล้แค่นี้ ไม่ไหวก็เดินเข้าบ้าน…

แต่บอกจริง ๆ ว่าตอนกิโลเมตรที่ 17 คืออยากเลิกแล้วล่ะ ร้อนเกินไปแล้ว แดดเปรี้ยงมาก ๆ คิดในใจ เอาไว้วันหลังตื่นตี 4 มาวิ่ง น่าจะดีกว่านี้ (และแนะนำจริง ๆ นะครับ คนจะวิ่งยาว ๆ ตื่นเช้า ๆ มาวิ่งดีกว่าเยอะ อย่ามาเริ่มวิ่งแบบผม ไม่ดีต่อสุขภาพเลย ขอบอก)

แต่ มีจุดเปลี่ยนอีกอย่าง…

ตอนที่คิดว่าจะเลิก หนังสือที่ฟังอยู่ ก็กำลังจะจบ เขาดันมีเรื่องเล่าของซิลเวสเตอร์ สตาโลน ดาราชื่อดัง…

เรื่องมันมาทำนองว่า ตอนแรกสตาโลน จนมาก จนกระทั่งต้องขายสุนัขของตัวเอง แต่ไม่ย่อท้อ จนกระทั่งประสบความสำเร็จ…

และหนังสือเล่มนั้นที่ผมกำลังฟังอยู่ จบด้วยคำว่า Never Give Up โห มาจังหวะนี้เลยทีเดียว…

เอาก็เอา อีกแค่ 4 กิโลเมตรเอง… แต่ความร้อนมามากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมันจะ 11 โมงแล้ว…

ความคิดอยากเลิกมาตลอดนะ แต่ผมเริ่มใช้วิธีทักทายกับความคิดอยากเลิก… แบบประมาณว่า พอคิดว่าจะเลิก ก็บอกว่า สวัสดีเพื่อน เราเข้าใจว่านายเป็นห่วง แต่เราว่า เราพอได้ ขอบคุณนะที่เตือน…

บางทีคิดไปคิดมา เอ้ย หรือว่า หลอนแล้ว เริ่มคุยกับตัวเองแล้วเรา 555 ใครมีประสบการณ์แบบนี้ มาช่วยแชร์หน่อยก็ได้นะครับ

และแล้ว โทรศัพท์ก็ดังขึ้น… ลูกโทรมา บอกแม่ (คือภรรยาผมนั่นแหละ) ถามว่า จะวิ่งไปถึงไหน เดี๋ยวก็เป็นลมหรอก 555

เลยต้องกลับไปบอกว่า ยังไหวนะ ถ้าไม่ไหว สัญญาว่าจะเลิก…

แต่ 3 กิโลเมตรหลัง ผมวิ่งใกล้ ๆ บ้านแล้ว ไม่อยากไปไกล เพราะเผื่อไม่ไหวมา ยังมีคนอยู่ใกล้ ๆ …

และแล้ว ก็มาถึงกิโลเมตรที่ 20 มาตรงนี้ คิดในใจว่า จบแน่ ๆ อีก 1 กิโลเมตร Pace มาจากไหนก็ไม่รู้ เร็วเชียว…

เดาว่า คนวิ่งมาราธอน คงมีอารมณ์นี้เหมือนกันมั้ง เดาเอานะครับ

ตอนนั้น เปิด Google search เลยว่า Half marathon ระยะจริง ๆ คือเท่าไร คือไม่อยากให้พลาดไปแบบขาดไป 100 เมตรไรแบบนั้น…

ก็เลยรู้ว่า ระยะจริง ๆ 21.0975 กิโลเมตร ผมก็เลยวิ่งสัก 21.1 กิโลเมตร

แล้วก็จบซะที …

ถามว่า แล้วรู้สึกอย่างไร เคยมีคนบอกว่า ตอนวิ่ง Half ครั้งแรก เข้าเส้นชัย แล้วร้องไห้เลย…

แต่ ผมไม่มี moment แบบนั้นเลยนะ มีอย่างเดียวคือ ร้อนมากกกก มันเกือบจะ 11 โมงครึ่ง คือจะเที่ยงอยู่แล้ว…

และก็ไม่ได้มีความรู้สึกว่า อยากจะวิ่งมาราธอนต่ออะไรแบบนั้นนะ ส่วนตัวเลยนะ ผมว่าการวิ่งระยะไกลแบบนี้ ไม่ใช่การออกกำลังกายที่เราควรทำ มันหนักไป (ยกเว้นคนชอบ คนรักการวิ่ง และเตรียมตัวมาพอ อันนั้นก็อีกเรื่องนะครับ)
 
อีกอย่าง เน้นเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วไม่รู้ คือร่างกายต้องพร้อม ถ้าไม่ไหวอย่าฝืน วันก่อน เห็นคุณรวิศเขียน เรื่องที่แกไปวิ่งที่สิงค์โปร์แล้วไม่จบ ที่เรียกว่า DNF หรือ Do Not Finish เพราะแกว่ิ่งแล้วรู้สึกไม่ไหว…
 
คนอื่นมาให้กำลังใจว่า ไม่เป็นไร เอาไหม เป็นบทเรียน เรียนรู้จากความล้มเหลว อะไรทำนองนั้น…

บอกตามตรงเลย ผมเห็นอีกด้าน ผมว่า นี่คือความสำเร็จ และ ความกล้าหาญมาก ๆ คนที่กล้าที่จะเลิก เมื่อเราคิดว่ามันยังไม่ใช่ มันยังไม่พร้อม เป็นคนที่มีความกล้ามาก ๆ

อย่าเอา Ego เป็นตัวนำ โดยทำให้มันอันตรายต่อสุขภาพเลยครับ…

กลับมาถึง มานั่งคิดว่า เอ แล้วเรามาวิ่ง Half ทำไมเนี่ย ก็ตอบตัวเองได้ว่า ผมอยากรู้ความรู้สึกเท่านั้น เวลาคนเล่าให้ฟัง ถึงอารมณ์การวิ่งมาราธอนครั้งแรก มันได้แต่ฟัง …

ผมรู้ครับว่า อันนี้มันแค่ Half marathon ยังไม่ใช่มาราธอน แต่สำหรับคนที่วิ่งจาก 5-10 กิโลเมตรที่เคยทำ แล้วมาวิ่ง Half มันคงคล้ายกับคนวิ่ง 20-30 กิโลเมตร แล้วมาวิ่งมาราธอนเหมือนกัน (เดาเอานะ)

ร่ายมาซะยาว ต้องบอกอีกว่า มาราธอนแรกในชีวิต ก็ยังไม่ใช่เป้าหมายผมอยู่ดี แต่มันก็ไม่แน่ ถ้ามันมีอารมณ์แบบวันนี้ ใครจะไปรู้

รู้อย่างเดียว คือ อย่าเริ่มวิ่งตอน 8 โมงอีก เท่านั้น !

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่ www.NopadolStory.com หรือเข้าร่วมกลุ่ม Line@ ได้ที่ https://line.me/R/ti/p/%40nopadolrompho หรือฟัง Podcast Nopadol’s Story ได้ที่ https://nopadolstory.podbean.com/
SHARE
Writer
Nopadol
Writer Professor
ศาสตราจารย์ สาขาบริหารการปฏิบัติการคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Comments

nananatte
5 months ago
อาจารย์สุดยอดเลยค่ะ... หนูแค่ลงฟันรันก็เหนื่อยแล้วค่ะ (-______-)'''
Reply
Nopadol
5 months ago
ขอบคุณครับ เดี๋ยวก็ได้ครับ ผมก็ไม่ได้เก่งอะไรครับ วิ่งไปเรื่อย ๆ ครับ
Nobita_sung
5 months ago
สู้ๆ ครับผม เอาจริงๆ ผมแนะนำลงวิ่งในงาน Event จะดีกว่า พอเราเริ่มท้อถอย จะสังเกตเห็นเพื่อนร่วมทางที่กำลังต่อสู้เหมือนกับเรา มีทั้งผู้หญิงผู้ชาย ทั้งเด็กทั้งคนแก่ วิ่งแซง เราจะมีแรงฮึดสู้มากๆ ครับ 
Reply
BBBUN
5 months ago
ชอบมากเลยค่ะ ได้ข้อคิดดีๆด้วยค่ะ
Reply