การเปลี่ยนแปลงสอนให้เราต้องจริงจังกับสิ่งที่ทำอยู่
หลายวันก่อนผมมีโอกาสกลับไปที่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ซึ่งในอดีตผมเคยมีโอกาสฝึกงานที่นี่อย่างเข้มข้นถึง 6 วันต่อสัปดาห์ นานกว่า 4 เดือน จึงพอรู้ว่าบรรยายที่แห่งนี้นั้นคึกคักมากมายแค่ไหน แต่การกลับมาครั้งนี้บรรยากาศกลับเงียบเหงาอย่างเหลือเชื่อ หลังจากไม่นานนี้มีข่าวปลดพนักงานจำนวนมากออกจากระบบ จากการพูดคุยและสอบถามโดยส่วนตัว ทีมภายในในการผลิตรายการก็เป็นทีมภายนอกแทบทั้งนั้น นี่จึงเป็นสัญญาณของการปรับเปลี่ยนที่ค่อยๆ ทยอยส่งไม้ต่อกันในลักษณะนี้มากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าไม่ใช่แค่ที่แห่งนี้แห่งเดียว



ถัดมาอีกวันหนึ่งก็มีโอกาสคุยกับน้องในบริษัทที่รู้จักกัน เราคุยกันถึงเรื่องความมั่นคงในการทำงาน ซึ่งคำตอบที่เราเห็นตรงกันคือว่า ไม่มีอะไรที่มั่นคงเท่าการสร้างตัวเราเองอีกแล้ว หลายคนคงอาจจะเถียงว่า อ่าว…ก็ยังมีระบบอย่างราชการ หรือรัฐวิสาหกิจไงที่มั่นคง ซึ่งมันก็ใช่สำหรับใครหลายๆ คน แต่อย่าลืมว่าไม่ว่าเราจะอยู่ในหรือนอกระบบ ทุกอย่างมันมีความเสี่ยงแฝงอยู่ทั้งนั้น



มีพี่ที่ผมรู้จักอยู่ห่างๆ คนหนึ่ง แกทำงานในรัฐวิสาหกิจชื่อดังของเมืองไทย อายุก็มากระดับหนึ่งแล้ว แต่สุดท้ายดันมาถูกไล่ออกจากการที่นำสินทรัพย์ขององค์กรไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน จนเกิดการตรวจสอบและพบว่าผิดจริง จึงถูกเชิญออกโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว นั่นหมายความว่าเงินเก็บก็พอมี แต่คงไม่สามารถเลี้ยงได้ในระยะยาวมากนัก แถมยังไม่ได้เงินก้อนที่เกิดจากการสั่งสมการทำงานมาหลายสิบปีเพราะข้อหาทุจริตอีกด้วย



เหตุการณ์นี้สอนผมทุกที่ไม่ว่าหลายคนจะบอกว่ามันมั่นคงแค่ไหน แต่ก็มีความเสี่ยงแฝงอยู่ดี ซึ่งบางทีมันอาจเกิดจากความประมาทของเรา หรือไม่ก็ปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย แต่สิ่งที่ควบคุมที่ดีและรู้ดีที่สุดคือตัวเรา เมื่อรู้ตัวแล้วก็ต้องพยายามสร้างชีวิตที่แข็งแรงไว้ทุกเมื่อ เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีเหตุการอะไรเกิดขึ้นกับเราบ้าง



เขียนแล้วก็นึกถึงประโยคสนทนาที่ผู้บริหารสองคนถามกันไปมาว่า



ผู้บริหารคนแรก “อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเราลงทุนพัฒนาคนของเราแล้วเขาออกไปอยู่ที่อื่น”



ผู้บริหารคนที่สอง “แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเราไม่ทำแล้ว เขายังอยู่ที่นี่ล่ะ”



ลองคิดกลับกันว่าถ้าคำถามนี้ถูกนำมาหัดถามตัวเราเองบ่อยๆ แล้วลองหาคำตอบว่า ทำไมเราควรต้องหมั่นพัฒนาตัวเองอยู่เสมอเพื่อเป้าหมายและโอกาสอะไร ถ้าเราหาคำตอบได้ อย่างน้อยผมเชื่อว่าเราจะเริ่มรู้แล้วว่าตัวเราเองก็เป็นเจ้านายชีวิตตัวเองได้เหมือนกัน โดยที่ไม่ต้องค่อยมาถูกใครมาคอยบังคับว่าต้องปรับอย่างโน่น เปลี่ยนอย่างนี้



เอาเป็นว่าถ้าเรารู้เร็ว รู้ทัน และขยับเพื่อปรับได้ก่อนที่สถานการณ์จะบีบนั้นนอกเหนือจากทางรอดแล้วมันยังสร้างวินัยและความสบายใจได้ด้วยเช่นกัน



เป็นยุคที่คนทำงานหนักใจพอสมควรครับ ดังนั้นแผนการในชีวิตจึงสำคัญมากๆ



มากพอที่เราควรถอยกลับมาตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบในการเอาจริงเอาจังกับมันสักที
SHARE
Writer
Ohmsiri
Writer
Page CreativeSalary / Books: สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน / Podcaster ออฟฟิศ 0.4 / คอลัมนิสต์ aday Bulletin

Comments

nananatte
8 months ago
ขอบคุณมากค่ะ :-)
Reply
Ohmsiri
8 months ago
ขอบคุณจ้า