Bittersweet
And running my fingers though your hair, it’s so sweet..
เพลง Sweet ถูกตัดไปด้วยเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือของฉัน

ฉันกดรับสายจากปุ่มคอนโทรลบนพวงมาลัยพร้อมกล่าวทักทายบุคคลปลายสายด้วยความสุขใจ
“ว่าไงคะที่รัก”

“เธอถึงไหนแล้ว” เสียงปลายสายถามมาอย่างแข็งกระด้าง ราวกับกำลังโกรธเคืองอะไรบางอย่าง
แต่เท่าที่จำได้ ฉันไม่ได้ทำอะไรให้เขาขุ่นเคืองใจนี่นา

“อยู่สุรศักดิ์แล้วค่ะ” ฉันตอบกลับไปเสียงใสอย่างใจดีสู้เสือ

“ทำไมนานจัง”

“รถติดค่ะที่รัก เนี่ย สี่ทุ่มแล้วรถยังติดอยู่เลยค่ะ เดี๋ยวเค้าถึงแล้วเค้าโทรหานะคะ” 
ฉันพยายามอธิบายถึงสถานการณ์บนถนนสาทรที่กำลังมุ่งหน้าไปยังสวนลุมฯ

ปลายสายได้กดวางไป แม้จะเป็นเพียงไม่กี่ประโยคสั้น ๆ แต่ฉันก็จับความรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติในน้ำเสียงนั้น

และเพียงไม่กี่วินาทีหลังจากที่เขาวางสายไป ฉันก็ได้รับรูปภาพ Map ที่เขาแคปภาพจากโทรศัพท์มือถือของเขา พร้อมเส้นสีเขียว ๆ ที่ลากยาวตามแนวเส้นถนนบนรูปภาพนั้น

“ไม่เห็นรถจะติดเลย” เขาส่งข้อความตามรูปนั้นมา เหมือนรู้ว่าฉันกำลังสับสน และไม่เข้าใจในเจตนาที่เขาส่งรูปแผนที่มาให้



เขาเปิดประตูรถและขึ้นมานั่งฝั่งข้างคนขับ กลิ่นเหล้าอ่อน ๆ ถูกลมแอร์จากเครื่องยนต์พัดโชยเข้าจมูกของฉัน

ฉันสงสัยในใจว่า ที่น้ำเสียงของเขาในบทสนทนาก่อนหน้านี้แปลกไป 
เป็นเพราะเขาเมาหรือเปล่า

“เค้าไม่ได้เมานะ เค้ากินไปนิดเดียว” แต่เหมือนเขาจะได้ยินคำถามในหัวฉัน 
หรือฉันอาจจะแสดงมันออกมาทางสีหน้า เขาจึงพูดขึ้นมาก่อนที่ฉันจะทันได้เอ่ยปากถาม

“ทำไมมาช้า รถติดหรือแวะส่งใคร” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้างยิ่งกว่าตอนที่เราคุยกันทางโทรศัพท์ พร้อมด้วยท่าทีที่หงุดหงิดเสียเต็มประดา

ฉันไม่แน่ใจว่าเขากำลังหงุดหงิดเพราะรอนานเกินกว่าที่ควรจะเป็น 
หรือเป็นเพราะเขาคลางแคลงใจฉันกันแน่
แต่สิ่งที่ฉันแน่ใจคือ ความรู้สึกฉันดิ่งวูบลงไปแว้บหนึ่ง และรู้สึกโหวงอยู่ในท้อง 
ไม่ใช่เพราะฉันกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง แต่เป็นเพราะฉันไม่คาดคิดว่า
ฉันจะได้รับคำถามนี้หลังจากที่ฉันแสดงให้เขาเห็นว่าฉันจริงใจกับเขาแค่ไหน

“ไม่ได้แวะส่งใครค่ะ ตอนเธอไลน์มา เค้าเพิ่งทานข้าวเสร็จ แล้วเค้าก็ออกมาเลย 
แต่เค้าแวะเซเว่นซื้อของ และรถมันติดช่วงทางลงสะพานตากสินกับช่องนนทรี 
แล้วเค้าก็ดันขับเลยทางเข้าซอยศาลาแดงอีก ก็เลยต้องมาทางสี่แยกค่ะ” 
ฉันพยายามอธิบาย ในขณะเดียวกันนั้น ฉันก็พยายามข่มน้ำเสียงที่รู้สึกไม่สู้ดีนักให้สงบ
และราบเรียบที่สุด เพราะฉันไม่ต้องการให้เราทะเลาะกัน ไม่ต้องการให้เขาเข้าใจผิด 
หรืออารมณ์เสียมากไปกว่านี้

เขาดูสงบลงไปบ้าง แต่ก็ยังแสดงอาการให้เห็นว่าเขายังไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันบอกทั้งหมด

“ที่รักคะ เค้าไม่ได้แวะส่งใครจริง ๆ ถ้าเค้าจะทำแบบนั้นเค้าจะขอมารับเธอทำไม 
ทั้งที่เธอก็กลับเองได้ ถ้าเค้าจะทำแบบนั้น สู้เค้าปล่อยเธอขี่มอเตอร์ไซกลับเอง 
แล้วเค้าก็อยู่กับใครไม่รู้ยาว ๆ ไม่ดีหรอคะ” ฉันเสริมเหตุผลเข้าไป แม้ฉันจะรู้สึกแปลก ๆ 
ที่ต้องมานั่งชี้แจงว่า ถ้าฉันเลือกจะทำเรื่องไม่ดี มันจะออกมาเป็นรูปแบบไหน

ท่าทีของเขาอ่อนลง และขยับมาซบที่ไหล่ฉันพร้อมคำขอโทษ ท่าทีของเขาแสดงให้เห็นถึง
ความรู้สึกผิดอย่างเห็นได้ชัด

“เค้าเห็นที่เธอลงสตอรี่เกี่ยวกับคนเก่า เค้าเลยคิดมาก”

อ๋อ นี่สินะเหตุผลที่เขาเสียงแข็งใส่ฉันตั้งแต่ทีแรก มันก็พอจะเข้าใจได้อยู่หรอก

“อันที่บอกว่า ‘การกลับไปเป็นคนไม่รู้จักกัน มันไม่ได้เจ็บปวดขนาดนั้น 
แค่เรายังไม่คุ้นชินกับมัน’ ใช่รึเปล่าคะ” ฉันถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่ในใจ

เขาพยักหน้าเล็กน้อยเชิงตอบรับ แต่ยังไม่เลิกซบไหล่ฉัน

“คือแบบนี้ค่ะ ปีนี้เค้าตั้งใจจะทำโควตที่เรียนรู้ในแต่ละวันให้ครบ 365 วัน 
และอันนี้เค้าก็ไม่ได้หมายถึงแฟนเก่า เค้าแค่หมายถึงคนเคยคุยที่เค้าไปขอยุติ
ความสัมพันธ์ เพื่อมาดูใจกับเธอคนเดียว เพราะเขาทำตัวไม่แฟร์ กำลังคุยกับเค้าอยู่ 
อยู่ดี ๆ ก็เปิดตัวแฟนเฉย แต่พอเค้าไปบอกว่าจะคุยกับเธอคนเดียว 
เพราะเค้าอยากจะเคลียร์ตัวเองให้ชัดเจนกับทุกฝ่าย เขากลับทำตัวไม่น่ารักใส่เค้าค่ะ” 
ฉันอธิบายถึงข้อความที่ฉันลงในสตอรี่

“ไหนเราคุยกันไว้แล้วไงว่า ถ้ามีอะไรให้คุยกันตรง ๆ เธอคิดมากอยู่คนเดียว ไม่มาถามเค้า แล้วก็มาหาว่าเค้าไปส่งคนอื่นแบบนี้หรอคะ” ฉันทวนข้อตกลงของเราให้เขาฟังอีกครั้ง

เขาขอโทรศัพท์มือถือฉันเพื่อเปิดเพลงในยูทูบฟังระหว่างที่เรากำลังเดินทางกลับไปยังบ้านของเขา

“เค้าบอกเธอไปหมดแล้ว ว่าเค้าคุยอยู่กี่คน และเค้าก็บอกทุกคนไปแล้วว่าเค้าจะดูใจกับเธอ เธอลองเช็คแชทเค้าก็ได้” ฉันบอกพร้อมยื่นโทรศัพท์มือถือที่ปลดล็อครหัสผ่านเรียบร้อยแล้วให้เขา

“ไม่ครับ เค้าไม่ชอบเช็คโทรศัพท์ใคร” เขาตอบกลับขณะที่รับโทรศัพท์มือถือไปจากฉัน

“แล้วเธอเชื่อที่เค้าอธิบายไปมั้ยคะ” เพราะถ้าเขายังไม่เชื่อฉัน และไม่ยอมเช็คข้อความแชท 
ฉันก็ไม่รู้ว่าจะยืนยันความบริสุทธิ์ใจวิธีไหนต่อได้อีก

แต่เขาเชื่อฉัน นั่นคือคำตอบของเขา และเขาขอโทษที่พูดไม่ดีใส่ฉันในตอนแรก


ฉันสวมกอดเขาจากด้านหลังในขณะที่เขายืนหันหลังอยู่ในครัว

เขาหมุนตัวกลับมากอดด้วยท่าทีและสีหน้าที่เห็นได้ชัดว่า ความรู้สึกผิดนั้นยังไม่จางหาย

“เค้าขอโทษนะที่พูดไม่ดีกับเธอ” เขาพูดพลางสวมกอดฉัน

อันที่จริง ในตอนนั้นฉันลืมเหตุการณ์บนรถไปหมดแล้ว 
ฉันไม่แน่ใจว่าเขากำลังพูดเรื่องอะไรด้วยซ้ำ

“พูดไม่ดีอะไรคะ” ฉันถามกลับโดยที่ซุกหน้าลงในอ้อมกอดนั้น และกอดเขากลับเช่นเดียวกัน

“ที่เค้าพูดไม่ดีกับเธอบนรถน่ะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ เค้าไม่ได้โกรธเธอ”

มันดีเสียด้วยซ้ำ เพราะฉันได้รู้บางอย่างจากเหตุการณ์นี้
บางอย่างที่ฉันสงสัย และถาม แต่ก็ไม่เคยแน่ใจในคำตอบที่ได้รับว่ามันคือ ความจริง

อย่างน้อยเหตุการณ์นี้ก็ทำให้ฉันรู้ว่า
เธอไม่ได้แค่ดูใจฉันเล่น ๆ เธอไม่ได้ตอบตกลงไปตามน้ำ
“เรา” กำลังดูใจกันอยู่จริง ๆ

SHARE
Writer
Loverdose
Wandering girl
My name is Love.

Comments