บ่นจากการพบจิตแพทย์ครั้งแรก

เราเคยคิดอยากพบจิตแพทย์มาหลายครั้งแล้วแต่เพราะสภาพจิตแย่เกินกว่าที่จะแบกตัวเองไปหาหมอก็เลยไม่ได้ทำซักที
จนครั้งนี้ตัดสินใจมาเพราะโทรนัดตอนที่สภาพจิตแข็งแรงกว่าปกติ เลยแบบปึ๊บปั๊บปุ๊บปิ๊บเสร็จใน5นาที หลังจากนั้นไม่กี่วันก็ดาวน์ลงอีก แต่ไม่กล้ายกเลิกนัดเพราะกลัวจะโดนblack list 555

เราเล่าให้หมอฟังได้ไม่ค่อยดี เล่าไม่ครบ ไม่สามารถทำใจให้สบายได้อย่างที่ตั้งใจ เราร้องไห้ เราจับประเด็นเรื่องที่ต้องการสื่อจริงๆไม่ได้ เหมือนเรียบเรียงไม่ถูก
เราเล่าเรื่องของ"เพื่อนคนนั้น"ให้หมอฟัง ซึ่ง อันที่จริง เรื่องที่กังวลใจจริงๆมันไม่ใช่เรื่องนี้
มันเป็นเรื่องของ"เขา" ซึ่งก็มีการพูดถึงในช่วงท้ายของการคุย เล่าแบบไม่ละเอียดด้วย เพราะกลัวว่า ถ้าลงลึกแล้วกูแม่งร้องไห้หนักกว่าเดิมแน่555
คือจริงๆเราไม่ได้ตั้งใจจะพุ่งประเด็นไปที่เรื่อง"เพื่อนคนนั้น" แต่มันไปลงลึกตรงนั้นเพราะอะไรไม่แน่ใจ ไม่อยากตัดสินว่าเพราะความชำนาญของหมอนะ (แต่ก็มีความคิดนี้ในหัว เพราะเป็นคนมองโลกลบที่พยายามบวกอยู่ กรรม) แต่ที่แน่ๆคือเราเล่าไม่ถูกใจตัวเองอะ เราเล่าไม่ได้อย่างที่เราคิดจริงๆ เราเล่าแบบคนมองโลกบวกให้ฟัง ซึ่งอันที่จริงเรามองโลกลบมาก ซึ่งก็ไม่รู้ทำไมตอนนั้นถึงเป็นแบบนั้น อาจจะเพราะไม่สบายใจแหละ มันแบบ อยู่ดีๆไปดราม่าให้คนไม่รู้จักฟัง ถึงจะเป็นหมอก็เถอะ มันไม่ชินอะ ขนาดเพื่อนเราเรายังแทบไม่เล่าเลย มันไม่สบายใจ มันทำใจให้สบายไม่ได้

แต่ใดๆก็คือ เรายังไม่กล้าพอที่จะบอกหมอว่า "หนูเลิกคิดถึงเขาไม่ได้ค่ะ" อะไรเทือกนั้น มันดูลูสเซอร์มากเกินไป ทั้งที่มันคือความจริงอะ กูคือลูสเซอร์ กูคือคนที่รู้สึกไร้ค่าและไม่ยินดียินร้ายกับชีวิต 
เออ ละไอ้คำนี้แม่งก็เป็นเขาอีกแล้วที่นิยามให้เรา "มันคือความรู้สึกไม่ยินดียินร้ายกับชีวิต" เขาบอกเราหลังจากที่เราเล่าความคิดของตัวเองให้ฟัง แล้วก็ตอนที่ทะเลาะกันก่อนเลิก "เธอแม่งเป็นคนที่มีแต่ความทุกข์" ไอ้เหี้ย ประโยคนี้แม่งงงง โคตรทำร้ายจิตใจ เราโคตรเสียใจ นึกถึงอีกก็ยังเจ็บที่หัวใจอยู่ เขาเก่งเรื่องการทำร้ายจิตใจเราอะ คือแค่เราชอบเขาแม่งก็เหมือนเป็นการยื่นมีดให้เขาแทงเราแล้ว
เรากล้าพูดว่าเขาเป็นคนทำให้ชีวิตเราพัง ซึ่งมันถูกต้อง "ในทางอ้อม"
เพราะถ้าเราเก่งจริง แกร่งจริง ฉลาดจริง มันจะไม่มีใครทำร้ายเราได้เลย
ในกรณีนี้ก็เหมือนกัน การที่เราไม่มีเขา เรายังใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม เขาไม่ได้มีผลเหี้ยไรกับชีวิตเราเลยจริงๆ เขาไม่ใช่คนหางานให้เรา ไม่ใช่คนทำอาหารให้เรากิน ไม่ใช่คนให้ที่พักเรา เขาแค่มีผลกับหัวใจเราเฉยๆ (ไอ้สัด จุดบอด5555)
คือมันมีช่วงเวลานึง ที่เขาเป็นเหมือนคนที่ฉุดเราขึ้นอะ วันที่เราล้มหน้าฟาดพื้น จุกลุกไม่ไหว เขาไม่ใช่แค่ยื่นมือมาดึงเราให้ลุกได้ แต่เขาอุ้มเราเลยเว้ย ชีวิตเราตอนนั้นสดใสขึ้นได้เพราะเขา
เราเหมือนเป็นลูกหมา ที่พอมีใครโยนติ่งหมูปิ้งให้ก็ดีใจจนรู้สึกขอบคุณชิบหาย แบบว่าชีวิตนี้ข้าจักศิโรราบแก่เจ้าาาาา อะไรงี้อะ เรา นั่นแหละ เหมือนหมาของเขา

แต่เรื่องมันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดไง อ๋อ เราค่อนข้างขี้มโนนะ (ใช้คำว่าค่อนข้างให้ดูดีขึ้นมาหน่อย ความจริงคือขี้มโนชิบหายเลยจ้า) เรื่องของเรากับเขาดำเนินมาดีแบบโรยกลีบกุหลาบแบบงงๆเป๋ๆแล้วก็ขาดผึงแล้วก็กลับมาปะติดปะต่อกันได้จนสุดท้ายก็จบที่เขาฉีกออก คือจบจริงๆ จบลงภายในเวลาไม่กี่เดือน
เราเสียใจมาก เราเสียใจมากที่สุดตั้งแต่เคยเสียใจมา (ในกรณีของเรื่องเชิงชู้สาวเท่านั้นนะ) เราเสียศูนย์ เราเป๋ เราจมดิ่งกับความทุกข์จนสามารถเรียกตัวเองได้อย่างที่เขาเคยเรียก "เราแม่งเป็นคนที่มีแต่ความทุกข์ว่ะ" เรารู้สึกอย่างนั้น

จนถึงตอนนี้ ปีกว่าแล้ว เราดีขึ้นบ้าง เรามีคนผ่านเข้ามาระหว่างนี้3คน ซึ่งแน่นอนว่า เราไปต่อไม่ได้ เราปฏิเสธคนเหล่านั้นเพราะรู้สึกผิดที่เรายังลืมคนเก่าไม่ได้เลยอะ จะให้ไปคุยกับใครใหม่ทั้งที่ทุกวันนี้ยังร้องไห้ถึงคนเก่าอยู่ แม่งทำไม่ได้จริงๆว่ะ เราแค่คิดว่าถ้าเราเป็นคนเหล่านั้น เราคงรู้สึกแย่ถ้ามารู้ทีหลังว่า 'กูคุยกับมึงมาครึ่งปีแล้วนี่ไม่ได้ชอบอะไรกูขึ้นมาเลยหรอ ยังจะร้องไห้ให้คนที่เขาไม่ได้แคร์มึงแล้วอยู่เนี่ยนะ โง่จังวะ กูคุยกับคนบ้าอยู่รึเปล่า' บลาๆ เราเป็นคนคิดมาก
นี่คือความคิดแบบลบๆ แต่เราก็มีความคิดแบบบวกๆอยู่ว่า มันไม่ใช่เรื่องเสียหายถ้าสมมุตเราจะคุยกับคนใหม่เพื่อลืมคนเก่า เราสามารถบอกคนใหม่เราได้ว่า 'เรายังมีปัญหาที่ยังลืมคนเก่าไม่ได้อยู่นะ แต่เราอยากเปิดใจ เราอยากออกจากหลุมนี้' ซึ่งเราเชื่อว่า ถ้าคนใหม่มันอยากไปกับเราต่อจริงๆ เขาจะเข้าใจและต้องช่วยเราได้ แต่ก็นั่นแหละ ความคิดลบมันหนักแน่นกว่า เราเลยตัดสินใจปฏิเสธไปเลย
คงเพราะเราทำอะไรแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่เป็นด้วยมั้ง อย่างไอ้การคุยกันไปก่อน ค่อยๆศึกษากัน ไอ้เหี้ยกูทำไม่เป็นเลยจริงๆอะ นี่ก็คงเป็นเหตุผลนึงด้วยมั้งที่ทำให้เราเจอแต่อะไรแบบนี้

เออสรุป อะไรต่างๆความห่าเหวและการเสพสุข(ที่นานนานจะเกิดที)ก็คือมาจากการตัดสินใจของกูเองทั้งนั้น อาจจะมีบ้างที่หลงผิดไปคิดว่าสิ่งดีๆที่ได้รับนั้นดี ทั้งที่จริงมันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องผิด ที่ผ่านเข้ามา ซึ่ง โอเค ประสบการณ์ชีวิต แต่ถ้ารู้จักเรียนรู้เพื่อไม่ให้พลาดอีกได้มันก็ดีไง มันก็คือมีเกราะเพิ่ม เพราะชีวิตมันก็แค่ต้องดำเนินต่อไป ต้องผ่านมันไปให้ได้ แค่นั้นเอง

ต้องไม่จมทุกข์ว่ะ
ต้องไปต่อ
ต้องไม่หยุดแค่นี้

เฮ้อออออออออออออ น่าเบื่อ คิดแบบนี้ ฮึบแบบนี้ได้กี่รอบแล้ววะเนี่ย
เมื่อไหร่จะทำได้จริงๆซักทีวะ


เลอะไปไหนแล้วกู
กลับมาเรื่องที่พบจิตแพทย์ก่อน แม่งไปยาวเลอะเทอะวกกลับมาเรื่องตัวเองซะงั้น
ก็คือ หมอก็บอกว่าอาจจะมีโรคซึมเศร้าแทรกซ้อน
ซึ่งกูแบบ เยส นี่แหละที่ต้องการได้ยิน (อ้าว??? สรุปอยากเป็นโรค?? บ้าจริงละกู >> อันนี้คือหลายเสียงในหัวที่ตีกันเป็นปกติ)
คือเปล่า ก็ไม่ได้อยากเป็นโรค (ไอ้เหี้ยทุกข์จะตายห่าใครจะอยากเป็น) แต่เพราะสงสัยกับอีโรคนี้มาหลายปีแล้วไง 5-6ปีที่เริ่มสังเกตตัวเองและอาการของโรคว่าแม่งตรงกัน
ก็เลยเหมือนคลายไปเปราะนึงว่า เออ ถ้าสมมุตเป็นจริงๆก็คือกูไม่ได้อ่อนแอแหละวะ
คือเราหาข้อมูลเองมามากพอสมควรจนมีหลายเสียงในหัวที่ตีกันไปมาและมักจะเป็นเสียงด้านลบที่ชนะไปและได้สิทธ์ในการควบคุมความคิดความรู้สึกเราในที่สุด
อืม นี่คือสิ่งที่เราคิด เรามักจะหาเหตุผลมาเสริมทุกความคิดความรู้สึกของตัวเองตลอด

โอเค สรุปหมอก็ให้fulox20mgมาสำหรับกินวันละครึ่งเม็ดหลังอาหารเช้า และนัดพบในอีกสามสัปดาห์ อาการข้างเคียงคือง่วง จบ


ตอนนี้ก็จะสังเกตตัวเองและจะพยายามดูแลสภาพจิตตัวเองให้ดีขึ้น (ซึ่งพูดงี้มารอบที่แปดร้อยแล้ว)
ตอนนี้โอเคขึ้นหน่อยที่อยากดูแลจิตใจให้ดีขึ้นมากกว่าอยากหายไปจากโลก
ขอให้ความคิดนี้อยู่นานหน่อยเหอะ
SHARE
Written in this book
diary of lil pup who loves the sea
insane love life
Writer
gimmethelight
slut
Erotic stories lover

Comments

wallflowers_girl
4 months ago
พยายามไปด้วยกันนะ^ ^
Reply
gimmethelight
4 months ago
งืออ🌹🍀