ทุกอย่างมีมูลค่า ไม่ว่าจะด้วยเงินตราหรือจิตใจ


วิลเลียม เชคสเปียร์ กล่าวเอาไว้ว่า



There is nothing either good or bad but thinking makes it so. 



อะไรก็แล้วแต่ที่มันเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ มันไม่มีอะไรที่ดีหรือเลวหรอก 
มีแต่ความคิดของเรานี่แหละที่คอยตัดสินว่าสิ่งไหนดีหรือสิ่งไหนเลว 
และไม่มีสิ่งใดมีมูลค่าที่แท้จริง
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับมูลค่าที่ถูกตีตราจากความรู้สึกนึกคิดของเราแทบจะทั้งนั้น



กระดาษหนึ่งใบเราอาจจะดูไม่มีมูลค่าอะไรมากมาย 
แต่กระบวนการผลิตการดาษแต่ละครั้ง 
คิดจากจำนวนปริมาณกระดาษทั้งหมดหนึ่งตัน (1,000 กิโลกรัม) 
เราจะต้องใช้จำนวนต้นไม้ทั้งหมด 17 ต้นที่โตเต็มวัย 
อีกทั้งยังต้องพึ่งพิงกระแสไฟฟ้ากว่า 4.100 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง 
ใช้ปริมาณน้ำที่มาอยู่ในกระบวนการนี้กว่า 31,500 ลิตร 
แถมยังต้องปล่อยสารคลอรีนที่เป็นสารในการช่วยฟอกกระดาษที่เป็นของเสียกว่า 7 กิโลกรัม



แล้วที่พูดมาทั้งหมดเกี่ยวอะไรกับที่วิลเลียม เชคสเปียร์ กล่าวเอาไว้? ก็ไม่



แต่....



มีคนเคยกล่าวว่า 


เรียนมา 4 ปีจบที่มีกระดาษใบเดียว 


อาจจะเป็นวลีในยุคที่คนมองเห็นว่าการมีวุฒิการศึกษามีค่ามากกว่าความรู้ 

การที่เราอยู่ในยุคที่การศึกษาอยู่ในระบบเศรษฐกิจ 
สถาบันการศึกษามีราคาค่างวดที่จะต้องจ่าย 
ความสามารถไม่ใช่สิ่งแรกที่จะพาเข้าสู่สถานที่บ่มเพาะความรู้ ปลูกรากแก้วแห่งปราชญ์ 
การศึกษามีมูลค่าจำนวนมหาศาล 
เม็ดเงินที่ได้จากการรับนักศึกษาจำนวนมากเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย 
ละเลิกความรู้ที่ไม่มีมูลค่า เพิ่มหลักสูตรที่แสวงหากำไร 
นำความรู้ที่เรามองไม่เห็น ถูกตีค่าออกมาเป็นกระดาษหนึ่งใบ
หลังจากเราจ่ายค่างวดครบจำนวนเวลา

ซึ่งสิ่งนั้นคือใบเบิกทางสำหรับการเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม
ที่ถูกเขียนขึ้นจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่คอยบอกว่าต้องการคนแบบไหน 
และพาตัวเองเข้าไปในกระบวนการนั้น 
แต่ท้ายที่สุดแล้วพอเราเข้าไปเราจดจำได้เพียงแค่สูตรสำเร็จ 
และเคล็ดลับในการทำข้อสอบเพื่อให้ได้ High-Score 
เอาเกียรตินิยมเหรียญทองเพื่อที่จะบอกว่าตัวเองเก่งที่สุดและให้คนรับเข้าทำงาน 
เพื่อเงินเดือนที่บ่งบอกถึงฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในอนาคต
  
แต่สิ่งที่ขาดไปคือความรู้ที่จะต้องเอาไปใช้ในการบูรณาการในการใช้ชีวิต 
มันเลยเกิดคำถามกันต่อว่าท้ายที่สุดแล้ว
กระดาษใบนี้ที่เราเรียนมาสี่ปีนั้นมีคุณค่าอะไรกันแน่? 



มันคือสิ่งแสดงความรู้ หรือว่าใบเสร็จในการบอกว่าเราชำระเงินครบตามเวลา?  



สตีฟ จ็อบ, 
มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก
และบิล เกตต์
ไม่เคยมีใครจบการศึกษา ไม่มีใครได้ใบปริญญามาอวดที่บ้าน 
เพราะท้ายที่สุดแล้วคนเหล่านี้มองทะลุกระดาษใบนั้นแล้วเข้าไปที่แก่นสารของปัญญา 
มองทะลุไปที่คุณค่าของการศึกษา การพบปะนักปราชญ์แห่งยุค 
สร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนทางความคิด ดูดซึมความปราดเปรื่องจากผู้รู้ 
ยอมรับในความแตกต่างจากสภาวะแวดล้อม 
ไม่ใช่มูลค่าของการจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้ได้กระดาษใบนั้นมาครอบครอง




มีคนเคยกล่าวไว้ว่า



เศษกระดาษแผ่นนี้ ตกบ่ายจะออกจากดักแด้กลายเป็นเงินสามสิบล้าน 



แต่ถ้าเราจะมองกระดาษใบนั้นเป็นเครื่องมือทำเงิน 
เราจะเปลี่ยน Mindset ในการคิดถึงกระบวนการแปรรูปสิ่งที่จับต้องไม่ได้เป็นเงิน 
แต่เราจะเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงความเชื่อ
ให้ตีความออกมาเป็นตัวเลขเพื่อสร้างมูลค่าให้กับมัน




ใช่ครับเรากำลังพูดถึงสลากกินแบ่งรัฐบาล 
ที่สามารถกลายสภาพกระดาษใบละไม่กี่บาท 
เพิ่มมูลค่าเป็นหลักล้านได้ภายในเวลา 15 วัน ถ้าซื้อตอนวันที่ 2 หรือ 17 ของเดือน




มันจะเปลี่ยนให้เรานั้นเข้าสู่โปรแกรมไหว้พระเก้าวัด 
สวดมนต์ขอพรพระ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนล้วนกล่าวว่าศักดิ์สิทธิ์ 
ก่อนเข้าสู่กระบวนการเดินไปที่แผงขายฉลากกินแบ่งรัฐบาลที่หน้าสถานที่เหล่านั้น 
บอกให้คนขายเลือกมาหนึ่งใบแล้วพับให้แลกกับเงิน 80 บาทตามที่รัฐบาลบอกเรา 
ซึ่งมันไม่เคยขายในราคา 80 บาท ไม่ต้องให้เราเห็นว่ามันคือเลขอะไร 
และเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ให้ลึกที่สุดไม่ต้องให้ใครมาแอบมอง 
แล้วมาเปิดอีกทีทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน




แล้วที่พูดมาทั้งหมดเกี่ยวอะไรกับที่วิลเลียม เชคสเปียร์ กล่าวเอาไว้? 




ก็ไม่




แต่สิ่งนั้นอาจจะมีมูลค่ามหาศาล 
หรือสุดท้ายอาจจะจบที่กระดาษหนึ่งใบมันไม่มีอะไรเหลืออยู่ 
ไม่ว่าจะมูลค่าหรือคุณค่าของมันก็ตาม 

SHARE
Writer
pratchyakorn_01
Philosopher
ชีวิตสั้น / เกินกว่า / จะแมส

Comments