คุณเล่า เราเขียน
คุณเล่า เราเขียน..

ฝนตกในใจฉัน พบเธอพลันห่างหาย เธอคือตะวันฉาย คือหัวใจ คือวิญญาณ.. 
                                    ชญาน์พิมพ์ เขียน
                                      ฉัน เจ้าของเรื่อง




วันนี้ฉันไปงาน lit fest 2019 
ที่จัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์สยาม

ภายในงานมีซุ้มหนังสือ หนัง เพลง ของสะสมต่างๆมากมาย 
แต่มีซุ้มหนึ่งที่ฉันประทับใจที่สุด

‘คุณเล่า เราเขียน’
คอนเซปง่ายๆของซุ้มนี้คือเราจะเป็นผู้ที่เราเรื่องราว
ส่วนนักเขียนจะเป็นคนรับฟัง และเรียบเรียงเรื่องเล่าของเราออกมาในมุมมองของเขาผ่านออกมาทางพิมพ์ดีด 

โครตเจ๋ง! ฉันไม่รอช้ารีบชวนเพื่อนไปต่อแถว

ต้องสารภาพก่อนว่าจริงๆฉันมีนักเขียนในดวงใจหนึ่งคน คนนั้นคือ ‘เบ๊น ธนชาติ’
หลายคนอาจคุ้นหูชื่อนี้ เพราะเขาคือเจ้าของหนังสือเรื่อง Newyork 1st time 

พี่เบ๊นซ์กลายเป็นไอดอลในชีวิตประจำวันในหลายๆเรื่อง ฉันติดตามหนังสือพี่เค้าเกือบทุกเล่ม
ความฝันอย่างหนึ่งของนักอ่านอย่างเรา 
คงหนีไม่พ้นการที่จะได้เจอนักเขียนที่เราชอบตัวจริงเสียงจริง

ด้วยความโชคดี ทันทีที่เข้าไปในงาน ฉันบังเอิญเดินสวนทางกับพี่เบ๊นพอดี ไม่รอช้ารีบหยิบหนังสือในตำนานที่พกใส่กระเป๋ามาด้วยเรื่องแรกของพี่แกมาให้เซ็นทันที

‘โห หนังสือโครตเก่า พิมพ์ครั้งที่ 4’
พี่เบ๊นหันมาคุยด้วย

หลังจากถ่ายรูปกันเสร็จก็แยกย้าย

กว่าจะค้นพบว่าพี่เบ๊นไปประจำบู๊ท
‘คุณเล่า เราเขียน’ แถวก็ยาวเป็นหางว่าว
เรียกได้ว่าหาต้นแถวกันไม่เจอเลยทีเดียว

ระหว่างต่อแถวก็พยายามคิดว่าจะเล่าเรื่องอะไรให้พี่เบ๊นฟังดี 
พร้อมคิดในใจว่า 
‘เห้ย พี่เบ๊นเชียวนะคนที่แกรอเจอมาตลอด’
นั่นดิ เล่าอะไรดีวะ..

สรุปรอไปได้สักพักก็ต้องคอตกกลับไปเพราะ
สตาฟเดินมาบอกว่าพี่เบ๊นต้องกลับแล้ว

เรากับเพื่อนเลยตัดสินใจไปซื้อน้ำมาดื่ม
กลับมาอีกทีเห็นว่าซุ้มที่เราต่อคิวเมื่อกี้มีนักเขียนคนใหม่เข้ามาแทนที่พี่เบ๊น

ด้วยความที่แถวมันสั้น (กว่าแถวของพี่เบ๊น)
ก็เลยตัดสินใจลองต่อคิวอีกครั้ง
โดยที่ไม่รู้ว่านักเขียนคนนี้ชื่ออะไร
และเราจะเล่าอะไรให้เขาฟัง

รอคิวสักพักเกือบครึ่งชั่วโมงได้
เราก็มาอยู่คนหน้าสุดของแถว

นักเขียนผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่หน้าตาดูยิ้มแย้มและอบอุ่น ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับคุณแม่อย่างงั้นแหละ

ทันทีที่นั่งลงบนเก้าอี้ 
นักเขียนก็ถามว่า ‘อยากเล่าเรื่องอะไรคะ?’
‘ปัญหาชีวิตแล้วกันค่ะ’ ฉันตอบกลับไป

ฉันเริ่มประโยคแรกว่าด้วยการที่เราป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
คุณนักเขียนเหมือนรู้งาน รีบหยิบกระดาษทิชชู่มาวางตรงหน้าอย่างไม่รอช้า

เล่าไปสักพัก ฉันเริ่มเล่าถึงตอนที่เรามีแฟน
‘เรามีแฟนคนนึง เขาเหมือนเป็นที่พึ่งของเรา เวลาเราอยู่กับเขาแล้วเรารู้สึกมีความสุขมาก 
แต่พอเขาหายไปหรือเราต้องแยกกัน โรคเดิมๆ อาการเศร้าก็จะกลับมาทุกครั้ง’ ฉันตอบไป

‘แล้วหนูรักเขาไหม?’ นักเขียนคนเดิมถามกลับ
‘รักค่ะ’ ฉันบอก
นาทีนั้นฉันเห็นหน้าคุณนักเขียนกำลังยิ้มด้วยรอยยิ้มที่จริงใจและอบอุ่นกลับมาให้ฉัน

เธอแนะนำฉันว่า 
‘หนูกลับบ้านไปบอกเขานะ ว่าหนูรักเขา’

แล้วเธอก็หันมาพูดกับฉันก่อนจากว่า...
‘ฝนตกในใจฉัน
พบเธอพลันห่างหาย
เพราะเขาคือพระอาทิตย์ของหนูนะลูก’

‘อย่าลืมกลับไปบอกเขานะว่าหนูรักเขา’
เธอย้ำอีกครั้ง

ฉันเดินออกมาจากบู๊ทนั้นด้วยรอยยิ้ม
แค่ไม่กี่ประโยคที่คุณนักเขียนพูดกับฉัน
แต่มันกลับมีค่ามากมายเหลือเกิน

ใครจะไปรู้ว่าการเล่าเรื่องราวให้คนแปลกหน้าฟังมันสบายใจแบบนี้
ใครจะไปรู้ว่าคนแปลกหน้าคนนี้เปลี่ยนมุมมองให้ฉันขนาดไหน

ถึงแม้จะเสียใจที่ไม่ได้คุยกับนักเขียนที่ตัวเองชอบ
แต่ฉันก็ดีใจที่อย่างน้อยฉันได้รู้จักนักเขียนดีๆอีกหนึ่งคน 

คุณนักเขียนชญาน์พิมพ์ - คุณคือแสงสว่าง








SHARE
Writer
lunar_
writer / traveler / human
even i wanna live no more, my letter make someone life feel worth to live for

Comments

khaikung
3 years ago
ดีจังฮะ ถ้าคุณชญาน์พิมพ์ได้มาอ่านนน่าจะดีใจมากๆเลย
Reply
lunar_
3 years ago
ขอบคุณค่ะ แค่ได้คุยกับคุณนักเขียน แค่นี้ก็ดีใจมากแล้วค่ะ :)