Netflixonomics เศรษฐศาสตร์ Netflix ที่ปฏิวัติวงการทีวีและภาพยนตร์
ผมเพิ่ง binge-watch (บินจ์-ว็อทช์) ซีรี่ย์ “Alienist” รวดเดียวจบเมื่อวันก่อน มันเริ่มต้นง่ายๆเพียงแค่ผมมีเวลาว่างในมือแล้ววันต่อไปคือวันหยุดสุดสัปดาห์ ไม่อยากเปิดทีวีที่มีแต่ข่าวหมุนเวียนเดิมๆซ้ำๆ ฤดูกาลใหม่ของฟุตบอลก็ยังไม่เริ่มจนเดือนต่อไป ยูทูปก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจ เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ ไอจียิ่งแล้วใหญ่รู้สึกเสียเวลาทุกครั้งที่เปิดเข้าไปดู Netflix เหมือนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในเวลานั้น เมื่อเปิดเข้าไปดูส่วนที่ “Top Picks for Sopon” ซีรี่ย์เกี่ยวกับฆาตกรรมต่อเนื่องสืบสวนสอบสวนในเมืองนิวยอร์คศตวรรษที่ 19 ก็โผล่ขึ้นมาเป็นอันดับแรกจากการคัดเลือกของระบบอัลกอริทึมและสมองกลที่คาดการณ์ว่านี่คือแนวซีรี่ย์ที่ผมชอบจากประวัติการใช้งานที่ผ่านมา กดเข้าไปดู Trailer ยิ่งน่าสนใจ ขอดูตอนแรกก่อนนะว่าเป็นยังไง...ขอดูอีกตอน...อีกตอนนะ...ขออีกตอน...รู้ตัวอีกทีเมื่อตอนที่ 10 จบลง คนร้ายถูกจับตัวได้และทุกอย่างลงเอยด้วยดี มองออกไปข้างนอกหน้าต่าง แสงของเช้าวันใหม่กำลังส่องลอดผ่านเข้ามา ผมหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้าและคงไม่แคล้วหลับผ่านวันหยุดนี้ไปอย่างแน่นอน

ผมเกลียด Netflix ที่มันรู้จักผมดีเกินไปและทุกครั้งที่เข้าไปดูก็ยากจะถอนตัวออกมา แต่ขณะเดียวกันผมก็รักมันหัวปักหัวปำเพราะคอนเทนท์สนุกและมีอะไรใหม่ๆมาให้ดูอยู่เสมอ และเชื่อว่า 125 ล้านคนที่เป็นสมาชิกของ Netflix ทั่วโลกก็คงรู้สึกไม่ต่างจากผมไปสักเท่าไหร่นัก

Netflix เริ่มเปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากบริษัทเช่า DVD แบบส่งถึงบ้านที่ก่อตั้งในปี 1997 มาเป็นเป็นผู้ให้บริการสตรีมมิ่งคอนเทนท์ออนไลน์ แต่พวกเขารู้ว่าการไปซื้อลิขสิทธิ์ของคนอื่นแล้วเป็นเพียงตัวกลางนั้นไม่ใช่หนทางยั่งยืน เพราะถ้ามีบริษัทอื่นที่มีเงินถุงเงินถังอยากทำก็สามารถทำได้เหมือนกัน พวกเขาก็จะกลายเป็นเพียงหนึ่งในผู้ให้บริการที่ต้องทุ่มเงินซื้อผลงานภาพยนต์และซีรี่ย์ของสตูดิโออื่นๆเพื่อมาฉายเท่านั้น กลับมาสู่วังวนของธุรกิจโรงภาพยนต์ที่เริ่มปิดตัวลงเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นในปี 2011 ที่ Ted Sarandos (Cheif Content Officer) ซื้อซีรี่ย์ “House of Cards” ที่มีดาราอย่าง Kevin Spacey และ Robin Wright กำกับโดย David Fincher (Gone Girl, The Social Network, Se7en) ด้วยเงินกว่า 100 ล้านเหรียญ (\~3500 ล้านบาท) แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่าพวกเขาต้องการทำอะไร แม้ว่าในตอนนั้นจะถูกทุกคนมองว่าบ้าบอและตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเอาเงินโยนทิ้งก็ตาม เพราะไม่มีใครเลยที่คาดคิดว่าบริษัทเช่าดีวีดีทางไปรษณีย์จะกระโดดเข้ามาร่วมวง “ผู้ผลิต” ที่ต้องใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้างและขึ้นชื่อว่าบริหารจัดการได้ยากมากที่สุดเลยทีเดียว

แต่นั้นคือ Netflix พวกเขาพร้อมที่จะลงมือทำและกระโจนใส่ความท้าทายที่จะเกิดขึ้น จนถึงตอนนี้กลายเป็นว่ามันได้กลายเป็นต้นแบบธุรกิจในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่เคยมีคิดมาก่อน ภายในปีนี้ Ted Sarandos และทีมของเขามีแนวโน้มที่จะใช้เงินมากถึง 12-13 พันล้านเหรียญ (\~4.5 แสนล้านบาท) ในการสร้างคอนเทนท์ของตัวเอง มากกว่างบประมาณของทุกสตูดิโอที่ใช้เพื่อสร้างภาพยนต์ สมาชิกของ Netflix จะมีโอกาสได้ชมภาพยนต์เป็นเต็มรูปแบบมากถึง 82 เรื่อง โดยถ้าเปรียบเทียบกับบริษัทอย่าง Warner Brothers ยักษ์ใหญ่แห่งวงการที่สร้างเพียง 23 เรื่อง หรือ Disney ที่มีแค่ 10 เรื่อง Netflix ดูจริงจังกับบทบาทของผู้สร้างไม่น้อยเลยทีเดียว แค่นั้นยังไม่พอ พวกเขายังสร้างและซื้อซีรี่ย์ที่สามารถหาดูได้แค่บน Netflix กว่า 700 เรื่อง ตั้งแต่ดราม่า คอมเมดี้ สารคดี โชว์สำหรับเด็ก แสตนด์อัพคอมเมดี้ ทอล์คโชว์ เรียลลิตี้โชว์ และไม่ได้หยุดแค่ในฮอลลีวู้ดด้วย พวกเขาสร้างโปรแกรมเหล่านี้ในอีก 21 ประเทศอย่าง บราซิล เยอรมัน อินเดียและเกาหลีใต้ (ตอนนี้เริ่มมีซีรี่ย์ไทยอย่าง Hormones, O-Negative, ซี่รี่ย์ Club Friday และละครไทยอย่าง พิษสวาท และ เพชฌฆาตดาวโจร ที่อยู่บน Netflix แม้ว่าจะยังมีไม่มากและยังไม่มีออริจินอลคอนเทนท์ที่สร้างโดย Netflix แต่อนาคตก็น่าจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ)

เมื่อมีเงินก็ต้องช้อปปิ้งของที่มีคุณภาพ Sarandos ก็เหมือนผู้จัดการทีมฟุตบอลที่ต้องซื้อนักเตะฝีมือดีและมีประสบการณ์เข้าทีมเพื่อลุ้นแชมป์ เขาหาผู้กำกับที่ทั้งมากฝีมือ มีชื่อเสียง และผลงานโดดเด่นเข้ามาร่วมทีม อย่าง Spike Lee (Malcolm X, Inside Man, 25th Hour), Wachowski Brothers (Bound, The Matrix), Coen Brothers (No Country for Old Men, Burn After Reading, Bridge of Spies) และกลุ่มผู้สร้างซีรี่ย์ฮิตต่างๆอย่าง Ryan Murphy (Glee, American Horror Story) และ Shonda Rhimes (Grey’s Anatomy, How to Get Away with Murder) ที่เพิ่งเข้ามาร่วมงานด้วยกัน นักพูดฝีปากดีอย่าง David Letterman ที่กลับมาทำงานอีกครั้งเพื่อทำทอล์คโชว์ แน่นอนว่าเงินเป็นปัจจัยหนึ่งที่ดึงดูดคนให้เข้ามาทำงานด้วย อย่างสัญญาของ Ryan Murphy มีมูลค่ามากถึง 300 ล้านเหรียญ David Letterman รับค่าตัวประมาณ​ 2 ล้านเหรียญต่อโชว์ แต่ก็เหมือนนักฟุตบอลอีกนั้นแหละ แม้ว่าเงินจะมากขนาดไหน พวกเขาต้องศรัทธาและเชื่อในทีมที่อยากจะร่วมงานด้วย และ Netflix ก็มีเสน่ห์ไม่น้อยเลยทีเดียว

ไตรมาสแรกของปีนี้ Netflix มีผู้ใช้งานใหม่เพิ่มขึ้นอีก 7.4 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งทำให้ตอนนี้พวกเขามีสมาชิกกว่า 125 ล้านคน โดย 57 ล้านคนอยู่ในประเทศอเมริกา จากค่าเฉลี่ยสมาชิกต่อเดือนที่ $10 เหรียญ​ (\~320 บาท) กลายเป็นรายได้ราวๆ 14 พันล้านเหรียญที่จะถูกนำกลับเข้าไปในวงจรการผลิตคอนเทนท์ใหม่ ขยายตลาด และพัฒนาเทคโนโลยีของพวกเขาแทบทันที โดยธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs คาดการณ์ว่าภายในปี 2022 Netflix จะขยับงบประมาณการผลิตคอนเทนท์ไปเป็น 22.5 พันล้านเหรียญได้อย่างไม่ยาก ซึ่งตัวเลขนี้เทียบเท่ากับเงินทั้งหมดที่บริษัทเคเบิ้ลทีวีและช่องรายการทีวีของอเมริกาใช้สำหรับสร้างคอนเทนท์ในเวลานี้

ด้วยเสน่ห์ของธุรกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน Netflix ตอนนี้มีมูลค่าสูงถึง 170 พันล้านเหรียญหรือประมาณ​ 5.7 ล้านล้านบาท ใหญกว่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอย่าง ปตท. เกือบ 3 เท่า และใหญ่กว่า Disney ที่อยู่ในธุรกิจนี้มาแล้วหลายทศวรรษ นักวิเคราะห์หลายคนบอกว่ามันแปลกประหลาดมากสำหรับบริษัทที่ยังไม่สามารถทำกำไรได้ มีหนี้มากกว่า 8.5 พันล้านเหรียญ และยังไม่ได้สร้างซีรี่ย์หรือภาพยนต์ที่โด่งดังจนทำเงินได้อย่างมหาศาลขนาดนั้น แต่สำหรับคู่แข่งในตลาดกลับมองว่าพวกเขาต้องมีการปรับตัวและทำอะไรสักอย่างแล้ว อย่าง AT&T (บริษัทผู้ให้บริการสัญญาณไร้สายอันดับต้นๆของอเมริกา) ที่ทุ่มเงินซื้อ Time Warner ด้วยเงินกว่า 109 พันล้านบาท เพื่อสร้างขุมกำลังของโปรดิวเซอร์ ผู้จัดซื้อ และการแพร่กระจายคอนเทนท์เป็นของตัวเองบ้าง และถ้า Comcast (บริษัทผู้ให้บริการเคเบิ้ลทีวีเจ้าใหญ่) สามารถซื้อหุ้นของบริษัท 21st Century Fox จากครอบครัวของ Murdoch ด้วยเงินจำนวน 7 หมื่นล้านเหรียญได้สำเร็จ พวกเขาก็จะอยู่ในจุดเดียวกัน (แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ว่า Disney จะเข้ามาแทรกแทรงดีลนี้จาก Comcast และฮุบซื้อหุ้นในส่วนนั้นแทน เพราะพวกเขาก็รู้ดีว่าถ้าต้องการแข่งขันกับ Netflix สิ่งที่ต้องการคือคอนเทนท์จำนวนมหาศาล)

Amazon, Apple, Facebook, YouTube และ Instagram ล้วนอยู่ในสนามการแข่งขันครั้งนี้ด้วยเช่นกัน คำถามที่พวกเขาต้องถามตัวเองคือ “เราจะแข่งกับ Netflix ได้ยังไงกัน?” เพราะเอาเข้าจริงๆแล้วทุกคนอาจจะไม่ได้คิดถึงธุรกิจตรงนี้ด้วยซ้ำถ้าไม่ใช่เพราะ Netflix เริ่มต้นก่อนและทำให้มันดูน่าสนใจ

#### รูปแบบการทำงานของ Netflix

เมื่อประมาณสิบปีก่อนที่ Netflix กำลังเริ่มให้บริการแบบสตรีมมิ่ง หลายคนมองว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้และคนที่อยู่ในธุรกิจนี้อย่าง Jeff Bewkes (CEO คนเก่าของ Time Warner) มองว่าพวกเขาไม่ได้เป็นศัตรูที่น่ากลัวเลยแม้แต่น้อย เขาไม่คิดเลยว่าอินเตอร์เนทจะกลายเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง แต่สิ่งที่เขาคิดกับสิ่งที่ CEO ของ Netflix Reed Hastings รู้นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อินเตอร์เนทไม่เพียงแต่เป็นช่องทางการรับคอนเทนท์ที่คุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ แต่มันเปลี่ยนกฎของการรับชมทีวีและสื่อไปทั้งหมดเลย เพราะไม่จำเป็นอีกต่อไปที่เราจะต้องนั่งรออยู่ที่หน้าจอ อินเตอร์เนททำลายกำแพงของเวลาและช่องทีวี ไม่จำเป็นอีกต่อไปที่ต้องมานั่งรอว่าอาทิตย์หน้าแม่มังกรจะบุกถล่ม Lannisters ได้ยังไง ทุกอย่างตอนนี้สามารถหาดูได้ออนไลน์ และจากจุดเริ่มต้นเล็กๆของการสตรีมมิ่ง Netflix เวลานี้พวกเขาคือ 20% ของค่า downstream bandwidth จากทั่วโลก ซึ่งถ้าเปรียบอินเตอร์เนทเป็นถนน 5 เลน คอนเทนท์จาก Netflix ใช้ไปแล้วหนึ่งเลนสำหรับการมุ่งหน้าไปสู่ผู้ชมทั่วโลก

พื้นฐานความสำเร็จของ Netflix ขึ้นอยู่กับสองปัจจัย : อย่างแรกแน่นอนว่าคือคอนเทนท์ที่กว้างใหญ่มหาศาล มีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา และสองคือความเข้าใจความต้องการของลูกค้าในแบบส่วนตัวที่จะคอยดึงดูดให้พวกเขากลับเข้ามาใช้อีกเรื่อยๆ มันเป็นการผสมผสานระหว่างความกว้างและความความลึกที่ลงตัวของคอนเทนท์และการแพร่กระจาย ในระดับโลกและระดับส่วนตัว ซึ่งนี้คือหัวใจสำคัญของหลักการทำงานของ Netflixonomics ที่ทำให้ใครต่อใครหลงใหลและยอมจ่ายเงินอย่างเต็มใจเพื่อเป็นสมาชิก

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ Netflix ต้องใช้เงินเหมือนหว่านไปทั่วแบบนี้เพราะว่าระบบเศรษฐศาสตร์แบบที่พวกเขากำลังทำอยู่นี้คือการที่ผู้ชนะจะถือความได้เปรียบทุกอย่างไว้ในมือ เพราะจำเอาไว้ว่าผู้ชมทุกคนมีเวลาที่จำกัดสำหรับการเสพสื่อเอ็นเตอร์เทนเมน ถ้าคุณสามารถทำให้คนเหล่านี้รู้สึกชื่นชอบในสิ่งที่คุณนำเสนอ มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเปลี่ยนเจ้าหรือสมัครเป็นสมาชิกหลายๆที่ อาจจะมีบ้างที่สมัครช่องกีฬาที่ตัวเองชื่นชอบหรือทนดูโฆษณาสำหรับช่องที่ให้บริการฟรีๆ การเป็นเจ้าแรกของตลาดอย่างที่ Netflix กำลังพุ่งเป้าไปนั้นจะทำให้พวกเขาอยู่ในพื้นที่ได้เปรียบ เพราะผลกระทบจากการเติบโตแบบก้าวกระโดดคือการผลักค่าใช้จ่ายของเจ้าอื่นๆให้สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบไปยังรายได้รวมของบริษัทเหล่านั้นให้น้อยลง และหลายคนก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า Netflix นั้นกำลังทำให้ระบบนิเวศน์ของ Hollywood นั้นเปลี่ยนไป บางคนถึงขึ้นพูดว่านี่คือจุดเริ่มต้นของจบธุรกิจภาพยนตร์และทีวีที่เราคุ้นเคยกันแล้ว

มีการคาดการณ์จากบริษัทวิจัย Sanford Bernstein ว่าเมื่อถึงปี 2026 Netflix จะมีสมาชิกอยู่ที่ประมาณ​ 300 ล้านคน (เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปัจจุบัน) และมีรายได้จากการเก็บค่าสมาชิกที่ $15/เดือน แปลเป็นตัวเลขประมาณ​ 24 พันล้านเหรียญ (7.7 แสนล้านบาท) ต่อปี ก่อนจะโดนดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อม โดยมูลค่าของบริษัทเองจะพุ่งสูงไปถึง 3 แสนล้านเหรียญหรือประมาณ 10 ล้านล้านบาท และด้วยความบ้าบิ่นของนักลงทุนที่เชื่อมั่นว่านี่คือบริษัทที่แข็งแกร่ง มูลค่าทางตลาดของบริษัทอาจจะสูงกว่านั้นอีกก็ได้เช่นเดียวกัน

ผลกระทบอีกอย่างของ Netflixonomics ที่เกิดขึ้นคือมันได้เปลี่ยนแปลงการหาจุดคุ้มทุนของการสร้างผลงานชิ้นหนึ่งไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อก่อนการจะสร้างงานชิ้นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือซีรี่ย์ทางทีวีผู้สร้างต้องดูว่ากลุ่มผู้ชมของพวกเขาจะมีจำนวนมากพอที่จะลงเงินกับโปรเจคนั้นๆรึเปล่า แต่ในส่วนของ Netflix เองที่รู้จักผู้ชมของตัวเองอยู่แล้วจากการวิเคราะห์ประวัติการรับชมในช่วงที่ผ่านมา พวกเขาสามารถรู้ได้ทันทีว่างานชิ้นหนึ่งน่าจะโดนใจใครบ้างและคำนวณค่าใช้จ่ายได้อย่างแม่นยำ (ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เป็นเพียงการคาดเดาและยิงกวาดเพื่อหวังผล)

เมื่อโชว์พร้อมแล้วที่จะเปิดม่านให้กับผู้ชม ต่อไปก็เป็นงานของ Todd Yellin (vice-president of product) ที่หาทางนำเสนอให้กับผู้ชมที่เขาต้องการและเช็คผลว่าได้รับเสียงตอบรับที่ดีขนาดไหน ชื่นชอบรึเปล่ากับสิ่งที่ได้ดู จากสถิติแล้วสมาชิกแต่ละคนก็จะเลื่อนผ่านโชว์ประมาณ 40-50 เรื่องในหน้า Home ก่อนที่จะเลือกดูสักเรื่องหนึ่ง ซึ่งการตัดสินใจบางครั้งก็ขึ้นอยู่กับโปสเตอร์ที่ดึงดู ซึ่งตรงนี้ Netflix ก็มีการปรับเปลี่ยนแล้วแต่รูปแบบของโชว์เพื่อให้ผู้ชมในแต่ละกลุ่มสนใจด้วย ส่วนประกอบของการปรับเปลี่ยนตามความชอบของแต่ละคน (personalisation) และการเข้าถึงผู้ชมได้โดยตรงนั้นทำให้หน้า Home ของ Netflix เป็นเครื่องมือโปรโมทชั้นเยี่ยม มันสามารถทำให้โชว์ที่ใช้งบประมาณไม่เยอะ (ถ้าเทียบกับโชว์คล้ายๆกันกับสตูดิโออื่น) ขึ้นมาเป็นที่สนใจได้ถ้าคนที่เห็นสนใจในเรื่องนั้นอยู่แล้ว คนที่อ่านนิตยสาร Don’t อาจจะไม่เคยเห็นซีรี่ย์ “The Ranch” ซีรี่ย์คอมเมดี้เกี่ยวกับครอบครัวทำฟาร์มปศุสัตว์ที่มีเรื่องให้ต้องทะเลาะกันตลอดเวลา รีวิวหลายที่บอกว่ามัน “เฉยๆ” แม้จะมีดาราอย่าง Ashton Kutcher เป็นตัวชูโรงก็ตาม แต่มันกลับถูกสร้างไปแล้วถึงสามซีซั่นและน่าจะมีซีซั่นที่ 4 ตามมาไม่ช้า เพราะซีรี่ย์ที่ไม่ได้ดีเด่นมากมายแต่เมื่อ Netflix รู้ว่าใครชอบ เขาก็สามารถเจาะกลุ่มแนะนำซีรี่ย์นี้ให้คนเหล่านั้นและก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี (บางครั้งก็โด่งดังเพราะมันถูกพูดถึงแบบปากต่อปากอย่าง Wild Wild Country, The Unbreakable Kimmy Schmidt, Grace and Frankie)

#### ความได้เปรียบของ Netflixonomics

Netflix สามารถที่จะเสี่ยงในโปรเจคแบบนี้ได้เพราะว่าค่าเสียหายต่อครั้งถ้ามันล้มเหลวสำหรับพวกเขานั้นน้อยกว่าคู่แข่งคนอื่นในตลาด พวกเขาจะหลีกเลี่ยงการแนะนำโชว์ที่ไม่ได้รับความนิยมจากกลุ่มสมาชิกที่มีความชอบคล้ายคลึงกัน เพราะฉะนั้น Netflix จึงได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าว่าจะได้ชมสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบอยู่เสมอ ไม่เหมือนกับรายการทีวีที่ต้องสร้างตารางเวลาที่แน่นอน ถ้าโชว์ไหนไม่ได้รับความนิยมก็ไม่สามารถเอาออกได้อย่างทันทีเพราะไม่สามารถหาโชว์อื่นแทนได้

ราคาถูก ปรับแต่งตามความชอบส่วนตัว ไม่มีโฆษณาคั่นกลาง ดูได้ทุกที่ทุกเวลา โหลดมาเก็บไว้บนเครื่องได้ ดูได้แบบต่อเนื่องจนจบซีรี่ย์ไม่ต้องรออาทิตย์หน้า สิ่งเหล่านี้ทำให้จำนวนผู้ชมทีวีแบบดั้งเดิมนั้นลดลงอย่างต่อเนื่องและนั้นก็ส่งผลกระทบกับรายได้หลักของพวกเขาด้วยเพราะไม่มีบริษัทไหนอยากโฆษณาบนทีวีอีกต่อไป (หรือถ้ายังทำอยู่ก็จะใช้เงินเพียงจำนวนเล็กน้อย) จากการเก็บสถิติของผู้ชมอายุ 12-24 ปีตอนนี้ดูทีวีน้อยลงกว่าเดิมครึ่งหนึ่งจากปี 2010 และกลุ่มผู้ชมอายุ 25-34 ปีลดลงไปประมาณ 40% ช่องรายการเด็กและรายการที่ถูกเขียนสคริป (ที่ไม่ใช่ช่องข่าวและกีฬา) จะโดนหนักที่สุดกว่าใครเพื่อน

เพื่อที่จะทำให้ตัวเองอยู่ได้ในการแข่งขันครั้งนี้ ช่องรายการทีวีและบริการสตีมมิ่งเจ้าอื่นๆต้องนำเอารายการต่างๆมาไว้ออนไลน์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ด้วย และผลกระทบก็ไปถึงธุรกิจโรงภาพยนต์ที่จำนวนตั๋วหนังที่จำหน่ายลดลงกว่า 20% ระหว่างปี 2002-2017 และสตูดิโอในปัจจุบันต้องใช้การปล่อยหนังที่ได้รับความนิยมจากคนกลุ่มใหญ่หรือไม่ก็สร้างหนังที่ต้นทุนต่ำแต่คนชอบไปดูด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆอย่างหนังสยองขวัญเป็นต้น

Netflixonomics ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการสร้างผลตอบแทนของทีวีโชว์ในตลาดไปเลยด้วย ปกติแล้ว Netflix จะซื้อลิขสิทธิ์ในการฉายโชว์นั้นๆทั่วโลกในครั้งเดียวต้ังแต่เริ่ม โดยผู้สร้างไม่ต้องไปหาตลาดล่างเพื่อขายต่ออีกเรื่อยๆ มันเป็นเงินจำนวนเยอะและได้ในครั้งเดียวเลย แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้สร้างเสียโอกาสถ้าเกิดว่ารายการนั้นได้รับความนิยมมากกว่าที่คาดเอาไว้ ผู้สร้างก็จะไม่สามารถขายมันให้กับที่อื่นๆได้อีก และยิ่ง Netflix โตขึ้นมากเท่าไหร่ก็สามารถต่อรองราคาในการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

#### ตอนต่อไปของ Netflix

ผู้สร้างนั้นย่อมดีใจที่ได้เห็นเจ้าอื่นๆในตลาดที่มาท้าแข่งกับ Netflix ทั้งด้านการสร้างและการกระจายคอนเทนท์ ภายใต้ AT&T ตอนนี้ HBO ค่อยๆขยับตัวเองออกมาจากการให้บริการเคเบิ้ลทีวีแล้วเปลี่ยนเป็นยิงตรงสู่ลูกค้าด้วยเทคโนโลยีสตรีมมิ่ง นอกจากนั้นก็ยังลงทุนในโชว์ในต่างประเทศมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ค่อยๆยกเลิกการเป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัทต่างชาติที่เคยเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์เพื่อที่จะกระจายคอนเทนท์ในประเทศนั้นๆเอง ทางบริษัทมีงบประมาณ 2.5 พันล้านเหรียญในการสร้างคอนเทนท์ใหม่ปีนี้ เหมือนกันกับ Hulu ที่ให้บริการสตรีมมิ่งคอนเทนท์อย่างเดียวในประเทศอเมริกา (ได้รับความนิยมอย่างมากจาก “The Handmaid’s Tale”) Apple ได้ลงทุนว่าจ้างผู้บริหารของ Hollywood กว่า 1 พันล้านเหรียญเพื่อสร้างคอนเทนท์เป็นของตัวเอง YouTube (ที่มีผู้รับชมมากกว่า Netflix แต่ใช้ bandwidth น้อยกว่าเพราะคอนเทนท์ไม่ได้มีคุณภาพที่สูงนัก) ก็มีโมเดลธุรกิจแบบสมาชิกเช่นเดียวกันแต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมเท่ากับแบบของฟรี Disney ก็กำลังเริ่มดึงภาพยนต์ของตัวเองออกจาก Netflix เพื่อสร้างบริการสตีมมิ่งเป็นของตนเองในปีหน้า (ใครยังค้างดูเรื่องไหนก็รีบหน่อยนะครับ) โดยพวกเขาหวังว่าจากความนิยมของ Pixar, Marvel, Star Wars และมนต์เสน่ห์ของเหล่าเจ้าหญิงทั้งหลายจะทำให้พวกเขามีแต้มต่อเจ้าอื่นๆในขณะนี้

Amazon อาจจะเป็นเจ้าเดียวที่ดูมีความสามารถงัดข้อกับ ​Netflix ได้ในระดับโลก บริการสตรีมมิ่งของพวกเขานั้นแทบจะมีเท่าเทียมกับ Netflix ในต่างประเทศ Amazon มีงบประมาณ​ 4 พันล้านเหรียญเพื่อสร้างคอนเทนท์ในปีนี้ Jeff Bezos พี่ใหญ่ของบริษัทบอกว่าเขาอยากให้ ​Amazon นั้นมีซีรี่ย์ที่โด่งดังเหมือนกับ “Game of Thrones” ของ HBO และนั้นทำให้เขาตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์การสร้างโชว์ “Lord of the Rings” ที่น่าสนใจคือสำหรับ Amazon นั้นวีดีโอเป็นเพียงงานอดิเรกที่พวกเขาสนใจ แต่สำหรับ Netflix มันคือลมหายใจเลยทีเดียว

การลงทุนของ Netflix ที่ไม่ได้ยึดติดภายในแค่ประเทศอเมริกานั้นทำให้พวกเขาก้าวนำคนอื่นๆอยู่มากโข พวกเขาเริ่มสร้างโชว์ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นพื้นฐานอย่าง “Money Heist” ที่เป็นภาษาสเปน หรือ “Dark” ที่ใช้ภาษาเยอรมันก็ได้รับความนิยมมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอันหลังที่ 9/10 ของผู้ชมมาจากประเทศอื่นที่ไม่ใช่เยอรมัน และซีรี่ย์ใหม่อย่าง “Sacred Games” ที่สร้างด้วยภาษาฮินดีเรื่องแรกก็กำลังจะออกฉาย “Protector” ที่เกี่ยวกับซุปเปอร์ฮีโร่สัญชาติตุรกี “Jinn” ที่เป็นภาษาอาราบิก และภายหลังจากถูกพากย์ทับเป็นภาษาอื่นๆในภายหลัง (ซึ่งก็เหมือนกับโชว์ต่างๆใน Netflix ซึ่งจะรวมถึงภาษาอังกฤษด้วย) แม้ว่าผู้ชมที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักจะไม่ค่อยคุ้นกับการพากย์เสียงทับ แต่พวกเขาก็ชอบมากกว่าที่จะต้องมานั่งอ่านซับไตเติ้ลอยู่ดี

การสร้างโชว์ที่ไม่เหมือนใครและดูดีมีราคากว่าโชว์ท้องถิ่นทั่วไปทำให้ Netflix วางตัวเป็นสินค้าพรีเมี่ยมได้ในตลาดนั้นๆทันที และอีกอย่างก็ช่วยหาของดีราคาถูกอย่างนักเขียนบทและไดเรคเตอร์จากประเทศอื่นๆด้วยเช่นเดียวกัน โดยในปี 2016 จำนวนสมาชิกในต่างประเทศนั้นเพิ่มสูงขึ้น 47% และในปี 2017 อีก 42% ทำให้เห็นแล้วว่ามันเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลไม่เลวเลยทีเดียว (ในประเทศไทยหลังจากเปิดตัวในปี 2017 มีสมาชิกอยู่ประมาณ 5 หมื่นคน และปีต่อมาเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนคน มีการคาดการณ์ว่าตัวเลขจะกลายเป็น 5 แสนคนภายในปี 2020) แน่นอนว่ามันเป็นผลสืบเนื่องจากการเพิ่มคอนเทนท์ใหม่เข้าไปเรื่อยๆในเวลาเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่เจออุปสรรคกีดขวางอะไรเลยซะทีเดียว ระบบที่ง่ายต่อการสมัครเป็นสมาชิกก็ง่ายต่อการยกเลิกสมาชิกเช่นเดียวกัน แน่นอนว่าตัวเลขที่เป็นผลลบเช่นนี้ไม่มีการเปิดเผยจากบริษัทอย่างแน่นนอน แต่บริษัทวิเคราะห์อย่าง MoffettNathanson กล่าวว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ​ 3.5%/เดือน ที่สูงกว่าการยกเลิกสมาชิกเคเบิลทีวีที่ 2%/เดือน และสมาชิกสัญญาณอินเตอร์เนทที่ 1%/เดือน และอีกอย่างที่สำคัญคืออย่างที่บอกว่าการสตรีมมิ่ง Netflix นั้นใช้ bandwidth ที่เยอะพอสมควร การให้บริการของพวกเขาผ่านผู้ให้บริการที่มีบริการสตรีมมิ่งเป็นของตนเองก็อาจจะเจอความลำเอียงได้เช่นเดียวกัน

แล้วก็มีเรื่องอื่นๆอีกที่สามารถกลายเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับพวกเขาได้อีกเช่นการเป็นเป้าโจมตีของพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของคนในบริษัท อย่างตอนนี้ Netflix ได้ปลด Spacey จากซีรี่ย์ “House of Cards” หลังจากที่โดนกล่าวหาเรื่องการประพฤติตัวไม่เหมาะสมทางเพศและผู้บริหารอาวุโสอีกคนหนึ่งที่ใช้ภาษาที่ไม่สุภาพ และก็ไม่มีอะไรมาการันตีว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นอีก หรือถ้าเกิดวันดีคืนดีนักลงทุนเห็นว่ามีธุรกิจดาวรุ่งที่น่าสนใจถอนเงินขายหุ้นบริษัทออกไปพวกเขาก็จะอยู่ในสถานะที่ไม่สู้ดีนักเช่นเดียวกัน (เพราะตอนนี้ก็เริ่มมีคนบอกว่าราคาหุ้นของ Netflix นั้นแพงเกินไปจนไม่สามารถหาเหตุผลมารองรับได้แล้ว) เพราะ Amazon หรือ Apple ที่เงินสดในกระเป๋าเยอะกว่าก็พร้อมจะแซงหน้าไปได้ทุกเมื่อ

ตอนนี้ Reed Hastings ยังไม่ได้กังวลกับสิ่งเหล่านี้มากนัก เขาบอกว่าพื้นที่ในธุรกิจนี้ยังมีอีกเยอะ ปลายังมีให้ตกอีกมากมายสำหรับชาวประมงคนอื่นๆรวมถึงพวกเขาด้วย ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการคือการมองไปข้างหน้าถึงความท้าทายที่มาพร้อมความสำเร็จ เพราะยิ่ง Netflix โตมากขึ้นปัญหาก็ตามมาด้วยอย่างแน่นอน เพราะอย่างที่ครั้งหนึ่ง Hollywood เคยยิ่งใหญ่และมีอำนาจในมือมากมาย พวกเขาต้องวางตัวยังไงเมื่อถึงตอนนั้น พวกเขาจะเป็นยักษ์ใหญ่ที่ใจดีหรือเปล่า? 

เสียดาย...ตอนต่อไปและตอนจบของซีรี่ย์นี้ยังไม่มีให้กดชมใน Netflix

SHARE
Written in this book
After Tomorrow
Writer
sopons
writer
ผมมีความสุขกับการอ่านหนังสือ ชอบเดินทางไปในที่ใหม่ๆ เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง พบเจอเรียนรู้ผู้คน รักการถ่ายรูปและธรรมชาติ มีความสุขทุกครั้งที่ได้นั่งมองเหม่อดูเมฆเคลื่อนตัวบนท้องฟ้า นอนบนทุ่งหญ้าแล้วดมกลิ่นดินที่ลอยคลุ้ง รักและมีความสุขกับการได้คลุกตัวอยู่กับการเขียนหนังสือ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนและพร้อมรับฟังความคิดเห็นเสมอครับ - โสภณ ​ศุภมั่งมี ผลงานหนังสือ : The Nerd of Microsoft, คิดสุดปลายเท้า, สวิสที่ฝัน ในวันที่ตื่น, คิวชู | ภูเขา | เงาจันทร์ | blog : aftertomorrow.co | fb/tw/ig : sopons | Columnist : The Matter, the101.world, GQ Thailand, Don't Magazine | Writer : สนพ. Salmon | Work Contact : 0891919698

Comments

WaranS
5 months ago
ได้ความรู้มากเลยค่ะ เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ ส่วนตัวก็เสพNetflixอยู่เหมือนกัน ก็ยังเคยคิดว่าเออ Netflix ฉลาด คนบริหารก็ฉลาด แล้วยังทำให้ระบบของ Netflix เองฉลาดด้วย และเพิ่งได้ตระหนักว่าNetflixมีอิทธิพลขนาดไหนเพราะบทความนี้แหละค่ะ
ขอบคุณมากนะคะที่แบ่งปันเรื่องราวที่น่าสนใจแบบนี้:)
Reply