อยู่ที่เรียนรู้อยู่ที่ซึมซับมัน
วันหนึ่งยามสายๆ ไปจนพระอาทิตย์ขึ้นตรงกลางศีรษะ
กลางศีรษะกลุ่มเด็กเล็กๆ
วัย 7-8 ขวบ อืม...ไม่น่าจะเด็กเท่าไหร่ละ

เด็กๆนั่งเล่นกันอยู่ข้างโอ่ง โอ่งที่มีตะไคร่จับเป็นสีเขียวๆ แต่ทว่าแห้งกรังเริ่มมีสีออกไปทางสีดำ
เด็กๆ ก็เริ่มขีดเขียนลงบนศิลปะตามธรรมชาตินั้น
เพื่อนที่ชื่อว่า 'เตี้ย' เป็นคนโตสุด คนชื่อ 'สุ' รองลงมา แต่มีอีกคนที่จำไม่ได้แล้วว่า...ชื่ออะไร หรือมันเป็นใคร

สุ...เป็นเด็กชอบอ่านหนังสือ มาแต่ไหนแต่ไร เพราะเธอมองว่า...การอ่านหนังสือ แม่งมันคือที่สุดของที่สุด คนอ่านหนังสือออก...คือคนเหนือคน ใฝ่ฝันมากว่า...จะอ่านหนังสือให้ออก อ่านตัวอักษรให้้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

หลักๆก็อ่านหนังสือของพี่ชาย ตั้งแต่ยังไม่เข้าเรียน

การขีดลงบนโอ่งของสุนั้น....จึงมีแต่ตัวหนังสือ
เตี้ยถามว่า "รู้ได้ยังไง...ว่าคำไหนเขียนแบบไหน รู้ได้ยังไงว่าเขียนถูก"
สุอึ้งไปพักใหญ่... "ไม่รู้สิ...รู้แค่ว่ามันคืออ่ะ มองปั๊บแบบ คือ...ก็มันคืออ่ะ" คำว่า "คือ" หมายถึง...ใช่ ใช่เลย ถูกเลย อะไรแบบนี้

"ก็นั่นแหละ...รู้ได้ยังไงว่ามันคือ ดูจากไหน ต้องจำยังไง"
สุอึ้งไปอีก ยอมรับตรงๆ...ว่าไม่รู้เหมือนกัน
"ไม่รู้สิ"
เตี้ยจึงเขียนตัวหนังสือขึ้นมาเป็นคำอ่าน และไล่ถามสุว่า คำนี้ "คือไหม?" ใช่ไหม เขียนแบบนี้ไหม?

อันไหนใช่...สุก็บอกว่าใช่
อันไหนไม่ใช่...สุก็บอกว่าผิด

แต่ก็ไม่รู้จริงๆนะ...ว่ารู้ได้ยังไง จำได้ยังไง?

จนมาถึงทุกวันนี้...ใครๆจะทราบดีว่า สุค่อนข้างจะเคร่งครัดกับการพิมพ์หรือเขียนมากๆ ใครมาเขียนผิดให้เห็นนี่ไม่ได้นะ....ต้องรีบแก้ไขให้

รู้....ว่าหลายคนเบื่อ ว่าจะอะไรนักหนา
แต่นี่แบบ...มันไม่ได้จริงๆอ่ะ มันเห็นแล้วขัดใจ ขัดหูขัดตา 5555

ถึงเพื่อนเตี้ย ...ที่ไม่รู้ว่าแกยังจะจำสิ่งที่เราเคยคุยกันได้หรือเปล่า?
แต่ฉันรู้แล้วว่ะ....ว่าฉันรู้ได้ยังไง. ว่าคำไหนเขียนผิด คำไหนเขียนถูก....?

ทุกอย่าง... มันขึ้นอยู่กับ. "การฝึกฝนและซึมซับ"
คำว่า "คือ" ในวันนั้น....หมายถึงคุ้นหรือเคยเห็น

การอ่าน...สะสมเข้าไปในสมองของฉันทุกวัน แบบไม่ได้ท่องจำ แต่เป็นภาพจำที่เห็นซ้ำๆมา คำไหนแปลกใหม่ไม่เคยเห็น จะถูกมาร์คไว้ในใจ ว่าถ้ามีโอกาสถามผู้รู้จะถาม.... ว่าบังเอิญครูสอนพอดี ก็จะได้รีบจำ
เพราะสมัยก่อนมันไม่ได้ถามอากู๋ได้อย่างทุกวันนี้

ต่อมา...การอ่านก็ให้ทั้งอารมณ์ ความรู้สึก มโนภาพ เสียงต่างๆ เมืองที่ยังไม่เคยเห็น ความรู้สึกที่ยังไม่มีโอกาสได้รู้สึก....

หนังสือ...เหมือนโลกอนาคตหรือโลกใบใหม่ที่ค่อยๆเข้ามาให้เด็กสุได้ซึมซับ ....จนกลายมาเป็นผุ้ใหญ่ช่างเขียนในวันนี้....

และผู้ใหญ่ในวันนี้ เรียนรู้แล้วว่า...ไม่ใช่แค่การอ่านหรือเขียนหนังสือเพียงอย่างเดียวหรอก

แม่งทุกๆเรื่องในชีวิตเลย ที่ค่อยๆเกิดจากการสั่งสม ฝึกฝน จดจำ แก้ปัญหา เกิดสิ่งใหม่

เหมือน....ถ้ามีคนมาถามว่า เจาะเลือดยังไงให้ได้ ต่อให้บอกเทคนิคแค่ไหน ก็ต้องลงมือทำและเรียนรู้องศา. การชอนเข็ม จังหวะที่เข็มแทงเข้าไปแล้วเราเห็นภาพ....ว่าเข็มกำลังอยู่ในหลอดเลือดตรงไหน ต้องชอนซ้ายหรือขวา

ทุกอย่าง....แม่งก็ต้องฝึกฝนและค่อยๆทำทั้งนั้นป่ะวะ
ถ้ามัวแต่นั่งสงสัย แต่ไม่เคยทำสักที อยากจะรู้แต่เทคนิคและคำตอบ ทางลัด แต่ไม่เคยปฏิบัติ....มันจะรู้ได้ยังไง

สุตอนเด็กในวันนั้น....ทำแบบนั้นทั้งๆที่ไม่รู้เลยว่าผลที่ได้มันคืออะไร ผลที่ได้มันมาจากไหน มันเกิดขึ้นได้ยังไง...แต่ทำไปแบบไม่มีวันหยุดหรือล้มเลิก

อยากจะเตือนสติตัวเองในวันนี้ว่า....แม้สิ่งที่แกกำลังทำอยู่ จะไม่ใช่สูตรสำเร็จ แม้มันจะเป็นแค่การลองผิดลองถูก ค่อยๆซึมซับคำตอบแบบที่ยังไม่รู้คำตอบทั้งหมดก็ไม่เป็นไรนะ....

มันจะเป็นเช่นนั้นเสมอ
สิ่งดีใดๆที่เคยได้รับมาตั้งแต่เด็ก อาจจะแปลกกว่าใครเพื่อน อาจจะคนละทิศทาง แต่เชื่อเหอะ...ว่าไม่ว่าจะอีกกี่ปีต่อจากนี้...แกก็จะได้ดีเหมือนเดิม อย่างน้อย "แกก็ได้ทำดีที่สุด"
#คนอะไรมีไอดอลเป็นตัวเองตอนเด็ก
#มีกำลังใจทุกครั้งที่นึกถึงเด็กคนนี้
"ด.ญ.สุพรรณิกา"
SHARE
Writer
SUPANNEEGA
letter girl
คุยกับตัวเอง

Comments