นักศึกษากลุ่มวิชาทรมานบันเทิง
หากจะกล่าวถึงภาพของนักศึกษา “กลุ่มวิชาวิทยุและโทรทัศน์” แล้วนั้น หลายคนอาจนึกถึงภาพของอาชีพผู้ประกาศข่าวแสนสวย อ่านข่าวด้วยสำเนียงชัดเจน นึกถึงภาพของพิธีกรวาจาจัดจ้านที่คอยสร้างสีสันให้กับรายการต่าง ๆ หรือนึกถึงภาพของดีเจที่คอยจัดรายการวิทยุที่เคยฟังในรถหลังเลิกงาน ภาพของบุคคลอาชีพต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรทัศน์นี้ทำให้เกิดภาพจำของนักศึกษาในกลุ่มวิชานี้ว่าหากเข้ามาเรียนแล้ว เราทุกคนคงจะได้รับความบันเทิงเหมือนที่เคยได้จากการรับชมโทรทัศน์หรือฟังวิทยุเป็นแน่ ไม่เว้นแม้แต่ตัวของฉันเองที่กว่าจะรู้ความจริงหลังจากเข้ามาเรียนแล้วว่า กว่าจะได้ผลงานบันเทิงแต่ละชิ้นให้เรารับชมทางหน้าจออย่างมีความสุข เบื้องหลังยังมีอะไรมากกว่านั้นอีกมากมาย และมันไม่ได้ง่ายดายเหมือนที่เคยจินตนาการไว้เลยแม้แต่น้อย...
 


ด้วยหัวใจของนักศึกษาผู้มุ่งมั่นในการเลือกสาขาตอนปี 2 หวังจะพบกับภาพฝันอันสวยงามอย่างที่หลายคนเคยกล่าวเอาไว้ กลับต้องพบกับความยากลำบากตั้งแต่เริ่มเรียนกระบวนการแรกของการผลิตรายการกันเลยทีเดียว เริ่มจากการบวนการก่อนการผลิต หรือที่เรียกกันว่า pre-production สิ่งแรกที่ต้องพบเจอคือการเขียนบทรายการ เริ่มแรกฉันไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องยากอะไรเพราะปกติเป็นคนชอบเขียนอยู่แล้ว แต่ใครจะคิดว่ากระบวนการที่ยากที่สุดในการเขียนบทไม่ใช่การเขียน แต่กลับเป็นการคิด กว่าจะคิดสร้างสรรค์รายการที่ใหม่และไม่ซ้ำใครออกมาได้ สร้างความปวดหัวให้ฉันยิ่งนัก เป็นเวลา 1 ภาคการศึกษาเต็ม ๆ ที่แทบทุกสุดสัปดาห์ฉันต้องนั่งร้องไห้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ บนหน้ากระดาษของโปรแกรม Microsoft word ว่างเปล่า แล้วคอยหนีจากข้อความของเพื่อนที่มาถามว่า "เขียนบทเสร็จแล้วหรือยัง" และจะยิ่งกดดันมากขึ้นหากมีใครสักคนตอบว่า “ทำเสร็จแล้ว” ความเครียดจากทั้งตัวเองและเพื่อน รวมถึงคำศักดิ์สิทธิ์อย่างคำว่า “Deadline” คอยบีบคั้นให้ฉันแทบเข้าสู่ภาวะเครียดอย่างเต็มรูปแบบ และคงจะต้องเข้าพบจิตแพทย์เป็นแน่ หากวันหนึ่งเพื่อนสนิทผู้ประสบชะตากรรมเดียวกันไม่ชวนฉันออกไปเดินเล่น หลายคนกล่าวหาว่าพวกเราคงเสียสติไปแล้วที่ยังเลือกไปเที่ยวเล่นข้างนอกทั้งที่ยังทำงานไม่เสร็จและมันมีกำหนดส่งในอีก 2 วันข้างหน้า แต่ใครจะทราบว่าหลังจากที่พวกเราได้ออกจากห้องสี่เหลี่ยม และหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กักขังเรามาตลอดหลายวัน ได้เปลี่ยนบรรยากาศและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดในการเขียนบทซึ่งกันและกันในวันนั้น มันทำให้ฉันกลับมานั่งเขียนบทจากไอเดียใหม่ ๆ ได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในคืนต่อมา โดยบทที่ฉันเขียนส่งไปในครั้งนั้นได้คะแนนเต็ม ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันทราบดีว่าการมีวินัยเป็นสิ่งที่ดี แต่วินัยที่ตึงเกินไปย่อมไม่ส่งผลดีเช่นกัน การเอาแต่กดดันตัวเองมากเกินไปรังแต่จะทำให้เกิดผลเสีย คงต้องขอบคุณการเดินเล่นในวันนั้นที่ทำให้ฉันได้พบกับวิธีการทำงานเขียนบทที่ราบรื่นและผ่านพ้นภาคการศึกษานั้นไปด้วยดี
 


แต่ใช่ว่าความลำบากในการเรียนกลุ่มวิชานี้ของฉันจะหมดแต่เพียงเท่านี้ ทุกการเรียนรู้สิ่งใหม่ ย่อมมีอุปสรรคใหม่ ๆ มาทดสอบเสมอ เช่นเดียวกับการเข้าสู่กระบวนการผลิตรายการ หรือที่เรียกว่าขั้นตอน production ซึ่งต้องอาศัยการทำงานเป็นทีมใหญ่ เรียกได้ว่า 

“คนเยอะ เรื่องเยอะ”
เป็นธรรมดา ตลอดการทำงานเรากระทบกระทั่งกันในทีมไม่มากก็น้อย ทุกครั้งที่เกิดความผิดพลาด การโทษใครสักคนล้วนทำให้เกิดบาดแผลในใจและอคติกันขึ้นมาตลอดเวลา หลายครั้งที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองทุ่มเท ลงทุนลงแรง รับผิดชอบหน้าที่ต่าง ๆ ในกอง (กองถ่ายทำรายการและกองข่าว) มากกว่าคนอื่น ๆ ยอมเหนื่อย ยอมเสียสละเวลาเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด แต่สิ่งตอบแทนนั้นกลับเท่ากับคนอื่นที่ทำน้อยกว่า ความเสียเปรียบในจุดนี้ทำให้ฉันรู้สึกน้อยใจอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อลองย้อนกลับมามองในอีกมุมหนึ่ง จึงได้พบว่าแท้จริงแล้ว คนที่ทุ่มเทสุดตัวไม่ได้มีแค่ฉันเพียงคนเดียว ในกลุ่มยังมีคนที่รับผิดชอบในสิ่งที่ใหญ่กว่าฉัน แบกรับงานที่มากกว่าฉัน แต่เขากลับไม่เคยบ่น ซ้ำยังคอยให้กำลังใจและช่วยทำในส่วนที่ฉันรับผิดชอบอีกด้วย ความสามารถของเขาเป็นที่ประจักษ์จนทุกคนยอมรับ ทำให้ตัวฉันรู้สึกว่า ความสามารถของตัวเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย เพื่อน ๆ ต่างไว้ใจให้ฉันรับผิดชอบงานใหญ่ ๆ เช่นกัน แต่เพราะเหตุใดตัวเองจึงเอาแต่เรียกร้องความเป็นธรรมโดยไม่ได้สนใจส่วนรวม หากสิ่งนั้นต้องอาศัยความสามารถของฉันจริง ๆ แทนที่ฉันจะช่วยเหลืออย่างที่เพื่อนคอยช่วยฉัน แต่ฉันเองกลับพยายามผลักภาระรับผิดชอบของตนให้คนอื่นตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าการแบกรับทุกอย่างเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่สิ่งที่ฉันควรทำคือการตกลงหน้าที่รับผิดชอบในกลุ่มไม่ให้เกินตัวตั้งแต่ต้นและรับผิดชอบในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ในครั้งนี้คือการอดทน มองโลกในแง่ดี การประนีประนอม เข้าใจในความแตกต่างระหว่างบุคคลและใช้ทักษะการสื่อสาร ประสานงานกับคนหมู่มากเพื่อให้ได้ข้อสรุปในการทำงานที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายโดยเสียเปรียบน้อยที่สุด รวมถึงได้เรียนรู้ว่าการทำงานกับบุคคลมากมาย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
 


มาถึงกระบวนการสุดท้ายของการผลิตรายการของกลุ่มวิชาวิทยุและโทรทัศน์ นั่นคือกระบวนการหลังการผลิต หรือ post-production ซึ่งประกอบด้วยการตัดต่อ ลงเสียง ตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในรายการ ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีตัวฉันเองไม่เคยทราบมาก่อนว่ากระบวนการที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญนี้กลับเป็นกระบวนการที่สร้างความทรมานถึงเพียงนี้ จะมีสักกี่คนที่ทราบว่าคลิปวีดีโอความยาว 3 ถึง 4 นาทีที่รับชมกันเพียงไม่กี่อึดใจ อาจใช้เวลาในการตัดต่อยาวนานถึง 8 ชั่วโมงทีเดียว ระยะเวลาที่ใช้ตรงหน้าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กขนาดจอเล็กจิ๋วในแต่ละวันเปรียบเสมือนพื้นที่คุมขังเล็ก ๆ ที่เราแทบไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้เลย มือขวาต้องคอยบังคับเมาส์อยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันสายตาและระบบประสาทต้องว่องไวในการจับสังเกตฉากแต่ละฉากที่ต้องการ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด การรับรู้ของเราย่อมอ่อนล้าและเชื่องช้าลงเหมือนโปรแกรมตัดต่อวีดีโอที่เรากำลังใช้งาน อาการดวงตาพร่ามัวและความเมื่อยขบเข้าเกาะกุมร่างกายของฉันวันแล้ววันเล่า ลาดไหล่ลงไปถึงปลายนิ้วชี้ตึงชา จนต้องพึ่งพาศาสตร์การนวดแผนโบราณ อาการอันหลากหลายในหมวดหมู่ของโรค Office Syndrome ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นกับร่างกายของฉัน เวลางานเบียดเบียนทั้งเวลารับประทานอาหารและเวลานอนจนเหลือเฉลี่ยเพียงวันละ 5 ชั่วโมง ปัญหาสุขภาพที่เริ่มรุมเร้า ทำให้ฉันเริ่มทนไม่ไหวจนต้องปรึกษาหารือกับเพื่อนคนเดิมอีกหน ซึ่งคำแนะนำที่ได้รับมาสำหรับทางออกของปัญหานี้ไม่ได้ยากเย็น แต่ขึ้นอยู่กับตัวฉันเองที่จะต้องบริหารจัดการเวลาใน 1 วันของตัวเองให้สมดุลกันทั้งเวลาเรียน เวลาทำงาน และเวลาพักผ่อน ฉันเริ่มหาเวลาไปวิ่งออกกำลังกายหลังเลิกเรียน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำให้ตัวเองเสียเหงื่อเพียงเล็กน้อยบวกกับบรรยากาศของการวิ่งในที่โล่งนั้นทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นกว่าการเดินเล่นเสียอีก ร่างกายและสมองที่สดชื่นทำให้เราสามารถทำงานต่อได้นานขึ้น และอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันได้เรียนรู้คือการแบ่งงานให้สมาชิกกลุ่มก็เป็นการแบ่งเบาภาระตัวเองได้เช่นกัน อย่างที่เคยกล่าวไปในข้างต้นแล้วว่า

 เราทุกคนควรมีส่วนในการรับผิดชอบงานร่วมกันและช่วยเหลือกันเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด
 
ขณะนี้ตัวฉันกำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 3 ยังเหลือเวลาอีกกว่า 1 ปีจึงจะสำเร็จการศึกษา บนเส้นทางของนักศึกษาสายบันเทิงยังคงมีความทรมานอีกมากมายรอคอยให้ฉันได้พบเจอ ทุก ๆ การเติบโตล้วนเต็มไปด้วยอุปสรรคซึ่งเราไม่อาจทราบทางออกล่วงหน้า แต่ฉันเชื่อว่าตราบใดที่เราอดทน เชื่อมั่นในตัวเองและเปิดใจยอมรับคำแนะนำจากบุคคลรอบข้าง เราจะพบกับวิธีที่สามารถผ่านพ้นทุกสิ่งทุกอย่างไปได้ ทุกปัญหามีทางออกเสมอ ฉันทราบดีว่าชีวิตการเป็นนักศึกษาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ที่ผ่านมาตัวฉันไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพัง ฉันมีทั้งเพื่อน ครอบครัวและอาจารย์คอยสนับสนุน หากฉันได้สำเร็จการศึกษาไปอย่างที่คาดหวัง ฉันต้องขอบคุณบุคคลเหล่านั้นที่คอยช่วยเหลือ ให้ฉันได้ก้าวข้ามกำแพงที่สกัดกั้นความฝันและสร้างความทรงจำที่สวยงามในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แต่ที่ลืมไม่ได้...ฉันต้องขอบคุณตัวเอง ที่แม้จะต้องเจ็บอีกเท่าไร ก็ไม่ละทิ้งความพยายามจนสามารถสานฝันการเป็นบัณฑิต อย่างที่จินตนาการไว้ได้ จนกว่าจะถึงเวลานั้น ฉันต้องเตรียมตัวให้พร้อมพบกับภาคการศึกษาใหม่ที่กำลังจะมาถึง ค่อย ๆ ก้าวเดินไปในเส้นทางที่ฉันเรียกว่า 

“นักศึกษากลุ่มวิชาทรมานบันเทิง”
หรือนักศึกษากลุ่มวิชาวิทยุและโทรทัศน์ ให้ดีที่สุดในแบบฉบับของตนเอง ♥





//ทดลองเขียนอะไรยาว ๆ บ้าง ไว้เรียนจบเมื่อไหร่จะกลับมาอ่านใหม่อีกรอบ ฝากถึง #ตัวเราในอีก_ปีข้างหน้า ด้วยนะ


I AM PIMMIE►
 
SHARE
Writer
i_am_pimmie
ดอกหญ้าแห่งจินตนาการ
หัวร้อน นอนน้อย เกรี้ยวกราด I AM PIMMIE▶

Comments

DreamTraveller
8 months ago
สู้ๆนะ ตั้งใจเรียน ทำงานให้มีคุณภาพ เป็นพอร์ตติดตัวได้
แล้วก็เราชอบชื่อบทความมาก "กลุ่มวิชาทรมานบันเทิง"
Reply
i_am_pimmie
8 months ago
ขอบคุณค่าาา จะสู้จนถึงที่สุดค่ะ ฮึบ ๆ ♥
upupandaway
8 months ago
ชื่อวิชาถูกใจจริงๆ
Reply
i_am_pimmie
8 months ago
ขอบคุณค่า ♥