[SF] til the lights come on (Minkyeong x Yebin) #6/2





“ไหนบอกให้ไปรับที่เดิมไง”



มินกยองรู้ตั้งนานแล้วว่าเยบินตามหากัน หล่อนขมวดคิ้วนิดๆ ตอนเดินมาดูเสื้อโคตสีดำตัวเดียวกันข้างๆ เธอที่หุ่นสวมอยู่ในร้านขายเสื้อผ้า ใกล้จนได้กลิ่นน้ำยาเคมีผสมกับเซรั่มบำรุงผมจากหล่อน



“ก็เปลี่ยนสีผมแล้ว นึกว่ายังไม่มาเลยหาไม่เจอน่ะสิ”



เธออ้าง ที่จริงก็แค่ยังกลัวอยู่—กลัวว่าจะสู้ดงโฮไม่ได้



“แล้วนี่ได้กินเค้กหรือยังคะ?”



“ยังเลย อยากกินไหมล่ะ?”



“อยากค่ะ!”



“กินเก่งจังเลยนะ” ไม่รู้ว่าโดนบ่นอีกแล้วหรือเปล่า แต่มินกยองก็ยิ้มออกเสียที มองอีกฝ่ายที่สวมเสื้อฮู้ดสีดำตัวใหญ่คู่กับกางเกงยีนส์รองเท้าผ้าใบสีเดียวกับเสื้อ ดูเรียบง่ายเหมือนวัยรุ่นธรรมดาแม้วันนี้จะอายุครึ่งห้าสิบแล้วก็ตาม



“หนาวไหมคะ ฉันเอาฮอตแพ็คมาเผื่อ”



มินกยองส่ายหน้า หยิบถุงสีขาวสองอันออกมาจากกระเป๋ากางเกง “มีคนสงสารก็เลยให้มา”



“เอ้อ”



เจ้าตัวจิ๋วกะพริบตาหนึ่งที เก็บถุงให้ความอบอุ่นเข้ากระเป๋าหน้าท้องเหมือนเดิม “ก็ดีแล้ว”



ก่อนหันหลังเตรียมเดินนำ คิมบลูจึงรีบเก็บกลับที่เดิม ก่อนจะกระโดดดึ๋งไปซ้อนหลัง สอดมือเข้าไปจับฮอตแพ็คในกระเป๋าด้านหน้าแต่ไม่ยอมเอามือออก



เยบินกลอกตา เพราะโดนกอดจากด้านหลังโดยไม่ทันตั้งตัวอีกแล้ว



“ออกไปนะ”



“หนาวอะ”



“ก็มีของตัวเองแล้วนี่”



“ไม่มีแล้ว ทิ้งไปแล้ว”



“เหอะ”



ข้างหูได้ยินเสียงหัวเราะกิ๊ก ก่อนมินกยองจะยอมถอยแต่โดยดีพร้อมเอาฮอตแพ็คติดมือไปด้วย



ไม่รู้ว่าที่จริงเป็นวันเกิดใครกันแน่ในเมื่อคนเลี้ยงคือเยบิน ส่วนเจ้าสีฟ้าก็ได้ทั้งมื้อเย็นฟรี แถมยังได้กินเค้กช็อกโกแลตอย่างที่อยากกินมาตลอดอีก ไหนจะได้สัมผัสเก้าอี้โรงหนังของแท้เพราะเยบินได้ราคาแบบหั่นครึ่งจากโปรโมชั่นบัตรสมาชิก ได้กินป๊อบคอร์นทุกรส ได้นั่งรถประจำทาง ได้เดินเข้าอพาร์ทเมนต์ของคุณหนูคังอีกครั้งตอนสี่ทุ่มครึ่ง ได้ชูสองนิ้วใส่กล้องวงจรปิดเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือในมือมีเค้กอีกสองก้อน แถมได้เข้าห้องเยบินแล้วด้วย



คนผมดำหายกลับไปเปลี่ยนกางเกงกับลบเครื่องสำอางครู่หนึ่งเพราะไม่อยากให้แขกรอนาน ก่อนจะกลับออกมาด้วยท่อนบนเป็นเสื้อฮู้ดตัวเดิมกับกางเกงขาสั้น มินกยองนั่งเอนหลังบนโซฟา ได้หยิบตุ๊กตาเสือของเล่นตั้งแต่เด็กของอีกฝ่ายมาจับเป็นครั้งแรก ก่อนจะลองกดจมูกลงกับหูกลมๆ นิ่มๆ ของมัน



คนตัวเล็กถึงแปลกใจที่ทัฟส์บลูรู้...ว่าเธอจะพรมน้ำหอมแถวใบหูเจ้าเสือสีซีดนี้เสมอ



ตอนเธอเปิดกล่องเค้กสองก้อนบนโต๊ะหน้าทีวี มินกยองก็ยังไม่เลิกเล่นตุ๊กตา “จะกินไหมเนี่ย ไม่งั้นฉันกินคนเดียวนะ”



“เฮ้ย ได้ไงคะ”



ก่อนเจ้าขายาวจะรีบรับช้อนไปตักทิรามิสุกินเหมือนกลัวโดนแย่งอย่างนั้นแหละ “เอ้อ” มินกยองใช้ลิ้นทำความสะอาดแนวฟันก่อนเปิดปาก “สุขสันต์วันเกิดนะคะ...ช้าไปไหม”



“ไม่ช้าหรอก แต่จะหมดวันแล้ว”



“คนสุดท้ายไง จะได้พิเศษๆ”



เยบินไม่ตอบ พยักหน้ารับคำอวยพร ใช้ช้อนปาดครีมสีขาวเข้ามาจนเกลี้ยง อาสาเอาขยะไปใส่ถุงเตรียมทิ้ง จบจากเค้ก เราก็ไม่มีอะไรทำ แต่ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะเปิดหาอะไรดู



“ทำไมย้อมดำกลับเร็วจัง นึกว่าจะทำหลังวันเกิดซะอีก”



“เมื่อเช้าบริษัทที่ยื่นสมัครงานไปติดต่อกลับมาแล้วน่ะ เรียกสัมภาษณ์อาทิตย์หน้า ก็เลยย้อมเผื่อไว้ก่อน”



“อ่า...จะไม่ว่างงานแล้วนี่” มินกยองปรบมือสามทีแสดงความยินดีด้วย คนตัวเล็กก็พเยิดคางรับ เรานั่งกอดเข่าบนพื้นหน้าประตูมุ้งลวดของห้องนั่งเล่น กิ่งต้นสนสูงใหญ่ผลัดใบหมดแล้ว ไฟทางส่งรัศมีแสงมาถึงระเบียงจนไม่ต้องพึ่งแสงจากหลอดไฟในห้อง “ทำไมถึงลาออกจากงานล่ะ จากงานเดิมก็เป็นเดือนๆ เลยนะ”



“เหนื่อยอะ ก็เลยอยากพัก”



“แค่นี้เหรอ?”



“เปล่าหรอก...” เยบินกอดเข่าตัวเองจนกลม เสื้อฮู้ดสีดำตัวใหญ่จนแทบจะแทนผ้าห่มได้ “เป็นเหตุผลที่เหลวไหลอยู่แหละ แต่มันก็น่ากลัวจริงๆ นะ”



หล่อนหันมามองเธอ มินกยองยกมุมปาก เปิดโอกาสให้เล่าทุกอย่างตามที่ใจต้องการ



“คืนวันเกิดของทุกปี ตั้งแต่จำความได้ ฉันฝันร้ายทุกครั้ง” 



“หืม?”



“อือ...ฉันฝัน ฝันว่าตัวเองจะตายตอนอายุยี่สิบห้า ตายแบบไม่เหมือนกันสักปีด้วย แรกๆ ก็จำไม่ได้ว่าตายยังไง แต่ปีหลังๆ ฉันจำได้หมดเลย อย่างปีที่แล้ว ฉันฝันว่าร้องไห้จนตายเลย” สีดำหลับตา ผ่อนลมหายใจช้าๆ เมื่อนึกถึงภาพในหัวแล้วเกิดอาการใจสั่น



“ฉันกลัว...กลัวว่าวันนี้ตัวเองจะตายจริงๆ”



หล่อนกล่าวเสียงเครือ แต่มินกยองยังคงนิ่งฟัง



“ที่ลาออกเพราะก็กลัวว่าจะตายนี่ล่ะ ฉันถึงออกมาทำทุกอย่างที่อยากทำ” เยบินบอกก่อนหัวเราะเบาๆ ตรงท้ายประโยค “อย่างน้อยก็จากไปแบบมีความสุข ดีกว่าตายตอนทำงานน่ะ ลำบากบริษัทอีก”



“แต่ก็ไม่ วันนี้ฉันสบายดี ก็คงคิดมากไปเอง”



จากนั้นเราก็เงียบ มินกยองเอนตัวลงนอนแผ่กับพื้นห้องแล้วพลิกตัวนอนตะแคง หนุนแขนตัวเองเมื่อหันไปหาเจ้าของห้อง “แล้วที่อยู่ว่างๆ นี่มีความสุขจริงๆ เหรอ?”



“ก็โอเคนะ มันไม่ได้มีความสุขขนาดนั้นหรอกค่ะ แต่มันสงบดี ฉันชอบ...ตอนแรกก็วางแผนชีวิตไว้ถึงแค่วันนี้ด้วยซ้ำ แต่ต่อไปก็ต้องคิดไปถึงอนาคตแล้วล่ะ”



“อือ...” ทัฟส์บลูส่งเสียงเข้าใจ “แล้วอนาคตของคุณมีใครอยู่บ้าง”



“...ถามแบบนี้ อยากได้คำตอบแบบไหนเหรอ?”



“ไม่อยากได้แบบไหน อยากได้แบบที่คุณคิด”



สีดำเงียบ กลอกตาช้าๆ เหมือนคิดหาคำตอบ ก่อนจะเอนตัวลงนอนบ้าง หล่อนจ้องเพดานอยู่นาน นานเสียจนเธอต้องถามชี้นำ “มีดงโฮด้วยหรือเปล่าคะ?”



“อาจจะ...ไม่รู้สิ ฉันยังไม่ได้คิดหรอก พรุ่งนี้จะทำอะไรบ้างก็ยังไม่รู้เลย”



“ถ้างั้น” คิมกลั้นหายใจ “พรุ่งนี้ของคุณมีฉันอยู่ไหม?” 



ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากคนตัวเล็ก หล่อนพลิกตัวเข้าหาเธอ ปลายผมของเราวางซ้อน มีภาพของกันและกันในแววตาอีกฝ่าย มินกยองไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตาเพราะกลัวคำตอบ หวั่นใจไปต่างๆ นานา ได้แต่ตอบเสียงอ่อยตอนเจ้าของชีวิตเอ่ยขึ้นเบาๆ



“ถามทำไมคะ”



“ไม่รู้สิ” สุ้มเสียงเจื่อนจางยิ่งกว่าอากาศ “ฉันกลัวว่าคุณจะชอบเขากว่าฉัน กลัวจะไม่มีโอกาส” 



ใช่ เพราะเธอจะมีชีวิตแค่ตอนกลางคืนเท่านั้น มันยากที่จะใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ มินกยองอยากไปให้มากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ แต่เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับเยบิน อำนาจกำหนดชะตาชีวิตของเธออยู่ที่หล่อนโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ และจะไม่มีทางรู้ มินกยองกลัว การที่มีชีวิตแต่ไม่มีใครมองเห็นที่จริงนั้นแสนเศร้า การมีตัวตนแต่ไม่มีคนมองเห็นนั้นแสนเหงา ความรู้สึกแบบมนุษย์ค่อยๆ ครอบคลุมไปยังทุกๆ ส่วนในจิตใจ เธอกลายเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เจ็บได้ร้องไห้เป็น มีความสุข ประสบทุกข์ หัวเราะได้และเสียน้ำตา ซึ่งเธอไม่สามารถกลับไปเป็นเงาได้อีก หากทุกอย่างสูญสิ้น เธอกลับสู่สถานะสีดำไร้ความหมาย มันก็คงเหมือนนักโทษ



เหมือนเงาของเยบินตอนนี้ มันเป็นแค่เงาจากร่างกายที่บังแสง มันคือปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ที่มีแสงก็ต้องมีเงา แต่เธอใช้ชีวิตอยู่ในกรอบสีดำนั่นมาตลอด การมีชีวิตขึ้นมา...เธอจะไม่ใช่ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติแน่นอน ถ้าจะกลายเป็นเงาเช่นเดิม มนุษย์หนึ่งคนต้องติดอยู่ในนั้นตลอดไป
 


เพราะฉะนั้นมีเพียงทางเดียวที่เธอจะเป็นอิสระ คืออ้อนวอนขอโอกาส



สีฟ้ายามฝนตกลุกขึ้นนั่งพับเพียบ สองมือเท้าพื้นแล้วจ้องมัน ก่อนเงยขึ้นสบตาคนที่ลุกขึ้นนั่งบ้าง เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่มั่นคง แต่ออกมาจากหัวใจ



“ให้พรุ่งนี้ของคุณ มีฉันอยู่ด้วยได้ไหม?”
 



เธอกระซิบถาม กระบอกตาร้อนผ่าว “ทั้งกลางคืน กลางวัน”



“ฉันขอแค่พรุ่งนี้เช้า คุณจะเจอฉัน ไม่ต้องกดดันตัวเองก็ได้ ฉันไม่กลัวเลยว่าคุณจะไม่ชอบกัน ต่อให้คุณจะชอบเขา ฉันก็โอเค แต่ฉันแค่อยากมีตัวตนในสายตาคุณ”



คงจะไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่นหากมินกยองจะมีหัวใจที่อ่อนไหวจริงๆ เมื่อเยบินนั่งนิ่ง มองอีกฝ่ายที่น้ำตาหยดหนึ่งร่วงเผลาะ เธอมีคำตอบในใจอยู่แล้ว มีตั้งแต่เมื่อวานแล้วด้วยซ้ำ



“เรื่องชอบหรือไม่ชอบ ฉันตอบไม่ได้หรอก”



สุดท้ายสีดำก็พูดขึ้น เรียกความสนใจจากผู้หญิงตรงหน้า



“ถามว่ารู้สึกชอบเขาไหม คงต้องตอบตรงๆ ว่ารู้สึก แต่อยากอยู่ด้วยไหม อนาคตของฉันจะใช่ดงโฮหรือเปล่า ฉันยังไม่แน่ใจหรอกค่ะ” เธอยกมุมปากขึ้นปลอบใจ “ส่วนความรู้สึกต่อคุณ ฉันยังไม่รู้”



“แต่ถ้ามีคุณอยู่...ก็คงดี”



“ถ้าพรุ่งนี้ได้เจอคุณอีก คงจะดีนะ” 



เยบินไม่คิดว่าตัวเองจะได้เป็นความดีใจของใคร จนกระทั่งได้พบคิมมินกยองกับรอยยิ้มของหล่อนแม้ว่าจะยังมีน้ำตา เจ้าตัวโตแต่ร้องไห้เป็นเด็กๆ เจ้าตัวสูงที่เข้ามาอยู่ในอ้อมกอดเธอ ซุกใบหน้าลงกับบ่า ทิ้งน้ำหนักใส่จนเธอต้องเอนหลังพิงโซฟา มินกยองผละออกมาจ้องกัน เงามืดทอดบังเครื่องหน้าไปกว่าครึ่ง แต่ที่สว่างคือประกายน้ำตานั้น



“มะรืนล่ะ”



“อื้อ ก็อยากเจอ”



“วันจันทร์ล่ะ?”



คราวนี้เยบินหนีไปไหนไม่ได้เพราะโดนขังไว้ในอ้อมแขนและเบาะนั่ง มินกยองแทรกอยู่ตรงกลางระหว่างขา สายตาเราอยู่ในระนาบเดียวกัน มือเล็กทั้งสองยกขึ้นกอบกุมใบหน้าคิมบลูไว้



“ก็อยากเจอ...อยากเจอทุกวันเลย” 



สีฟ้าแนบหน้าผากลงมา ปลายจมูกเราเคลียคลอ



“อยากเจอทุกวัน แปลว่าชอบนะ รู้ไหม?”



“เหรอ” มุมปากยิ้มเล็กๆ “คงงั้นมั้ง”



มินกยองได้กลิ่นหอมแปลกๆ จากเรือนผมสีดำที่เพิ่งย้อม กลิ่นวิปครีมจางๆ จากปลายลิ้นหล่อน และกลิ่นกาแฟจากลมหายใจตัวเอง เยบินยินยอมให้เธอแตะต้อง กระทำสัญลักษณ์ของคนที่มีใจให้กัน แม้จะลองผละออก แล้วกดริมฝีปากลงไปใหม่หล่อนก็ไม่ปฏิเสธ



“คืนวันเกิดคุณปีนี้ ให้ฉันเป็นฝันดีครั้งแรกของคุณนะ”



หล่อนหัวเราะเสียงใส ปลายนิ้วโป้งแตะกลีบปากฉ่ำแดงของเธอ รอยยิ้มที่เกิดจากมินกยองเป็นคนทำให้มี เมื่อมองแล้วมีความสุขที่สุด “พูดอะไรน้ำเน่าจัง” อย่างน้อยเธอก็รู้ว่าหล่อนไม่ได้ตำหนิหรอก ออกจะชอบใจด้วยซ้ำ



“งั้นก็รบกวนด้วยนะคะ คุณมินกยอง”






 


ถึงจะกล่าวอะไรคลุมเครือแบบนั้น แต่ทัฟส์บลูก็ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าการอ้อนวอนขอโอกาสด้วยริมฝีปาก ลุกขึ้นนั่งคุกเข่าในขณะที่อีกฝ่ายอ่อนระทวย ทีแรกเรียวขาเปลือยทั้งสองบีบเข้าหาเอวเธอ ขยับไปมาตามแรงอารมณ์ของคนด้านล่าง ก่อนมันจะเปลี่ยนมาไขว้เกี่ยวเอวเธอแน่น ระหว่างที่ลมพัดกรีดกิ่งไม้แห้ง ก็ยังคงมีเสียงแห่งความพึงใจ นาฬิกาดิจิตอลบอกเวลาล่วงเลยถึงวันใหม่ มือเรียวยื่นให้เยบินจับเป็นหลักลุกขึ้นยืน เพราะการนั่งท่าเดิมนานๆ ทำให้เมื่อยเสมอ แต่ก็สงสัยนะ ว่าหัวใจที่มันเต้นแรงจนเหมือนจะหลุดออกมาได้ทำไมไม่เมื่อยเสียบ้าง



ครู่ใหญ่กว่าเราจะค่อยๆ หยุด เยบินเงยหน้ารับคำขอสุดท้ายที่อ้อยอิ่งเหลือเกิน หลังสบตากันเนิ่นนาน มือที่ก่อนหน้าเคยรั้งลำคอเธอไว้เป็นที่พึ่งก็วางลงบนต้นแขน สีดำตระหนักได้ว่าเรามาไกลกันมากแล้ว ไกลเกินกว่าตัวเองคนเมื่อวานจะคาดเดาได้ด้วยซ้ำ เหตุผลล่ะ? เหตุผลที่เธออยู่ๆ ก็เปิดประตูต้อนรับคิมมินกยองแบบที่ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น หรือมันควรจะถึงเวลาแล้วจริงๆ ที่ต้องคิดถึงวันพรุ่งนี้



“ง่วงหรือยังคะ”



ทัฟส์บลูยังคงกอดเอวเธอ เยบินพยักหน้ารับ “คุณล่ะ?”



“อื้อ ง่วงแล้ว”



เธอถึงผละออกมา ปิดประตูกระจกให้สนิท ถามหล่อนว่าจะนอนตรงไหน จะอาบน้ำไหม แทนที่จะคัดค้านตอนที่มินกยองตอบว่าจะนอนเลย ไม่ยอมอาบน้ำ แต่เธอก็ตกลงเหมือนกัน คงเป็นจริงอย่างที่หล่อนบอกนั่นเอง ว่าตอนที่เธอถูกใจใครน่ะ ไม่เป็นตัวของตัวเองทุกที



กว่าจะได้ข้อสรุปก็เข้าตีหนึ่ง เจ้าของห้องแปรงฟันเสร็จก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง มินกยองนั่งบนพื้น วางแขนข้างหนึ่งลงกับเตียงแล้วแนบแก้มลงไป ส่วนมืออีกข้างก็ขอจับมือเธอไว้ “พิลึกคน นอนแบบนี้เดี๋ยวก็ปวดคอแย่”



“ฉันชอบนอนท่านี้ค่ะ” มินกยองยิ้มจนเห็นฟันเขี้ยว “พรุ่งนี้เช้า...ถ้าฉันยังเมื่อยอยู่ก็คงดี ขอให้ตื่นมาเมื่อยคอด้วยเถอะ”



“พิลึกจริงๆ ด้วย”



“ฮ่า นอนเถอะ ฝันดีนะคะ” คนตัวเล็กกระชับผ้าห่ม มองมือที่กุมกันไว้เป็นสิ่งสุดท้ายก่อนค่อยๆ หลับตาลง ไม่ลืมที่จะอวยพรให้มินกยองกลับ “ขอให้พรุ่งนี้ ฉันตื่นมาเจอคุณ” เพราะมันคำอวยพรที่ดียิ่งกว่าฝันดีเสียอีก



“เยบิน”



“อื้อ”



“ฉันชอบคุณนะ”



“ฮื่อ”



“คุณรู้สึกชอบฉันบ้างหรือยัง...นิดนึงก็ยังดี”



คนถูกถามไม่ตอบ คงเพราะง่วงจนประมวลผลช้าลง แต่เสียง “อื้อ...” ที่ส่งตอบมาขณะหลับตาแล้วเงียบไปจนได้ยินเสียงหายใจ ก็ทำให้มินกยองภาวนาคอให้พรุ่งนี้ตื่นมาปวดคอ





 

เช้าวันเสาร์ไม่เหมาะกับการตื่นเช้า ร่างบนเตียงถึงขยับรู้สึกตัวตอนสายโด่ง หล่อนลุกขึ้นนั่งในอีกสิบนาทีหลังจากลืมตา หยิบโทรศัพท์ข้างหมอนขึ้นมาดูเวลาเป็นอย่างแรก จากนั้นก็ลุกขึ้น หยิบหวีแปรงผมสีดำยาวถึงกลางหลัง ดวงตากลมมองใบหน้าที่นอนเต็มอิ่มของตัวเองในกระจก หล่อนถอดเสื้อฮู้ดสีดำและชิ้นที่เหลือออก ก้าวขาเรียวยาวเข้าห้องน้ำ



หลังเสร็จธุระถึงออกมาหาอะไรรองท้อง โดยซีเรียลก้นกล่องกับนมคือคำตอบ เจ้าของห้องเดินถือชามกินรอบห้องนั่งเล่น



และทุกอย่าง...อยู่ในสายตาของใครอีกคนที่หล่อนมองไม่เห็น



คังเยบินตื่นนานแล้ว



และตื่นเต็มตาตอนที่ตัวเองยืนอยู่ข้างเตียง กลายเป็นคิมมินกยองนอนบนนั้น ข้อความจากจองอึนอูเรียกชื่อหล่อน ไม่ใช่เธอ



เหนือสิ่งอื่นใด เธอแตะตัวหล่อนไม่ได้ 



ด้วยความมึนงงและสับสนจนถึงที่สุด อยู่ๆ ก็มีใครอีกคนโผล่มาในห้องนอนราวกับรู้จังหวะว่าเธอต้องการที่พึ่งและคำอธิบาย หล่อนตัวสูงพอๆ กับมินกยอง ผมยาวสีดำประบ่า ผิวเข้มเพราะแดด 


“อรุณสวัสดิ์ค่ะ”



เธอไม่มีอารมณ์จะทักทายตอบซึ่งหล่อนก็เข้าใจดี



“คุณคังเยบินใช่ไหมคะ?”



“...ใช่ค่ะ”



คนแปลกหน้าสวมแจ็คเก็ตกันลม อกซ้ายปักอักษรย่อ ย.ต.ม.อ.ว มีภาษาอังกฤษข้างใต้เป็นตัวย่อเช่นกัน S.E.D.C.A เยบินขมวดคิ้วตอนที่หล่อนแนะนำตัวตามมารยาท



“คัง คยองวอนค่ะ เจ้าหน้าที่เขตซองบุก”



“เจ้าหน้าที่?”



“ช่าย” หล่อนพยักหน้าแล้วยกคลิปบอร์ดหนีบกระดาษหนึ่งแผ่นที่เสกมาจากไหนก็ไม่รู้ขึ้นอ่าน “คังเยบิน อายุยี่สิบห้าปี—”



“เดี๋ยวก่อนค่ะ เจ้าหน้าที่อะไร?”



คยองวอนเลิกคิ้ว ร้องอ๋อก่อนชี้มาที่ตัวหนังสือที่อก “ย.ต.ม.อ.ว—ยมทูตตรวจวันหมดอายุวิญญาณ หน่วยของฉันเอง”



“วิญญาณ?”



“ใช่ค่ะ คุณอาจจะยังไม่รู้ตัวนะ ฉันมาที่นี่เพราะคุณเสียชีวิตแล้วค่ะ”



“...”



เป็นคำตอบที่ทำให้พูดไม่ออก เยบินชะงักงันเหมือนโดนฟาดด้วยของแข็งเต็มๆ ท้ายทอย คล้ายจะสิ้นสติไตร่ตรองไปในเดี๋ยวนั้น เธอมองมินกยองที่นั่งลงบนโซฟาโดยหล่อนไม่เห็นเราสองคน ก่อนจะหันไปสนใจคยองวอนเมื่อ “เสียชีวิตเมื่อหกโมงยี่สิบสองนาที โอ...ปกติไม่ค่อยมีใครตายเวลานี้นะเนี่ย” ประโยคหลังหล่อนพึมพำกับตัวเอง แต่เธอได้ยิน



“เพศหญิง เกิดวันที่สิบเก้าตุลาคม ปีหนึ่งเก้าเก้าสี่” ร่างสูงเลื่อนสายตาลงอ่านออกเสียง “สาเหตุการเสียชีวิต อ่อ บอกก่อนนะคะว่าการเสียชีวิตมีสองแบบ คือเจตนากับไม่เจตนา ถ้าไม่เจตนาก็ต้องดูว่าตายตามธรรมชาติหรือผิดธรรมชาติ ส่วนแบบเจตนาก็ตามนั้นค่ะ ที่ต้องบอกเพราะวิญญาณจะยังอยู่ในโลกนี้อีกระยะตามสาเหตุการเสียชีวิต สมมติว่าตายโดยธรรมชาติเพราะหมดอายุขัย ก็จะยังอยู่ได้สามวัน”



“แต่ถ้าตายผิดธรรมชาติ เพราะป่วยหรืออุบัติเหตุ ก็จะไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ ส่วนถ้าโดยเจตนาจะนานที่สุด แล้วแต่กรณี ซึ่งของคุณคังเยบิน...” หล่อนลากเสียงและสายตาลงอ่านช่องสี่เหลี่ยมก่อนอันสุดท้าย 



“เสียชีวิตโดยเจตนาค่ะ”  



“ด-เดี๋ยวสิ”



คนฟังเผยอปากค้าง ไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน “ฉันไม่-ไม่ได้เจตนานะคะ” ก่อนจะเริ่มหอบหายใจดัง น้ำตาตีตื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง!”



“ฉันไม่ได้อยากตายสักหน่อย!!!” 



เธอตะคอก น้ำตาไหลเป็นทางยาวเพราะไม่ทันเตรียมใจ คยองวอนคงชาชินแล้วกับปฏิกิริยาของวิญญาณที่เพิ่งรู้ตัวว่าเสียชีวิต หล่อนก้มหน้า ปล่อยให้เธอสงบสติอารมณ์ซึ่งไม่มีทาง! ร่างเล็กยกมือขึ้นปิดหน้าอย่างสับสน ขาอ่อนแรงจนทรุดลงนั่งกับพื้น



“มันยากค่ะ ฉันเข้าใจ แต่ได้โปรดเชื่อเถอะว่ามันเกิดขึ้นแล้ว” เจ้าหน้าที่ก้มมองคนที่แทบจะสำลักน้ำตาตัวเองอยู่ร่อมร่อ แต่ด้วยหน้าที่ก็ต้องตัดใจพูดต่อ หล่อนอ่านตารางช่องสุดท้าย มีตัวเลขกำกับไว้ ตัวเลขที่มากผิดปกติทำคยองวอนขมวดคิ้ว



“อีกหนึ่งปี...สามร้อยหกสิบห้าวันหลังจากนี้”



ไม่เคยมีวิญญาณตนไหนได้คงอยู่นานขนาดนี้มาก่อน นานเกินไป…



“ฉันจะมารับคุณ”



“แล้วก็การตายโดยเจตนาจะถูกทำให้สำนึกคุณค่าของชีวิต คือการต้องกลับไปตายที่เดิม เวลาเดิม และวิธีเดิมทุกวัน จนกว่าจะครบวันที่กำหนด ซึ่งวิธีการเสียชีวิตของคังเยบิน...”



แม้แต่คยองวอนก็แทบไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองอ่าน แล้วคนฟังจะเชื่อได้อย่างไร



“คือการแบ่งอายุขัยให้เจ้าของเดิม”


 
น้ำตาที่แผดเผากระบอกตาแม้ทรมานเหลือทน แต่ไม่เท่ากับในใจที่เดือดร้อนและไม่รู้ความหมาย คังเยบินได้แต่นิ่งค้าง หยุดเคลื่อนไหวโดยสิ้นเชิงแม้คยองวอนจะหายวับไปจากตรงนั้นแล้ว ถึงหล่อนจะช่วยเหลือโดยการบอกว่าจะกลับไปตรวจความถูกต้องอีกครั้ง แต่ไม่ได้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเลย ใครว่าตายแล้วจะไม่มีหัวใจ...ไร้ความรู้สึกกัน เพราะเธอยังเจ็บอยู่ และยิ่งเจ็บกว่าตอนมีชีวิตด้วยซ้ำ 



เจ้าของเดิม…



เยบินหันมองร่างที่กำลังหัวเราะให้กับโทรทัศน์นั่น



เธอไม่เข้าใจ



มินกยองมาเพื่อเอาชีวิตเธอไปอย่างนั้นเหรอ



เป็นไปได้ แต่อีกใจกลับร้องบอกว่าไม่ใช่...น้ำตาที่เสียไป มวลความรู้สึกที่หล่อนมอบให้เธอเมื่อคืน มันคือของจริง แต่เธอยังไม่ปักใจเชื่ออะไรทั้งสิ้น นอกจากความจริงที่ปรากฏผ่านฝ่ามือโปร่งแสงของตัวเองเท่านั้น









(tbc.)







สำหรับคำถาม สามคนจากปะดิ๊วที่พามาแจมเป็น ‘ใคร’ พี่กาอึน ซากุระ น้องอี้เหรินทำหน้าที่อะไรก็แอบบอกไปแล้วนะคะ เดาง่ายมากกกค่ะ5555 แต่จะเกี่ยวกับเนื้อเรื่องมั้ยก็ลองติดตามดู เรื่องนี้เราไม่ได้แพลนยาว อีกไม่กี่ตอนก็จบแล้วค่ะ แง น่าจะเก้าหรือสิบตอนนะคะ แล้วก็คำถามที่ว่าถ้ามินกยองเป็นคน แล้วตอนกลางคืนเยบินมีเงามั้ย ตอบเลยค่ะว่ามี 5555 แต่จะต่างกันในย่อหน้าที่บอกไปนะคะ ว่าเงาของเยบินตอนกลางคืนเป็นแค่เงาตามธรรมชาติ แบบมีแสงก็มีเงาเฉยๆ แต่มินกยอง aka เงา เทียบง่ายๆ ก็เหมือนคนที่ติดอยู่ในเงานั่นแหละค่ะ

ก็...อาจจะสร้างความสับสนมึนงงให้คนอ่านเล็กน้อย ถ้ายังไงลองจับต้นชนปลายดูค่ะ ไม่ซับซ้อนเลย (แน่สิ ฟิคสั้นสิบตอนจะซับซ้อนอะไรนักล่ะเนอะ) 5555

อ่อ ส่วนภาษาอังกฤษบนเสื้อเจ้าหน้าที่กวอน S.E.D.C.A ย่อมาจาก Department of Spiritual Expired Date Checking Angels ค่ะ

ขอบคุณที่อ่านนะคะ
แจกันตอนหน้า :-) 
#สูญแสงส่อง 


SHARE
Written in this book
til the lights come on
waiting and lighting

Comments

Peek_Sai
3 months ago
พีคคค่าา พีคคค นึกว่ากำลังไปได้สวย ไหงมาพลิกกันแบบนี้คะ
ไรท์ทำเราติดอีกแล้วนะะะ
Reply
Pmpjppm
3 months ago
เหมือนจะเก็ทแต่ก็งงค่ะ5555555555 เอาเป็นว่าภาวนาให้หลังจากนี้ทั้งคู่เจอแต่เรื่องที่ดีนะคะ ตอนนี้ก็รอแค่น้องพราวมาอัพเท่านั่นค่ะ555555 ขอบคุณที่มาอัพถึง2ตอนเลยนะคะ ยังไงก็ขอให้น้องพราวผ่านพ้นกับตารางเรียนที่ไฟลุกไปได้ด้วยดีนะคะ55555ขอบคุณมากค่ะ
Reply
RyuFuji
3 months ago
ไรท์ เราเป็นเมน เราอ่านแล้วหน่วงๆ งงๆ เราจะร้องไห้ TT ม่ายยย คือเหมือนจะเก็ทแต่ไม่เก็ท แต่งให้งงได้เก่งมากคับ 10 แต้มให้ไรททท์
Reply
banana_nn
3 months ago
อมกกกกกก เนื้อเรื่องพลิกมากตกใจเลยไม่คิดว่าเยบินจะสลับกลายเป็นวิญญาณที่มองไม่เห็นซะเอง😱แล้วจะทำยังไงต่อเนี่ยมินกยองจะมองเห็นน้อง/จำเรื่องราวตอนเป็นเงาได้มั้ยคะ แล้วน้องจะใช้ชีวิตยังไงต่อ โอยยยยยช็อคยิ่งอ่านยิ่งอยากรู้ตอนต่อไปแล้ว งือออออ
Reply
Jellyfsss
2 months ago
นี่แอบเดาว่าจะตายจริงๆ 5555 เฮ้อ มินกยองเป็นเงาที่น่ารักที่สุดตั้งแต่เคยรู้มา เยบินจะรู้สึกยังไงถ้าเรื่องนี้เป็นเพราะมินกยอง สนุกดีค่ะ
Reply