[SF] til the lights come on (Minkyeong x Yebin) #6/1




เยบินรู้สึกว่ามันนานทีเดียวกว่ามินกยองจะยอมผละออก หล่อนอ้อยอิ่งสักพักจนเธอต้อง “ปล่อยได้หรือยัง?” หลังจากทิ้งแขนไว้ข้างลำตัวนานแล้ว นั่นแหละคนตัวสูงกว่าถึงยอมปล่อยกอด เธอไม่ค่อยชินยังไงก็ไม่รู้ตอนที่มินกยองเป็นฝ่ายไล่เบี้ย ปกติต้องเป็นเธอต่างหากที่วางท่าเบ่งใส่ให้อีกคนหงอยเล่นๆ



“ขอไปเดินไปส่งได้ไหม?”



“ไกลนะ”



“ไม่ให้ไปก็พูดตรงๆ เถอะค่ะ”



“ไม่ให้ไป”



“โอเค” เยบินหัวเราะใส่คิมบลูที่คว่ำปาก หมุนตัวเดินหันหลังเตรียมกลับห้อง เดินออกมาได้สามก้าวก็หันกลับมาหา “เอ้า จะมาไหม?”



“ได้เหรอ?” สีแดงไม่ตอบ แต่ยกมือสองข้างเท้าเอว ทำท่าจะบ่นจนมินกยองต้องก้าวยาวๆ แค่สองครั้งก็มาถึงตัว



ระหว่างทางกลับอพาร์ทเมนต์ไม่มีใครกล้าเปิดบทสนทนาขึ้นมาก่อน อากาศเย็นลงเล็กน้อย มินกยองรู้สึกริมฝีปากเริ่มแห้งถึงแลบลิ้นเลียมันเป็นช่วงๆ ตอนเหล่มองเยบิน ฝ่ายนั้นก็ทำหน้านิ่งเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ กระทั่งถึงทางเข้าตึก คนตัวเล็กแตะคีย์การ์ดแล้วเปิดปากพูดเป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบนาที



“จะเข้าไปไหม?”



“ยังไงก็ได้ค่ะ”



เยบินหันมาตีหน้าบูดตอบ



“เอ้อ ขอเข้าไปด้วยนะ”



มินกยองก้าวตามหลัง โคลงศีรษะไปมาอย่างนึกขำตัวเองเพราะลืมไปว่าเยบินเบื่อคำว่า ‘อะไรก็ได้’ มากๆ แถมยังดีใจที่เธอพัฒนาขึ้นอีกขั้น คือเดินเข้าตึกหล่อนได้แบบคนปกติเขาสักที



เจ้าบ้านกดลิฟต์ขึ้นมาถึงชั้นสาม เดินนำผ่านประตูบานแรก บานที่สอง บานที่สาม หยุดลงหน้าและประตูบานสุดท้ายของโถงทางเดิน มินกยองเงยมองกล้องวงจรปิดก่อนจะฉีกยิ้มให้ แล้วชูสองนิ้วให้อีก



“เป็นอะไร”



“คิดว่ากล้องจะเห็นฉันไหมคะ”



“เห็นสิ”



“ใช่ไหมล่ะ ปกติไม่มีใครเห็นฉันหรอก”



“อย่าพูดให้กลัวได้ไหมเล่า!” เจ้าตัวจิ๋วพูดดุๆ ก่อนหันไปกดรหัสเข้าห้อง เสียงปลดล็อกประตูดังปี๊บ “คุยกันมาตั้งขนาดนี้ยังกลัวอยู่เหรอ” มินกยองถามเสียงอ่อย เยบินถึงหันมาหา มองหน้าเศร้าๆ ที่ไม่รู้เศร้าจริงหรือแกล้งก็ถอนหายใจพรืด



“น่ากลัวเหรอ ไม่น่ารักเหรอ” สีฟ้าถาม ถึงจะทำหน้าเศร้าแต่ก็ยกสองนิ้วขึ้นมาอยู่ข้างแก้ม เรียกเสียงหัวเราะขึ้นจมูกพลางส่ายหน้าน้อยๆ จากคุณหนูคัง



“น่าหมั่นไส้มากกว่า”



“โหดร้ายจัง” ทัฟส์บลูทำท่ากุมอกได้ละครมาก “เจ็บง่า”



“เฮ้อ”



“ต้องปลอบใจแล้วนา”



“ในห้องไม่มีอะไรให้กินหรอก”



“ก็ไม่ได้เห็นแก่กินขนาดนั้นไหมคะ”



“เหรอออออออออออออออออออ”



“โดนว่าอีกแล้ว”



“คิดไปเอง”



“โดนอีกและ!”



เยบินไม่เข้าใจว่าหัวใจมินกยองจะเซนซิทีฟอะไรขนาดนั้น ยิ่งอีกฝ่ายดึงชายเสื้อแขนยาวตรงข้อมือตัวเองมาทำท่าซับน้ำตายิ่งน่ามันเขี้ยว ตัวก็ตั้งเท่านั้น แต่หัวใจดวงเล็กแค่นี้ “เฮ้อ”



“ถอนหายใจก็นับนะ”



“เกินเบอร์มาก”



“รับไม่ไหวแล้วเนี่ย”



“ให้ทำอะไรก็พูดมาสิ” มินกยองฟังแล้วก็ยิ้มร่า กางขาออกจนความสูงเราเท่ากัน แล้วก็กางแขนเหมือนปลาดาว เยบินเลยปฏิเสธโดยการยกแขนขึ้นกอดอก แต่ก็ต้องตกใจจนเจ้าก้อนเนื้อเท่ากำปั้นกระตุกไปจังหวะหนึ่งเมื่ออีกฝ่ายรวบเธอเข้าไปกอดอีกครั้ง มือที่แนบไปกับแผ่นหลังเธอ—แบบที่สอดเข้ามาใต้เสื้อกันหนาวเผื่อแผ่ความอบอุ่นมาให้ คนโดนกอดกลืนน้ำลาย เงียบไปชั่วอึดใจ “นี่ มันไม่มากไปหน่อยเหรอ”



เยบินจับได้ว่าเสียงตัวเองสั่นเล็กน้อย อีกฝ่ายก็คงรับรู้ได้ถึงยิ่งแกล้งกอดแน่นขึ้นไปอีก



“ไม่ชอบก็ผลักออกสิ”



มินกยองกระซิบ วางคางลงกับบ่าเธอ มือสองข้างที่กอดอกอยู่ถึงค่อยๆ คลายออก เปลี่ยนไปวางบนบ่าคนตัวสูงแล้วดันออกเบาๆ



แต่ส่งแรงเพียงแค่นั้น มันจะดันออกไปได้ยังไง



สุดท้ายมือที่ตั้งใจจะผลัก ก็วางนิ่งๆ ไว้อย่างนั้น



เสียงสูดลมหายใจสั้นๆ ฟังดูเพี้ยนไป มีเสียงกอกแกกเล็กน้อย สีแดงจึงรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้ รวมถึงเสียงลมหายใจยาวกว่าปกติคิดว่าหล่อนคงกำลังกลั้นไว้ เยบินได้แต่มองมือตัวเอง



“นี่ ขอถามจริงๆ เลยนะ”



“อื้อ”



“ทำไมถึงรู้เรื่องฉันล่ะ”



มินกยองเงียบ ถือว่าเป็นคำตอบอย่างหนึ่งหรือเปล่านะ?



“ช่างเถอะ ไว้ฉันจะถามใหม่แล้วกัน”



“มะรืนนี้ วันเกิดคุณ...ฉันมาหาได้หรือเปล่า”



“กี่โมงล่ะ”



“กลางคืนไง”



“ก็...ได้มั้ง”



“อย่ามั้งสิ” คิมบลูย้อนเสียงอู้อี้ เอนตัวไปด้านหน้าจนหน้าผากแตะประตู แผ่นหลังส่วนบนของเยบินถึงแนบไปกับแผ่นไม้เช่นกัน มีเพียงส่วนเอวที่กอดไว้จนลำตัวเราแนบสนิท มินกยองสูดลมหายใจฟืดใหญ่จนคนฟังถอนหายใจบางเบา “ก็ได้ จะมาก็มา”



“มารับด้วยนะ”



“มาเองสิ”



“ฉันไม่มีคีย์การ์ดซะหน่อย”



“เอ้อ” เยบินยังคงมองมือตัวเองที่วางบนบ่าอีกฝ่าย “ที่เดิม เวลาเดิม?”



“อื้ม”



“สบายใจหรือยัง” มินกยองเลี่ยงคำถามอีกแล้ว เยบินคิดว่าท่าทางที่เราเป็นกันอยู่ไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย ไหนกล้องวงจรปิดที่ส่องมาทางนี้เต็มๆ อีก เธอชักจะเขินขึ้นมาหน่อยๆ—เขินกล้องน่ะนะ ถึงลองขยับตัวเล็กน้อยเผื่อเจ้าขายาวจะยอมปล่อย แต่ไม่เป็นไปอย่างที่คิดเมื่อหล่อนนิ่งสนิท “หลับเหรอ” มินกยองส่ายหน้าเบาๆ ก่อนพ่นลมหายใจแล้วผละเพียงใบหน้าออกมา



ปกเสื้อเธอคงช่วยชับหยดน้ำไปได้แล้ว แต่รอยจางๆ บนผิวแก้มทำเยบินได้แต่มองด้วยแววตาอ่อนลง ใบหน้าที่เคลื่อนเข้าใกล้แล้วหยุดไว้ เหลือเพียงมวลอากาศบางเบากลิ่นมิ้นต์กลั้นกลาง นัยน์ตากลมคู่นั้นจ้องมายังส่วนเดียวกัน ไล่ลงมองปลายจมูก เธอทำแบบนั้นด้วย และแน่นอน...ก่อนอะไรจะเลยเถิด เสียงหัวใจเต้นระรัวอยู่ในหูคังเยบิน มันดังตึบๆ จนน่าใจหาย สีแดงยกนิ้วโป้งตัวเองขึ้นแตะริมฝีปากหล่อนไว้ทัน จากที่เย็นก็ร้อนระอุขึ้นฉับพลัน ลมหายใจมินกยองรินรดแก้มเธอจนมันเริ่มเจือสีแดง



เยบินควานหาลิปมันออกมาเปิดฝาด้วยมือเดียว ก่อนจะเชยคางอีกฝ่ายให้แหงนขึ้นนิด



“แตกหมดแล้ว...อย่าแกะปากสิ ห้ามเลียด้วย”



เธอกระซิบสั่งพลางบรรจงทาลิปตัวเองให้ริมฝีปากสีอ่อนคู่นั้น มินกยองก็นิ่งแต่ก็จ้องเธอไม่วางตา เสร็จแล้วถึงค่อยๆ ดันออกไปได้โดยง่าย ทัฟส์บลูกลับไปยืนเต็มความสูงอย่างเดิม มองคนตัวเล็กที่ตั้งใจใช้ลิปมันแท่งนั้นต่อให้เห็น แท่งสีชมพูอ่อนนั้นปาดไปมาบนริมฝีปากอิ่ม ก่อนเจ้าของร่างจะเม้มเบาๆ เรียกรอยยิ้มให้กลับมาบนใบหน้าเธอ มินกยองอมยิ้มเล็กน้อยก่อนหลุบตาลงต่ำ



“ขอโทษนะ”



“ไม่เป็นไร” หล่อนเม้มปากบ้าง ดูนิ่งแบบที่ไม่ได้แกล้งเศร้าเหมือนตอนแรก แต่ก็ดูออกว่าอารมณ์คงไม่ได้ดีนักหรอก “เป็นอะไรคะ”



“ไม่รู้สิ แต่ไม่ใช่เพราะคุณหรอก ไม่ต้องห่วง”



เยบินครางรับในลำคอ ถึงจะหันหลังให้ประตูแต่ก็เตรียมจับลูกบิด “คืนนี้นอนที่ไหน” มินกยองส่ายหน้า เยบินเลยอึกอัก กะพริบตาถี่เพราะลังเลว่าจะชวนอีกฝ่ายค้างที่ห้องดีไหม เพราะยังไงหล่อนก็เป็นผู้หญิง ในหัวตีกันยุ่งเหยิงแต่สุดท้ายก็ตัดใจ “ขอโทษนะ”



“ไม่เป็นไรค่ะ” สีฟ้าส่งยิ้มให้ และนั่นทำให้เยบินรู้สึกผิดเหลือเกิน “ฝันดีนะ”



“อ-อืม ขอบคุณ”



คนตัวสูงถอยหลังก้าวหนึ่ง ก่อนค่อยๆ เดินจากมา ทว่าเสียงจากด้านหลังรั้งให้หยุด



“ทีเรื่องสำคัญแบบนี้ไม่เห็นดื้อเลยล่ะ?”



มินกยองหลุดยิ้ม ชอบใจในความเป็นห่วงในแบบคังเยบินเขา แต่เธอก็หันไปยักไหล่ให้ ปั้นหน้าให้ดูสดใสขึ้นก่อนพูดด้วยน้ำเสียงไม่รู้ไม่ชี้ “โอย เดี๋ยวก็เช้าแล้วน่า กลางวันต้องทำงาน—เป็นผีไง อย่าลืมสิคะ”



“ตามใจ” คนตัวเล็กเดินเข้าห้อง แต่ก็เปิดประตูผ่างโผล่แต่หัวออกมา “ฝันดี!” ด้วยเสียงกระชากเล็กน้อย มินกยองเลยได้แต่ขำเบาๆ ไล่หลังเสียงปิดประตู





 

มินกยองไม่รู้ว่าตัวเองเดินมาไกลขนาดไหน แต่การเดินไปเรื่อยๆ แบบไม่มีจุดหมายในขณะที่ผู้คนเริ่มกลับเข้าบ้านแถมอากาศยังเย็นลงเรื่อยๆ แบบนี้ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยสักนิด ดวงจันทร์บอกเวลาไม่ได้เหมือนดวงอาทิตย์ เธอถึงไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงแล้วตอนที่เดินเตะขาอยู่ริมแม่น้ำฮันฝั่งเหนือ



แต่อย่างน้อยดวงจันทร์มันก็ยังอยู่ที่เดิม หรือเด็กๆ มักจะบอกว่าดวงจันทร์ตามเราไปทุกที่



มินกยองจำหวังอี้เหรินได้



หล่อนก็นั่งอยู่คนเดียวบนม้านั่งตรงนั้น จ้องผืนน้ำสะท้อนดาวบริวารกลมๆ ในมืออังแก้วกระดาษไว้ เธอเดินเข้าไปใกล้ก่อนถามเสียงเบา “นั่งด้วยได้ไหมคะ?” คนตัวเล็กกว่าหันมาเลิกคิ้วตอนเห็นเธอ จึงขยับไปจนชิดเก้าอี้อีกฝั่งเชิงอนุญาต แต่เราก็ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์อะไรไปมากกว่านั่งฟังเสียงลมหายใจของกันและกัน มินกยองเห็นหน้าหล่อนแล้วก็นึกได้ว่าตัวเองเคยสงสัยถึงสาเหตุที่อี้เหรินมองเห็นเธอ...หรือจะเป็นคนมีเซนส์แบบคุณกาอึนนะ? ตั้งข้อสังเกตได้ไม่นาน เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของหญิงชาวจีนดังขึ้นขัดกระแสความคิด มินกยองไม่ได้ตั้งใจแอบมองนะ (แต่ก็มองแหละ) หน้าจอขึ้นชื่อคนโทรเข้าเป็นอีโมจิรูปลูกโลก



(เธออยู่ไหน?)



“ออกมาเดินเล่น”



(ดึกดื่นมืดค่ำแบบนี้เนี่ยนะ? กลับได้แล้ว)



“รู้แล้วน่า”



(เร็วๆ เลย กลับมาเล่นเกมกัน)



“ไม่ไปเล่นกับน้องรักเธอล่ะ”



(แชยอนไม่เล่นฟอร์ตไนท์! เฮ้อ...น้อยใจอีกแล้วสิเนี่ย)



“เปล่าซะหน่อย”



(กลับมาเถอะ อยากเจอหน้า)



“เปิดม่านดูเอาสิ”



เสียงที่จับไม่ได้ศัพท์ดังลอดออกมา แต่ฟังแล้วคงจะตลกน่าดู อี้เหรินถึงถอนหายใจยิ้มๆ “พี่กาอึนล่ะ?”



(กลับไปแล้ว เห็นว่าง่วง ทำงานทั้งวัน)



“ถึงว่า วันนี้ร้อนผิดปกติ”



(ก็เมื่อวานฝนตกนี่ แต่ช่างเถอะ กลับมาได้แล้ว!)



“จ้าๆ”



(ซื้อขนมมาด้วยนะ)



“ค่าคุณนาย”



ปลายนิ้วกดวางสาย อี้เหรินเห็นเธอมองอยู่ก่อนก็เลิกคิ้วเชิงถาม มินกยองได้แต่ยิ้มแห้ง โบกมือว่าไม่มีอะไรก่อนหันกลับไปจ้องแม่น้ำเหมือนเดิม ซึ่งคนตัวเล็กก็ไม่ได้ลุกไปไหน



เงียบ



จนฝ่ายคนมาก่อนนั่นแหละที่หันมองบ้าง เห็นหน้าตาใช้ความคิดก็ได้แต่บอก “กังวลอยู่เหรอคะ?” อี้เหรินถาม โดยไม่ต้องปูที่มาที่ไป มินกยองคิดว่าหล่อนคงรู้แล้ว จากชื่อกาอึนที่เพิ่งกล่าวถึงกับคนในโทรศัพท์ สีฟ้ายอมรับตรงๆ ด้วยเสียงหนักแน่นแม้ในใจอ่อนไหว
 


“ค่ะ”



“เรื่องอะไรคะ?”



“ก็...ไม่รู้สิคะ มันไม่มีอะไรแน่นอนเลย” คิมบลูถอนหายใจ ก้มมองมือตัวเอง “ไม่รู้จะได้เป็นแบบนี้ไปอีกนานไหม จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมหรือเปล่า ฉันว่าตัวเองมาไกลมากแล้ว...”



ในเรื่องของความสัมพันธ์ และความรู้สึก



“ฉันหันหลังกลับไม่ได้แล้วค่ะ อยู่ๆ ก็เลยกลัวขึ้นมาว่าถ้าเกิดจะกลับไปเป็นแบบเดิมอีก มีผู้หญิงคนนึงบอกฉันว่า ถ้าทำให้เจ้าของชีวิตฉัน อยากมีฉันอยู่ในชีวิตเขา ฉันก็อาจจะได้เป็นคนตลอดไป แต่มันก็ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าจะจริงนี่นา”



“อืม...จริงๆ ฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกนะคะ” อี้เหรินเกาแก้ม เตรียมลุกขึ้นเมื่อข้อความจากลูกโลกเด้งว่าส่งสติกเกอร์มาให้รัวๆ เหมือนรู้ว่าเธอยังไม่ไปไหนหรอก “แต่ลองดูก็ได้นะคะ ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย”



มินกยองยิ้มตอบ เธอก็คิดแบบเดียวกัน ก่อนผงกหัวน้อยๆ ให้ตอนหล่อนขอตัวกลับก่อน ขณะกลับมานั่งทบทวนอยู่กับตัวเองคนเดียวก็คิดได้ว่า วันเกิดของเยบิน เธอควรจะทำอะไรให้มันชัดเจนเสียที





 

คืนนั้นอี้เหรินทิ้งฮอตแพ็คสองอันไว้ให้และอากาศริมแม่น้ำก็หนาวเกินกว่าจะทนนั่งอยู่ได้ด้วยเสื้อชั้นเดียว มินกยองไปนั่งหลบลมแถมมุมตึกใกล้ๆ ทั้งแอบเวทนาตัวเองที่ต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ระหว่างคิดว่าการเป็นเงาเหมือนเดิมแต่ไม่ต้องลำบากลำบน กับการมีชีวิตแล้วต้องขวนขวายและฝ่าฟันหลายๆ อย่าง แบบไหนจะดีกว่ากัน



ซึ่งเธอหาคำตอบไม่ได้



ล่วงเลยถึงเช้าวันพฤหัสบดี เยบินตื่นสาย ช่วงบ่ายออกไปร้านทำผมเนื่องจากย้อมกลับเป็นสีดำ ตลอดเย็นวันนั้นเยบินอยู่นอกบ้าน ตอนที่มินกยองกลายเป็นสามมิติช่วงห้าโมงเย็นเกือบหกโมงก็เดินหนีไปทางอื่น ออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่สองเท้าจะทำได้ เธอยังไม่พร้อมเจอเยบินวันนี้ กระนั้นการที่ต้องกลับไปเดินเตร็ดเตร่ริมถนน นั่งเงียบๆ แถวม้านั่งตรงที่ไม่มีคนพลุกพล่าน สูดกลิ่นอาหารที่ไม่มีเงินซื้อ ได้แต่กำฮอตแพคสองอันในกระเป๋ากางเกง คลำนามบัตรของอีกาอึนที่เริ่มยับ มินกยองถึงถอนหายใจ ความกังวล ความกลัว ความเหงา แม้แต่ความหิวเข้าโจมตีจนหยดน้ำมากองอยู่แถวขอบตาอีกรอบ เธอเพิ่งเข้าใจอาการตัวเองที่ร้องไห้ใส่เยบินเมื่อวันก่อนก็ตอนนี้เอง



จากนั้นจึงตัดสินใจได้เสียที ว่าการมีชีวิตอยู่คงดีกว่า



แต่ไม่ใช่ชีวิตแบบนี้...ภาพในหัวเธอมีแต่หญิงสาวเรือนผมสีแดงเท่านั้น



และเมื่อวันศุกร์ที่สิบเก้าตุลาคมเวียนมาถึง ในฤดูใบไม้ร่วงที่มวลอากาศเริ่มเย็นลง เป็นชีวิตปีที่ยี่สิบห้าของคังเยบิน เพราะหล่อนไม่ใช่คนที่สมาคมกับใครมากนัก ไม่ค่อยจะมีใครส่งข้อความมาอวยพรวันเกิดนอกจากเพื่อนสมัยเรียนมัธยมกับมหาวิทยาลัยบางคน จองอึนอูกับโจวเจี๋ยฉงส่งข้อความสั้นๆ มาอวยพรแต่เช้าพร้อมนัดเวลากินข้าวตอนวันเสาร์ที่ทางนั้นหยุดงาน



และแน่นอนว่าต้องเป็นคังดงโฮที่กระตือรือร้นกว่าใคร เขามารับเยบินไปกินข้าวกลางวันระหว่างพักเที่ยง เนื่องจากหญิงสาวบังคับไปว่าไม่ต้องซื้อของขวัญให้ สิ่งหนึ่งที่เขาอยากจะให้และพอจะให้ได้ก็เป็นกอดอบอุ่นนั้น มินกยองได้แต่ยืนมองทั้งสองกอดกันด้วยจิตใจห่อเหี่ยว ก็แน่สิ ทั้งคู่ดูเหมาะกันจะตาย มองแบบไม่อคติ ผู้ชายคนนั้นก็ออกจะดี ยิ่งอยู่ในชุดสูททำงานแบบนี้ ผู้หญิงคงอิจฉาเยบินจนตาลุกเป็นไฟเลยล่ะมั้ง



เธอเห็นหล่อนกอดตอบเขาถึงเบือนสายตาหนี ภาวนาขอให้หมดแสงเร็วๆ เธอจะได้เร่งทำคะแนนเสียที






(continue to 6/2) 


SHARE
Written in this book
til the lights come on
waiting and lighting

Comments

ottopao1616
1 month ago
สงสารคุณบลูเขานะ แง้งง
Reply
cherryearing
1 month ago
คิมบลูน่าสงสารอ่ะ สู้ๆนะคุณ อย่ายอมแพ้เด็ดขาดเลยนะ
Reply
protego
1 month ago
การกระทำของเยบินเนี่ยก็ดูเปิดใจดูชอบแล้วนะแต่ก็คงลังเลอยู่หลายอย่างเลย ที่ไปทาลิปให้แบบนั้นอีกคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย คิมบลูพอได้เป็นคนก็น่าสงสาร ยิ่งดูไม่มีที่ไปไม่มีใครรู้จักด้วยแง
Reply
RyuFuji
1 month ago
คิมบลูกับคุณผมแดง เราติดอยู่นะคะ เนื้อเรื่องน่ารักและน่าหลงไหลมากๆ สู้ๆค่ะ ^^
Reply
banana_nn
23 days ago
ฮรือออคุณคิมบลูสู้ชีวิต สู้เค้านะลูกกกกกก
Reply