when we were young
นานแล้วที่ไม่ได้นั่งมองฟ้าแบบนี้ นั่งที่หมายถึงนั่งอย่างเดียว ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่น
นานแล้วที่ไม่ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองเยอะขนาดนี้
ลมที่พัดพาใบไม้ให้ปลิวไหว เป็นลมเดียวกันกับที่ทำให้เส้นผมปลิวกระทบใบหน้า ชิงช้าตัวเดิมกับแรงแกว่งไกวที่พาให้มันเคลื่อนที่ไปข้างหน้า แรงที่พอดิบพอดีแบบที่ไม่ทำให้ตัวชิงช้าแกว่งไปข้างหน้ามากเกินจนโซ่เชื่อมชิงช้าหลุดและไม่แกว่งไปข้างหลังมากเกินจนกระทบกับผนังปูนเปลือยสีเทา

ท้องฟ้ายังเป็นสีฟ้าสวยและมีเมฆปกคลุมเหมือนเดิม ฉันชอบนั่งมองฟ้า เพราะทุกครั้งที่มองจะมีความคิดหลายอย่างผุดขึ้นในหัว ได้คิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิต

ในตัวคนเรามีกล่องซ่อนอยู่หลายใบ หลายเรื่องราว อยู่ที่ตัวเราเองว่าในวันนั้นจะเลือกเปิดกล่องใบไหนขึ้นมาในความคิด
วันที่ฟ้าสดใสและมีแดดอ่อน ๆ ในเดือนแรกของปี ฉันนั่งมองฟ้าและเปิดกล่องหนึ่งใบ



อากาศที่ร้อนจนหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อ ห้องเรียนที่มีแอร์ตอนมัธยมปลายปีสุดท้าย โรงอาหารที่มีคนอัดแน่นจนบางวันท้อใจจะไปกินข้าว แต่สุดท้ายก็ไป วิชาสารพัดที่สรรหามาให้เรียน แปลกแต่มีอยู่จริงเกิดขึ้นที่นี่ ช่วงเวลาแดดร่มลมตกในตอนเย็น เสียงหน้าไม้กระทบกับลูกขนไก่ดังแว่วมาเป็นระยะ สิ่งของ ดอกไม้ รวมถึงความทรงจำมากมายที่ได้รับในวันสุดท้ายของชีวิตวัยมัธยม

ฉันยังจำมันได้ดีเสมอ

ทุกวันนี้โตขึ้นแล้ว ชีวิตวัยเรียนกับสังคมที่ใหญ่กว่าเดิม แต่ฉันก็อด คิดถึง ช่วงเวลาเหล่านั้นไม่ได้ ยอมรับจากใจว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากจริง ๆ ความเป็นเด็กที่สนุกสนานกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ กับใจที่มุ่งมั่นยังคงอยู่ รายล้อมไปด้วยมิตรภาพที่ดี ที่ยังไม่รู้เลยว่าจะหาอะไรแบบนี้ได้จากที่ไหนอีก

เพื่อนตอนมัธยมยังคงเป็นคนที่ฉัน อยากจะผ่านอีกหลาย ๆ ฤดูไปด้วยกัน เหมือนกับในเรื่อง แค่ที่แกง ของพี่มะเหมี่ยว นักเขียนในดวงใจ

ชีวิตมัธยมเป็นอะไรที่ฉันอยากจดจำให้นานเท่านานเท่าที่จะทำได้ เพราะมันเป็นสิ่งพิเศษที่ทำให้เวลาผ่านไปไวเพียงพริบตา จากวันแรกจนวันสุดท้าย จากคนแปลกหน้าที่ถามชื่อกันกลายเป็นเพื่อนที่สนิทกอดคอขี่หลังกันได้ และจากคำว่าสวัสดีจนมาเป็นคำว่าเจอกันใหม่พร้อมกอดอบอุ่นที่แทนความรู้สึกลึก ๆ ว่าไม่อยากจากไปไหนในวันสุดท้าย

เป็นครั้งแรกที่ฉันอยากขอต่อเวลา แต่ก็รู้ว่ายังไงเวลาก็เดินถอยหลังไม่ได้ เราทุกคนต้องเดินต่อ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี จนวันที่เราเจอกันใหม่อีกครั้งด้วยความรู้สึกเต็มเปี่ยมในใจ



เมื่อไม่นานมานี้ ฉันมีโอกาสได้ดูซีรีส์ของจีนเรื่องหนึ่ง บอกเล่าเรื่องราวของชีวิตมัธยมปลาย เหมือนอย่างที่ฉันเคยผ่านมา เป็นเรื่องที่ดีเรื่องหนึ่ง มีหลายคำพูดที่ทำให้ฉันนึกถึงตัวเองในตอนที่ยังเป็นเด็กมัธยม วัยแห่งการเปลี่ยนผ่าน นึกถึงความทรงจำทุกฤดู นึกถึงเพื่อนที่ผ่านอะไรหลาย ๆ อย่างมาด้วยกัน ทั้งสุขและทุกข์

ตอนที่ความเป็นเด็กยังคงอยู่มากกว่าตอนนี้
ตอนที่ชีวิตไม่ได้ยากอะไรขนาดนี้
ตอนที่ผ่านมันไปได้โดยไม่มีหยดน้ำเอ่อคลอในดวงตา

ชีวิตมัธยมให้อะไรมากมายเกินกว่าจะนับไหว
ทั้งเพื่อน ความทรงจำ ความรัก เสียงหัวเราะ หยดน้ำตา ทุกอย่างเกิดขึ้นในนั้น

เป็นอะไรที่มองย้อนกลับไปกี่ครั้งก็รู้สึกเหมือนฝากใจไว้ เป็นที่พักใจ 


We all have no regrets in our youth.
After years, hope you can still remember,
when we were young.



— when we were young (2018)


ประโยคที่ฉันชอบมากที่สุด



ฉันยังนั่งมองฟ้าอยู่อย่างนั้น ช่วงนี้มีอะไรให้คิดเยอะ หนักหัวอยู่เหมือนกัน แต่ก็ดีขึ้นบ้างแล้ว ชีวิตมันจะสุขตลอดก็ไม่ได้หรอก แต่บางครั้งเราก็ต้องปล่อยให้ตัวเองสุขบ้าง ความเศร้าก็เช่นกัน หลายครั้งที่คนเราพยายามหนีจากมัน แต่สุดท้ายบางครั้งเราพาตัวเองไปหาความเศร้า อาจเป็นเพราะมันเป็นเศร้าเสมือน ในโลกเสมือนที่ไม่ใช่โลกความจริง ปรากฏความเศร้าผ่านทางตัวอักษร ฉันพาตัวเองเรียนรู้มันบ่อย ฉันได้อะไรมากมายจากการอ่านสิ่งที่เศร้า มันสอนบทเรียนหลายอย่างกว่าสิ่งที่สุข และแน่นอน มันเศร้าน้อยกว่าโลกความเป็นจริง

เนื้อเรื่องในบทบรรยายจากนิยายเรื่อง electric feel กระทบใจฉันจนต้องอ่านซ้ำไปมาหลายรอบ 

แล้วก็คิดถึงช่วงเวลานั้นอีกแล้ว


ในกล่องมิตรภาพใบนั้น เพื่อน พวกเขาทุกคนเป็นคล้ายทุกอย่างในกล่องใบนั้น เติมเต็มให้กล่องสมบูรณ์อย่างพอดี เวลาเจอเรื่องที่หนักหนา แค่ได้ระบายให้ฟัง ก็เหมือนเรื่องนั้นเบาลงกว่าที่เคยเป็น



จริง ที่คำพูดไม่สามารถเยียวยาทุกอย่าง
แต่คำพูด ของคนที่ใกล้เคียงคำว่าทุกอย่าง




ตัวอักษรถูกบรรยายไว้แค่นั้นก่อนจะต่อด้วยประโยคอื่น


จะเยียวยาทุกสิ่ง



มันเป็นคำนั้นที่ฉันเติมอย่างเงียบ ๆ ในใจ
และเป็นพวกเขา คนที่คล้ายคำว่าทุกอย่างในกล่องมิตรภาพ ที่เยียวยาหัวใจ



“คิดถึงตอนนั้นเนอะ” ฉันเอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบที่ก่อตัว

“อือ ดีมาก ๆ ” เขาตอบกลับมา

“ไม่ได้เจอกันนานเลย เป็นไง” มันนานแล้วจากครั้งล่าสุดที่เจอกัน เลยอยากรู้ความเป็นไป

“ก็ดี ทั่วไป ล้มบ้างเป็นธรรมดา”

“เหมือนกัน แต่กว่าจะลุกได้นะ” ฉันหัวเราะราวกับว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ทั้งที่ถ้าเป็นตอนนั้นมันไม่ใช่

“เดี๋ยวมันก็ผ่านไปรู้ใช่ไหม” น้ำเสียงที่ถามกลับมาอ่อนลงราวกับจะปลอบประโลม ทดแทนเรื่องแย่ ๆ ที่ผ่านมา

“รู้ แค่คิดว่ามันคงดี ถ้ามีทุกคนอยู่ตรงนั้น ตอนนั้น” ทุกคนที่หมายถึงกลุ่มเพื่อนที่สนิทกันมากมาตลอดจนวันที่ทุกคนต้องเดินไปตามทางของตัวเอง

“ในใจ ยังไงก็เป็นกำลังใจให้อยู่แล้ว” เขายิ้มบาง ๆ กลับมา

“ขอบคุณ แกก็เหมือนกันนะ” ฉันยิ้มให้กับคนที่เป็นทั้งเพื่อนสนิท ที่ปรึกษา และเป็นอีกหลาย ๆ อย่างในชีวิต

“คิดถึงช่วงนั้นเหมือนกัน”

“แต่ย้อนกลับไม่ได้แล้ว ทำได้แค่มานั่งบ่น ๆ ว่าคิดถึงเนี่ย” 

“ก็บ่นมา เดี๋ยวนั่งฟังเอง” เขาตอบก่อนจะเหม่อมองออกไปข้างหน้า

“แค่ไหน ฟังนานแค่ไหน” ฉันยิ้ม

เพราะรู้

“นานเท่านาน” 

รู้ว่าเขาไม่มีทางเอ่ยคำว่าตลอดไป เพราะมันไม่มีจริง ที่เรามีก็คือปัจจุบัน

“ขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้เราได้เจอทุกคน เจอแกด้วย”

“เหมือนกัน”

ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ หายลับไปตรงเส้นขอบฟ้า 
เรายังคงนั่งบนพื้นหญ้าสีเขียวตรงนั้น

“how lucky it truly is that we live our happy-sad life 'til we're here” 

เขาหันกลับมาพูดกับฉัน มันเป็นจังหวะเดียวกับที่แสงอาทิตย์ตกกระทบในนัยน์ตาคู่นั้น

“and everything that happened mattered”

มีความอบอุ่นกระจายอยู่ทั่วบริเวณจนคนมองต้องหันกลับไปมองข้างหน้าอย่างเดิม

“ถ้าคิดถึง ไว้ค่อยนัดเจอกันก็ได้” เขาเสนอ

“โอเค ฟังเพลงไหม” ฉันยื่นหูฟังให้ข้างหนึ่ง

“Lany ?”

ฉันปล่อยให้เสียงเพลงปกคลุมบรรยากาศระหว่างเราแทนคำตอบ

I need my current location
to be your current location


“เจ็บ” เขาพูดขึ้นหลังจากฟังเพลงจบ

“เจ็บอะไร”

“ไม่เป็นหรอ เวลาที่คนที่เราใส่ใจมาก ๆ ทุกข์ แล้วมาระบายจนเราสัมผัสความเจ็บปวดนั้นได้ผ่านทุกตัวอักษร อยากไปอยู่ตรงนั้น ตอนนั้น แต่ก็ทำไม่ได้” เป็นคำพูดที่ยาวที่สุดของวันจากเขา

“คนเรามันก็ต้องมีความรู้สึกแบบนั้นแหละ ทำได้แค่เป็นห่วงไกล ๆ” ฉันก็เคยเป็น บ่อยด้วย

“but now your current location and mine are the same” 

“so what ?”

“nothing to worry about”

“copy that”

เรายิ้มให้กัน ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าประหลาดดังใกล้เข้ามาตรงที่เรานั่งอยู่ แต่ก็ไม่ได้สนใจหันไปมอง

“แฮ่!” ฉันสะดุ้งตัวโยนทันทีที่มีฝ่ามือแตะลงบนไหล่ทั้งสองข้าง เขาหัวเราะจนตาหยี

“เห้ย มาได้ไง” ฉันหันกลับไปและมองเห็นเพื่อน ๆ ในกลุ่มครบทุกคน เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปตอนมัธยมอีกครั้งเลย

“ถามคนข้าง ๆ ตัวเถอะจ้า” เพื่อนคนหนึ่งตอบกลับมา

“นี่แอบไปนัดกันใช่ไหมเนี่ย ให้ตาย”

“ก็เห็นคิดถึงเพื่อน เลยลองไปถามทุกคนดู โชคดีที่ว่างกันหมด” ฉันมองหน้าคนเจ้าแผนการที่ตอนนี้กำลังอธิบายทุกอย่างให้เข้าใจ

“ขอบคุณ” ฉันพูดมันจากใจ เพราะมันก็นานแล้วที่เราไม่ได้อยู่พร้อมหน้ากันแบบนี้ คิดถึงมาก ๆ เลยนะ ช่วงเวลานั้นน่ะ

“อะ ไหน ๆ ก็อยู่กันครบละ ถ่ายรูปหน่อยไหม”

“มา ๆ แกถือกล้องดิ” เพื่อนคนหนึ่งกดเปลี่ยนโหมดกล้องเป็นเซลฟี่ แล้วยื่นมาให้ฉัน

“เห้ย ไม่เอา หน้าใหญ่มาก แกแหละ” ฉันยื่นกล้องกลับไป

แล้วก็เกิดเป็นความวุ่นวายขนาดย่อม ๆ ทุกคนต่างโยนกล้องให้กันไปมา เพราะต่างคนต่างก็อยากดูดีในรูปถ่าย 

“มา ถือเอง” แล้วก็เป็นเขาที่พูดขึ้นมา อาสาถือกล้องแทน

“เอ้า ยิ้ม มองกล้องเร็ว” 

1

ฉันยืนอยู่หลังเขาพอดี 

2

มองไปที่กลุ่มเส้นผมบนหัวของเขา แล้วเอามือวางลงไป

3

จังหวะที่กดถ่าย เขาหันกลับมามองฉัน แล้วก็มีเสียงบ่งบอกให้รู้ว่าถ่ายไปแล้วหนึ่งรูปดังขึ้น

เรากดดูรูปที่เพิ่งถ่ายไปเมื่อครู่ ใบหน้าของทุกคนที่ยิ้มแย้ม มีความสุข ยังเหมือนเดิม ฉายชัดทั้งในรูปและในความทรงจำ

“เหมือนได้กลับไปตอนมัธยมเลย” เพื่อนคนหนึ่งพูด

“เออ คิดถึงว่ะ” ตามด้วยเสียงของเพื่อนอีกคน

“ชีวิตที่ไม่มีทุกคนแม่ง” และอีกคน

“มากอดกัน ๆ ” พอฉันพูดจบ ทุกคนก็โผมากอดกันเป็นก้อนกลม ฉันไม่ได้รู้สึกอึดอัด มีก็แต่ความคิดถึงที่แผ่กระจายทั่วบริเวณ

“ไปกินร้านที่ชอบไปหลังเลิกเรียนกัน” ฉันเสนอ

“เออไป ๆ ”

“ไปกันน”

“โก ๆ ”


เราทั้งหมดเดินไปด้วยกัน
มันเป็นช่วงเวลาที่ดีมาเสมอ
และมันจะเป็นเช่นนั้น
นานเท่านาน



thatsjunejayy
:-)






















SHARE

Comments

Oei
1 year ago
คิดถึงชีวิตช่วงมัธยมเหมือนกันเลยค่ะ ดีที่สุดจริงๆ
Reply
เราคิดถึงทุกวันเลย ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ :-)
wonderyou
1 year ago
เป็นช่วงเวลาที่น่ารักมากเลยค่ะ💗
Reply
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ :-)
Lalittampp
1 year ago
เป็นช่วงเวลาที่ดี และไม่สามารถลืมมันได้เลย ;)
Reply
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ :-)