ฉันกลับมาตามหาความฝันของตัวเองในวัยเด็กเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
เรามาทำสิ่งที่เรายังทำมันไม่สำเร็จเมื่อ10ปีที่แล้วให้ดีที่สุดกันเถอะ! ฉันเชื่อว่าเราทุกคนต่างมีความฝันและสิ่งที่อยากที่จะทำให้สำเร็จในวัยเด็ก แต่มันอาจจะไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ แล้วฉันก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น

ฉันไม่รู้ว่าความฝันของคุณคืออะไร แต่สำหรับฉันแล้ว มันคือ...

“การเรียนภาษาจีน!”


ภาษาที่สามที่คนเค้าฮิตเรียนกันทั่วบ้านทั่วเมือง ฉันเริ่มเรียนมันตั้งแต่วัยประถมได้ (ตามประสาเด็กที่พ่อแม่ส่งเรียนพิเศษ ซึ่งฉันคิดว่าตัวฉันและน้องนั้นไปเล่นกับเพื่อนมากกว่า คือแทบจะไม่ได้เรียนอะไรเลย) จากนั้นก็มาได้เรียนจริงๆจังๆและรู้สึกชอบมันก็ตอน ม.4 เข้าสายศิลป์ภาษาจีน

ชั้นเรียนจบม.4 แล้วก็ลาออกจากโรงเรียนด้วยตัวเอง (ตอนนี้รู้สึกว่าแบบ... ฉันทำอะไรลงไป้!!!) แล้วไปเมืองจีนเพื่อหวังที่จะเรียนข้ามระดับสอบเทียบวุฒิให้จบ (ตอนนั้นฉันไปที่โรงเรียนนานาชาติ) 

แต่แล้ว...
ฉันก็ไปมีประสบการณ์ที่ไม่ดีเอามากๆ ทั้งเรื่องเพื่อนและอีกหลายเรื่องที่ฉันไม่สามารถพูดถึงมันได้จนทำให้ฉันต้องกลับประเทศ เสียทั้งเงินและเวลา ฉันไม่ได้อะไรเลย ย้ำว่า! ไม่ได้อะไรเลย! และนับตั้งแต่นั้นมา 
ฉันก็เกลียดภาษาและประเทศจีนมาก...


จนต่อมาเมื่อฉันเริ่มมีอาการดีขึ้น (ได้รับการบำบัด) ประมาณปีกว่า ฉันก็สอบเทียบวุฒิเข้ามหาวิทยาลัยได้ (เพราะฉันออกมาจากโรงเรียนมัธยมแล้ว) ฉันเข้ามหาวิทยาลัยเอกชนและเริ่มมีเพื่อนต่างชาติ ฉันมาพบเพื่อนชาวจีนที่นิสัยดีและน่ารักมากๆจนทำให้ฉันเปิดใจและอยากที่จะเรียนรู้ภาษาเพื่อใช้พูดคุยกับเพื่อนๆ

พอมารู้ตัวอีกทีฉันก็เริ่มลืมมันไปแทบทั้งหมด


ฉันเริ่มหาหนังสือบทสนทนาง่ายๆอ่านและฝึกใช้พูดทุกวัน ฉันไปหาเรื่องพูดกับเพื่อนทุกวันเลย
แบบว่า...
“เออ หิวไหม? ชอบกินอะไรหรอ? วันนี้อากาศดีเนอะ!” แล้วฉันก็จะจดโพย! (555นี่อย่างกับสอบ!) และคำศัพท์ที่คิดว่าจำเป็นในการสนทนาและท่อง ท่องและท่อง เพื่อไปคุยกับเพื่อน เพื่อนฉันก็ขำนะ

ภายในเวลาสองปีฉันก็สามารถสื่อสารขั้นพื้นฐานเรื่องราวในชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องแคล่ว ย้ำว่าระดับพื้นฐานถึงระดับกลาง เช่น ไปเที่ยวไปปาร์ตี้ ไปดูหนังฟังเพลงกินข้าวกับกลุ่มเพื่อนคนจีนได้ รวมไปถึงการคุยแชทด้วย การเขียนตัวเขียนของฉันในตอนนั้นยังไม่ใช่การคัดอักษร แต่เป็นการจำโดยการนำประโยคที่เพื่อนพิมมาก๊อปปี้และวางในดิกชั่นนารี และค่อยๆจำอักษรพื้นฐานไปเรื่อยๆ รวมถึงอ่านและจำจากหนังสือไปเรื่อยๆ

จุดเด่นของฉันนั้นอยู่ที่ “สำเนียง”

ฉันสามารถออกสำเนียงได้ราวกับเจ้าของภาษา คนทั่วไปถึงเข้าใจผิดว่า “ฉันเก่ง” แต่แท้ที่จริงแล้ว ไวยกรณ์เอง การใช้คำเอง และอื่นๆ ฉันไม่ได้เก่งอะไรเลย ในบางครั้งเวลาที่ฉันพูดตามจริงออกไปว่า ฉันไม่ได้เก่งอะไร พูดได้ไม่เยอะ ก็มีบ้างที่จะโดนเพื่อนคนไทยกระแนะกระแหนอยู่บ่อยครั้ง บ้างก็ว่าทำไมต้องชอบถ่อมตัว บ้างก็ว่าฉันเว่อร์ เป็นต้น

ในช่วงแรกและกระทั่งในปัจจุบันในบางครั้ง ฉันก็ต้องยอมรับอย่างช่วยไม่ได้ว่า แท้จริงแล้วนั้นคำพูดของคนอื่น มันก็มีอิทธิพลกับคนเราหมดนั่นแหละ แต่อยู่ที่ว่า...
เราจะยอมให้มันมีอิทธิพลกับเรามากแค่ไหนเราจะให้อาหารมันต่อไปหรือจะปล่อยให้มันอดอยากและตายไป... 
เพราะพวกความคิดก็เหมือนหมาป่า ถ้าเราให้อาหารมัน มันก็จะโต...
กลับเข้ามาที่ตัวฉันต่อ...

เมื่อมีคนเข้ามาถามว่าพูดภาษาจีนได้หรือ? 

ฉันก็จะตอบไปเพียงว่า “พอพูดได้” หรือ “พูดได้นิดหน่อย” 

จนมาถึงวันนึงที่ฉันเบื่อและเบื่อเต็มทีกับคำตอบของตัวเอง! ฉันไม่อยากที่จะบอกกับใครๆอีกแล้วว่าฉันพูดได้แค่ “นิดหน่อย!” แล้ว!

ฉันมองย้อนกลับไปดูตัวเอง... 

10 ปีมาแล้ว... ที่ฉันเริ่มเรียนภาษานี้ ฉันถามใจตัวเอง ฉันเรียนมันเพราะอะไร ฉันไม่ได้เรียนเพราะคนอื่นเรียน ไม่ใช่ความฮิตตามกระแส หรือเรียนเพราะมันจำเป็นมันจะมีประโยชน์ต่ออนาคต แต่ฉันเรียนเพราะฉันชอบมัน ฉันเป็นคนที่ชอบภาษา... 

เหมือนภาษาอังกฤษ... ฉันไม่เคยไปเมืองนอก ไม่ได้เรียนอินเตอร์ แต่ในปัจจุบันฉันทำงานเป็นล่ามและนักแปล ฉันอ่านและเขียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษได้ ในสมัยเด็กสิ่งนี้ก็คือหนึ่งในความฝันของฉัน และฉันก็ทำมันได้

แล้วภาษาจีนหละ?

ฉันนั่งถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนตัดสินใจไปลงคอรส์เรียน... เพราะการเรียนด้วยตัวเองสำหรับฉันนั้นมันล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดสามปีที่เรียนจบมานี้ ฉันซื้อหนังสือที่สามารถเรียนด้วยตัวเองมาเยอะมาก และพวกมันก็นอนมองฉันอยู่ในตู้อย่างสงบนิ่ง
หากฉันไม่เปลี่ยนแปลงวิธีการ ผลลัพธ์ก็จะเหมือนเดิม

ฉันสอบวัดระดับเข้าชั้นเรียนได้อยู่ที่ระดับกลางเล่มที่2 อาจารย์สอบการพูดของฉันด้วย เดิมทีแกจะให้ฉันไปที่ระดับ9 แต่เพราะฉันอ่านเขียนไม่ได้ แกจึงให้ลงมาเรียนเล่มที่ต่ำกว่า 
*ในแต่ละระดับมี10เล่ม

คาบเรียนแรกทำเอาฉันช็อกมาก เพราะทุกอย่างเป็นตัวเขียนจีนให้อ่านเป็นเรื่องราวและฉันลืมไปทั้งหมด หลังจากชั่วโมงแรก ฉันกลับบ้านไปนั่งหาข้อมูลเพิ่มทั้งคัดอักษร ทั้งจำและอ่านคำศัพท์และไวยกรณ์เพิ่มเติมในส่วนที่ฉันตามไม่ทัน ฉันรู้สึกได้ถึงความตื่นเต้นในร่างกาย มันคือความสนุกและความท้าทายที่ได้ทำในสิ่งที่ยากแต่เป็นสิ่งที่เราชอบ

ณ ปัจจุบันนี้ฉันก็กำลังเรียนอยู่ และก็มีความหวังว่าจะสามารถใช้ภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนภาษาไทยและอังกฤษ ฉันมีความฝันที่จะอ่านนิยายจีน และทำงานเป็นล่ามและนักแปลนะ

สุดท้ายนี้ฉันอยากเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่ได้อ่านเรื่องนี้

ฉันอยากให้คุณทำตามสิ่งที่หัวใจของคุณเรียกร้อง... ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเรียนรู้หรือการทำสิ่งใดบนโลกนี้ ฉันลืมบอกคุณไปว่าตอนนี้ฉันอายุ 27 แล้ว การเรียนภาษาให้แตกฉานขนาดเป็นนักแปลได้โดยเฉพาะภาษาที่ยากอย่างภาษาจีนนั้นอาจจะกินเวลาหลายปี หากฉันตีเวลาเป็นสิบปี ถึงเวลานั้นฉันก็อายุ 37 ฉันคงจะไม่ตายตอนอายุ 38 หรอกนะ ^^ ดังนั้นฉันก็ยังมีเวลาชีวิตเหลืออีกมากในการสนุกกับมัน

ดังนั้น... จงอย่าให้สังคมหลอกเรา หลอกว่าไม่ทันหรอก ไม่ไหวหรอก ยากไป แก่ไป อย่าทำเลย หรืออะไรอะไร... เกินไป... ไม่จริงทั้งนั้น

คนที่พูดแบบนั้นกับคุณ... อาจเพราะว่าพวกเขานั้นทำไม่ได้ มันไม่ได้แปลว่าคุณจะทำไม่ได้

คนบอกกับฉันว่า หากอายุเกิน20กว่าปีไปแล้วเรียนภาษาจีนไม่เข้าหัวหรอก!

ฉันมาเจอเพื่อนคนจีนที่มหาลัยตอนที่ฉันซิ่วย้ายคณะอายุ20ปีพอดี... อยู่ด้วยกันไปๆมาๆก็ยังพูดได้เลย

ตัวฉันเองก็เผชิญหน้ากับทั้งความกลัวในประสบการณ์แย่ๆที่พบเจอในประเทศจีนและจากเพื่อน มีความกดดันของตัวเองที่มองว่าตัวเองนั้นแก่เกินเรียน รวมไปถึงคำพูดของคนรอบตัวบางคน อีกทั้งไฟที่มันมอดลงเรื่อยๆเมื่อคนเราเติบโตขึ้น แต่... 
เราจะชนะและไปต่อได้ด้วยใจที่เรารักในสิ่งที่เราทำได้ ฉันกลับมาหามันอีกครั้ง เพราะฉันชอบมัน ฉันอยากเรียนมัน! 

เพราะฉะนั้นถ้าคุณคิดอยากที่จะทำอะไรแล้วคุณยังมีความกลัว ความลังเลใจหรืออะไรก็ตามแต่หละก็ ขอให้คุณสลัดมันทิ้งซะ

ความฝันของคุณคืออะไร? ยังไม่สิ่งไหนที่คุณยังทำมันไม่เสร็จหรือเปล่ากันนะ แล้วมันก็เป็นสิ่งที่คุณอยากที่จะทำมันด้วย!

ถ้าคุณพบแล้ว...

เราก็มาทำสิ่งที่เรายังทำไม่สำเร็จเมื่อ10ปีที่แล้วให้มันดีที่สุดกันเถอะ! 
อาจจะไม่ได้เต็มร้อย... แต่เราทุ่มเทเต็มที่ในทุกๆวันก็พอแล้วฉันก็ยังคงล้มบ้างลุกบ้างเซบ้าง สลับไปๆมาๆในแต่ละวัน ไม่มีทางเต็มร้อยหรอกในแต่ละวัน แต่ฉันรู้ว่าตัวฉันนั่นทุ่มเทให้สุดในแต่ละวันก็พอแล้ว
SHARE
Written in this book
เรียงร้อยจากตัวอักษร
จากตัวอักษรไม่กี่ตัวเรียงกันไปมามันก็กลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาได้ Photo: https://pin.it/j4yaifa7lwknbg
Writer
terrytaksintaweesap
Artist
วาดรูปและขีดเขียนและบางวันก็อาจจะร้องเพลง

Comments

darkshadowz
9 months ago
ขอบคุณที่แชร์ประสบการณ์ให้กันนะคะ อ่านแล้วฮึดขึ้นมาเลย ขอบคุณนะคะ (จากเด็กมนุษย์จีนปี1ที่เริ่มท้อกับภาษาที่ยากแสนยากนี้แล้ว)
Reply
ร่วมเดินไปด้วยกันนะคะ ^^ ขอให้จำความรู้สึกแรกที่เราอยากเรียนมันเอาไว้ค่ะ
Nu_Bell
9 months ago
เรื่องราวของคุณให้กำลังใจคนอ่านมากเลยนะคะ พยายามไปด้วยกันนะคะ จากคนที่เกลียดภาษาอังกฤษมาก จนตอนนี้ต้องใช้ภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทยไปแล้ว :)
Reply
ยินดีมากๆเลยค่ะ ร่วมเดินไปด้วยกันนะคะ ^^