The other half : End (Sayaka x Miyuki)
Their part
ซายากะหอบเอาอารมณ์ที่ขุ่นมัวของเขากลับมาถึงห้องแล้วทิ้งตัวนั่งลงกับพื้น รู้สึกเหมือนไม่อยากจะพบเจอใครอีกแล้วทั้งนั้น
เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาทำลงไปนั้นเป็นการทำร้ายตัวเอง และมันก็ทำร้ายเธอเช่นกัน แต่มันจะมีประโยชน์อะไรที่จะมานั่งคิดเรื่องนี้ ในเมื่อปลายทางมันมีความเจ็บปวดมากกว่านี้รออยู่
เขานั่งหันหลังพิงประตูอยู่เงียบๆในห้องที่มีเพียงแสงสว่างจากช่องว่างระหว่างผ้าม่านตรงหน้าต่างเท่านั้นที่ลอดเข้ามา เขาไม่ได้สนใจมันมากนัก ทำเพียงแค่นั่งเฉยๆจมดิ่งอยู่กับความเงียบงันในพื้นที่ของตัวเอง ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงเปิดประตูหน้าบ้านตามด้วยเสียงฝีเท้าวิ่งขึ้นบันได เสียงนั้นหยุดลงที่หน้าห้องของเขาและตามมาด้วยเสียงเคาะประตู และเสียงของเธอ
“ซายากะจัง อยู่ในห้องใช่ไหม” เธอเคาะประตูต่ออีกสองสามครั้ง “เปิดให้ฉันเข้าไปหน่อยได้ไหม”
มิยูกิไม่ได้รับการตอบกลับจากคนในห้อง แต่เธอก็รู้ดีว่าเขาอยู่ในนั้น
“ซายากะจัง ไม่อยากเห็นหน้าฉันแล้วงั้นหรอ?” มิยูกิยืนเกาะประตู วางหน้าผากพิงไว้กับมันเบาๆ “เธอจะไม่ยอมให้ฉันเห็นหน้าเธออีกแล้วงั้นหรอ?”
“กลับไปเถอะมิลกี้” คนที่อยู่อีกฝั่งของประตูตอบกลับมา “ยิ่งเราเจอกันน้อยเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น”
“ฉันไม่กลับหรอกนะซายากะจัง”
“แต่ฉันไม่อยากเห็นห้าเธอ”
“ปกติเธอก็ไม่ค่อยเห็นอยู่แล้วไม่ใช่หรอ เพราะฉันมักจะอยู่ในโลกด้านซ้ายของเธอเสมอไง”
“...” ซายากะไม่รู้จะตอบกลับไปอย่างไร ในเมื่อสิ่งที่มิยูกิพูดออกมานั้นเป็นความจริง
“นี่ ซายากะจัง” มิยูกิตัดสินใจนั่งลงแล้วคุยกับอีกคนทั้งๆอย่างนั้น “ฉันอยากเห็นหน้าเธอนะซายากะจัง ถ้าเธอจะไม่อยากเห็นหน้าฉันขนาดนั้น ฉันจะอยู่ในโลกฝั่งซ้ายของเธอตลอดไปก็ได้นะ”
“มิลกี้ มันไม่ใช่แบบนั้น”
“ไม่ใช่แบบนั้นแล้วแบบไหนล่ะ ถ้าซายากะจังไม่พูด ฉันก็ไม่มีทางเข้าใจเธอหรอกนะ”
“ฉันน่ะ” หลังจากที่ซายากะเงียบอยู่นาน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจพูดออกมา มิยูกิรู้สึกถึงความสั่นน้อยๆของเสียงอีกคน “กลัวว่าเธอจะหายไปรู้ไหม กลัวว่าวันนึง เธอก็จะเป็นเหมือนทุกๆอย่างที่อยู่ในโลกฝั่งซ้ายของฉัน กลัวว่าฉันจะทำให้เธอเสียใจ เพราะงั้น....”
“ตอนนี้ซายากะจังได้ยินเสียงฉันไหม?” มิยูกิถามออกไปถึงแม้ซายากะจะยังพูดไม่จบ
“ได้ยินสิ”
“แล้วเธอเห็นฉันไหม?”
“จะเห็นได้ยังไง ก็เธออยู่นอกห้อง”
“แล้วเธอรู้ไหม ว่าฉันยังอยู่ตรงนี้”
“รู้สิ...ฉันรู้”
“อื้ม” มิยูกิยิ้มน้อยๆถึงแม้ว่าอีกคนจะไม่เห็นมันก็ตาม “ถึงเธอจะไม่เห็นฉันน่ะนะ แต่ฉันอยากให้ซายากะจังรู้ ว่าฉันน่ะ อยู่ข้างๆเธอตลอดนั่นแหละ”
“เธอไม่โกรธฉันหรือไง ที่ฉันมองไม่เห็นเธอ ที่ฉันเผลอลืมไปว่าเธออยู่ข้างๆกัน ทั้งๆที่เธอก็อยู่ตรงนั้นมาตลอดน่ะ”
“นี่ ซายากะจัง” มิยูกิเปลี่ยนท่านั่งมาหันหลังพิงประตูก่อนพูดต่อ “เธอเคยได้ยินเรื่องของมือซ้ายกับมือขวาไหม?”
“เรื่องอะไร?”
“ซายากะจังถนัดขวาใช่ไหม?”
“อืม ก็เพราะมองฝั่งซ้ายไม่เห็นแหละนะ”
“แต่ถึงอย่างงั้นซายากะจังก็ยังใช้มือซ้ายด้วยใช่ไหม?”
“ก็...ใช้แหละ”
“นี่ คนเราน่ะนะ เวลาที่ถนัดมือไหน เราจะมองไม่เห็นอีกมือนึงล่ะ”
“เธอหมายความว่าไง?”
“คนที่ถนัดมือขวามักจะลืมไปว่าตัวเองใช้มือซ้ายด้วยเสมอๆ อย่างเช่น เวลาที่เรากินข้าว มือขวาจับตะเกียบ แต่มือซ้ายก็ยังถือชามข้าวไว้ใช่ไหมล่ะ หรือตอนที่เราตัดกระดาษ มือขวาถือคัตเตอร์แต่มือซ้ายก็ใช้กดไม้บรรทัดเอาไว้”
“อืม”
“แต่เราน่ะ จะโฟกัสกับมือขวา กลัวมือขวาจะเป็นอะไรไปทั้งๆที่ถ้ามือซ้ายเป็นอะไรไปเราก็ลำบากไม่ต่างกัน”
“อืม”
“นี่ ซายากะจัง ถึงเธอจะมองไม่เห็นโลกด้านซ้ายใบนั้น แต่มันก็ยังมีอยู่ใช่ไหมล่ะ?”
“มิลกี้...”
“เหมือนตอนนี้ที่เรานั่งคุยกันอยู่นี่ เธอเองก็ไม่เห็นฉัน แต่ฉันเองก็ยังอยู่ตรงนี้ไม่ได้ไปไหนนะ”
“...”
“ให้ฉันได้เป็นมือซ้ายของเธอได้ไหมซายากะจัง ให้ฉันได้อยู่ข้างๆเธอ ถึงแม้ฉันจะไม่ได้สำคัญก็ตาม...”
ซายากะผุดลุกขึ้นยืนแล้วดึงประตูเปิดออก แต่เพราะมิยูกิยังคงนั่งพิงมันอยู่ทำให้เธอล้มลงไปนอนกับพื้น
“เจ็บนะซายากะจัง ทำไมไม่บอกกันก่อนว่าจะ...” มิยูกิยังไม่ทันพูดจบประโยคก็โดนเจ้าของชื่อที่เธอเรียกปิดปากของเธอด้วยริมฝีปากของเขาซะก่อน
ทั้งคู่ตัดสินใจหลับตาลง ปล่อยให้ความรู้สึกเป็นตัวกลาง ถึงแม้จะมองไม่เห็นกัน แต่ความร้อนจากริมฝีปากของอีกฝ่ายนั้นมีอยู่จริง ความรู้สึกที่เชื่อมต่อกันอยู่นี่ก็เป็นของจริง
ถึงแม้จะมองไม่เห็น แต่อีกคนก็มีตัวตนอยู่ตรงนั้นไม่ได้หายไปไหน
ทั้งสองคนจูบกันอยู่เนิ่นนาน จนกระทั่งซายากะเป็นฝ่ายถอนริมฝีปากออกมาแล้วลืมตามองคนตรงหน้าที่กำลังนอนยิ้มตาหยีอยู่
“อยู่ดีๆจะมาขโมยจูบกันแบบนี้มันไม่ดีเลยนะคะซายากะจัง”
“แล้วต้องทำแบบไหนถึงจะดีล่ะ?”
“ขอก่อนสิคะ โตแล้วต้องมีมารยาทนะรู้ไหม?”
“อืม...งั้น ฉันขอจูบเธอได้ไหม?”
“ได้สิคะ” คราวนี้มิยูกิเป็นฝ่ายดึงหน้าอีกคนเข้ามาใกล้ก่อนจะมอบสิ่งที่เขาต้องการให้อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง หลังจากจูบครั้งสุดท้ายทั้งมิยูกิและซายากะก็หัวเราะออกมา
“หัวเราะอะไรกันคะซายากะจัง”
“เธอก็หัวเราะเหมือนกันไม่ใช่หรือไง?”
“อืม เหมือนในสไปเดอร์แมนเลยเนอะ จูบกลับหัวแบบนี้”
“บ้าชะมัดเลย” หลังซายากะพูดจบ มิยูกิก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปนั่งลงทางฝั่งซ้ายมือของอีกคน ซายากะจะหันหน้าไปมองแต่กลับถูกมิยูกิห้ามเอาไว้
“ห้ามหันมานะซายากะจัง”
“ทำไมล่ะ ถ้าไม่หันไปฉันก็ไม่เห็นเธอน่ะสิ”
“เถอะน่า ทำตามที่บอกซะ”
“ก็ได้” หลังซายากะตอบรับคำขอของอีกคน ก็เกิดความเงียบขึ้นระหว่างทั้งคู่ ไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำ ซายากะรู้สึกแย่ที่อยู่ดีๆตัวตนของมิยูกิก็หายไปอีกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็รู้สึกได้ถึงความอุ่นจากฝ่ามือของอีกคนที่ค่อยๆเลื่อนมากุมมือกันเอาไว้
“ถึงซายากะจังจะมองไม่เห็นฉัน แต่ฉันอยากให้เธอรู้ไว้นะ ว่าไม่ว่ายังไง มือซ้ายข้างนี้ก็จะยังอยู่ข้างๆตัวเธอเสมอ”
“เธอไม่ใช่มือซ้ายซะหน่อย” ซายากะเม้มปากแน่น “เพราะเธอ...เธอน่ะ สำคัญกว่านั้น” มิยูกิยิ้มน้อยๆให้กับท่าทางของคนตรงหน้าที่กำลังพูดอยู่ “ต่อให้ฉันจะไม่มีมือซ้าย แต่ถ้าฉันมีมิลกี้ มือซ้ายก็ไม่จำเป็นหรอก”
“ไม่จำเป็นได้ไงล่ะ!” มิยูกิขมวดคิ้ว “ถ้าไม่มีมือซ้ายฉันจะจับมือกับซายากะจังได้ยังไงล่ะห๊ะ?”
“จับมือขวาไม่ได้หรอ?”
“ไม่ได้หรอก เพราะซายากะจังต้องถือกระเป๋ามือขวา หรือจะให้ฉันหิ้วกระเป๋าให้อย่างงั้นหรอ?” ซายากะหัวเราะเพราะคำพูดที่แสนจะธรรมดาของอีกคน
“ก็ได้ งั้นเธอจับมือซ้ายฉันไว้นะมิลกี้ จับไว้ตลอดไปเลยแล้วกัน”
“อื้ม ฉันจะจับไว้” มิยูกิยิ้มแล้วบีบมือของอีกคนแน่นกว่าเดิม “จะไม่มีวันปล่อยมือข้างนี้เด็ดขาดเลยล่ะ!”
.
.
.
END
.
.
.
แง๊ ตั้งใจว่าเรือผีจะไม่ดราม่าแท้ๆ แต่สุดท้ายเรื่องนี้ก็ออกมาดราม่าจนได้
อารมณ์ต่างกับกาอึนยูกิราวฟ้ากับเหวเลย 55555
แต่ไม่ว่ายังไง หวังว่าจะชอบเรื่องสั้นแนวทดลอง(?)ของเรากันนะคะ
และเช่นเคยค่ะ ความเห็นของทุกคนนั้นมีค่าเสมอ คิดยังไงก็เม้นทิ้งไว้เลยค่ะ จะได้นำไปปรับปรุงแก้ไขในตอนต่อๆไป
กราบบบบบบ
SHARE
Written in this book
เรือผีสี่แปด
จะใครก็ได้ ถ้าใจจะชิป
Writer
Purrjurr
Freelancer
Nothing much about me. Just a normal human being that love to write, read and draw. Want to talk more on nonsense thing? Sure, go to twitter : purrjurr

Comments