My Diary Chapter 0
คณะแพทยศาสตร์ เป็นคณะที่คนหลายคนใฝ่ฝันอยากจะเข้ามาเรียนหรืออยากให้ลูกหลานเข้ามาเรียนในคณะนี้ ใครต่อใครก็บอกว่าคณะนี้ดี จบออกมามีงานทำ มีเงินเลี้ยงดูตัวเองกับครอบครัว เป็นที่น่านับถือของคนในสังคม และแน่นอนว่าคณะนี้ การแข่งขันในการสอบเข้าก็สูงมากเช่นกัน เพราะจำนวนที่นั่งมีจำกัด ผู้คนต่างก็อยากเข้ามาจับจองที่นั่งเหล่านี้กันทั้งนั้น รวมถึงตัวเราด้วย เราก็เป็นเด็กนักเรียนคนนึง ที่มีความใฝ่ฝันอยากจะเข้ามาเรียนในคณะนี้ 
เรารู้สึกโชคดีที่รู้ตัวตั้งแต่ตอนมัธยมว่าโตขึ้นเราอยากจะเป็นอะไร เราจึงเริ่มเรียนสายวิทย์ในระดับชั้นมัธยม ผลการเรียนก็มีผลต่อการยื่นเข้าคณะนี้ เราพยายามรักษาเกรดเฉลี่ยไม่ให้ต่ำกว่า 3.80 พอเริ่มขึ้นชั้นม.ปลาย เราก็เริ่มเรียนพิเศษตามสถาบันสอนพิเศษที่มีชื่่อเสียง เริ่มยิ่งช่วงใกล้ม.6 เราก็เรียนพิเศษหนักขึ้น ควบคู่กับการรักษาเกรดเฉลี่ยในโรงเรียนไปด้วย เราจำได้ว่าเราเพิ่งมาขยันจริงๆก็ 4-5 เดือนก่อนสอบ ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ เขาเตรียมตัวกันมาเป็นปี มันเหมือนกับการวิ่งมาราธอน เรายังอยู่ที่จุดstart ในขณะที่เพื่อนคนอื่นนั้นวิ่งออกตัวไปไกลแล้ว แล้วเราจะทำยังไงให้วิ่งตามเพื่อนทันหล่ะ ก็การเร่งฝีก้าวอย่างรวดเร็วไง ใช่ค่ะ เราอ่านหนังสือหนักมาก จำได้ว่า ได้นอนวันละไม่เกิน 3-4 ชั่วโมง กิจวัตรประจำวันของเราในช่วงนั้นคือ เรียนพิเศษ 2 ทุ่ม ขับรถกลับบ้าน อาบน้ำ ทำการบ้าน อ่านหนังสือ นอน ตื่นเช้าไปโรงเรียน ชีวิตเราวนเวียนกับกิจวัตรเหล่านี้ตลอด 4-5 เดือน ถามว่าเราไม่เหนื่อย ไม่ท้อบ้างหรอ มันก็มีค่ะที่เหนื่อยและท้อ อยากหันหลังกลับบ้างแหละ บางครั้งนั่งอ่านหนังสือไป ร้องไห้ไป เป็นช่วงทรมานในชีวิตของเราช่วงนึงเลยก็ว่าได้ แต่ทุกครั้งที่เราท้อ เราจะนึกเสมอว่า ถ้าไม่มีชื่อเราในรายชื่อวันประกาศผลนั้น เราจะเสียใจแค่ไหน ตอนนี้เรายังมีโอกาสที่จะทำให้เรามีชื่อในใบกระกาศผลนั้นได้ ทำไมเราไม่ลงมือทำให้ดีที่สุด นึกถึงหน้าพ่อแม่ คนในครอบครัวดีใจตอนเราสอบติด ว่าพวกเขาจะภูมิใจในตัวเรามากแค่ไหน ความพยายามที่ผ่านมาจะไม่สูญเปล่านะ
สิ่งเหล่านี้มันเป็นแรงผลักดันให้เราสู้ต่อค่ะ จนถึงช่วงวันสอบ เราจำได้ดีเลยว่า หลังจากสอบ9วิชาสามัญวันแรก เรากลับบ้านมานั่งร้องไห้กับแม่ มันมีความรู้สึกต่างๆเกิดขึ้นมากมายเลยค่ะ ทั้งเครียดที่ทำข้อสอบไม่ได้ เสียใจที่ตัวเองน่าจะขยันให้มากกว่านี้ กลัวแม่ผิดหวังถ้าคะแนนออกมาไม่ดี เรากลัวทุกๆอย่างไปหมด เรากลัวว่าแม่จะอายถ้าลูกสอบไม่ติดหมอ แม่คงจะเสียใจ วันนั้นแม่กอดเราแล้วบอกกับเราว่า 
ถึงหนูจะสอบไม่ติดหมอก็ไม่เป็นไร ยังไงแม่ก็ภูมิใจในตัวหนู ใครจะพูดอะไรก็ไม่ต้องสนใจ ยังไงหนูก็ยังเป็นลูกของพ่อกับแม่เหมือนเดิม
เราปล่อยโฮเลยค่ะ ร้องหนักกว่าเดิมอีก คืนนั้นเป็นอีกคืนที่อ่านหนังสือไป ร้องไห้ไป 
พอถึงช่วงประกาศคะแนนสอบ เราร้องไห้หนักมากอีกครั้ง เพราะคะแนนสอบเราไม่ค่อยดี กลัวว่าจะสอบไม่ติด ตอนนั้นก็เหมือนเผื่อใจไว้ว่าอาจจะได้เรียนคณะอื่นหรือไม่ก็ซิ่ว พอมหาวิทยาลัยแต่ละที่เริ่มประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ เรามีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ของมหาวิทยาลัยนึงค่ะ ตอนนั้นเราดีใจมากๆเลย ความพยายามของเราไม่สูญเปล่า จำได้ว่า โทรไปบอกแม่ พ่อ แล้วก็ตามด้วยพี่สาว ตอนโทรไปหาพี่สาว พี่สาวฟังเราไม่รู้เรื่องเลยค่ะ เพราะเราร้องไห้ พูดออกมาไม่เป็นประโยคเลย พี่สาวก็ร้องไห้ตามไปด้วย วันนั้นเรารีบเตรียมเอกสารการยื่นสอบสัมภาษณ์อย่างวุ่นวาย เรานั่งทำportfolio 3วัน เตรียมตัวเรื่องการสัมภาษณ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษค่ะ เพราะมหาวิทยาลัยนี้ขึ้นชื่อเรื่องการเรียนการสอนที่เป็นภาษาอังกฤษ พอถึงวันสอบสัมภาษณ์ เราตื่นเต้นมากๆ มีเพื่อนๆมาจากหลายจังหวัด ตอนนั้นก็แอบหวั่นว่าจะสอบสัมภาษณ์ผ่านมั้ย จนถึงวันประกาศผู้ที่มีสิทธิ์เข้าศึกษา เรากระโดดจนตัวลอยเลยค่ะ เพราะมีรายชื่อเราอยู่ในใบประกาศผลนั้นแล้ว แต่คนที่ดีใจมากกว่าเรานั้นคือ พ่อกับแม่ค่ะ ท่านยิ้มไม่หุบเลย เราอยากเห็นรอยยิ้มและความรู้สึกของท่านแบบนี้ทุกๆวันเลย จากนี้ก็คงเปลี่ยนสถานะจากนักเรียนเป็นนักศึกษาแล้วซินะ
                                                                                                  @coconut_tofu 

SHARE
Writer
Coconut_tofu
Medical Student,Daughter
มนุษย์ที่มีแต่เรื่องราวสีเทา 👤 ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านตัวอักษร 🖋

Comments