Impossible love (Binkyeong) -3-
                                                          - เปลี่ยนไป -

วันจันทร์แสนน่าเบื่อหน่ายของมนุษย์เงินเดือนวนกลับมาอีกครั้ง ถ้าเป็นทุกครั้งฉันก็อาจจะแค่เบื่อ แต่เช้าวันนี้ฉันมีความรู้สึกใหม่เข้ามาแทนที่..มันคือความกังวล
จะทำตัวยังไงเมื่อเจอพี่มิ้น..
เรื่องเมื่อคืนวันศุกร์ฉันไม่ได้เอาไปเล่าให้ใครฟังเลยแม้แต่เพื่อนสนิท เพราะว่าเป็นพี่มิ้น คนที่เราเคยทะเลาะกันมาก่อนนี้เพราะคบผู้ชายคนเดียวกัน มันเป็นเรื่องบ้าบอและไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้เลยที่เรา...
..ดันไปมีความสัมพันธ์เกินเลยกันซะได้

ฉันมาถึงที่ทำงานตามเวลาปกติ โชคดีหน่อยที่ฉันกับพี่มิ้นทำงานกันคนละแผนก ห้องที่เราทำงานเลยแยกโซนกันไกล บริษัทเรามีจุดรวมเป็นห้องพักสำหรับทานกาแฟและทานอาหาร ทุกเช้าฉันมักจะไปเติมคาเฟอีนเข้ากระแสเลือดก่อนที่จะเริ่มทำงาน หมวยเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนก็ได้มาทำงานด้วยกันที่บริษัทนี้ เธอกำลังชงกาแฟอยู่ก่อนแล้ว เราทักทายและเม้าท์มอยเล็กน้อยตามประสาผู้หญิง
“เออเนี่ย แล้วคืนนั้นมึงหายไปไหน กลับก่อนไม่บอกกูกับอิแจ้เลย” อุก..แทบสำลัก
“บังเอิญกูไปเจอคนที่รู้จักพอดีน่ะ ไม่ได้เจอนานเลยคุยยาวไง”
“แล้วมึงกลับไงวะ กูเองก็เมา แต่เห็นอิแจ้มันบ่นให้ฟัง”
“อ่อ ก็..ก็พี่ที่รู้จักนั่นแหล่ะไปส่ง เห็นร้านปิดพอดี กูเมากูก็เออๆๆ ไป” แถจนสีข้างถลอกเลยล่ะ

แฮ่ม.. แค่กกก
ฉันหันไปตามต้นเสียงที่กระแอมไอออกมาไม่ไกล และเจอกับ พี่มิ้น... เบลเอ้ยยยยยยย พี่มิ้นต้องได้ยินที่แถกับอิหมวยไปเมื่อกี้แน่เลย
และฉันต้องตกใจอีกครั้งเมื่อพี่มิ้นทำหน้าแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ..สายตาของเธอที่มองฉันเปลี่ยนไป มันดูมีความรู้สึกบางอย่างและที่สำคัญ เธอยกยิ้มเบาๆให้ฉันก่อนที่จะหันหน้าไปคุยกับใครซักคนในแผนกเธอ

..มันคืออะไร ไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้เลย ทั้งการกระทำของเธอ..และความรู้สึกภายในของฉันเอง

เมื่อก่อนที่ฉันจะจับได้ว่าแฟนฉันมันคบซ้อน ฉันกับพี่มิ้นเป็นเพียงคนทำงานร่วมบริษัท แทบไม่เคยได้ทักทายกันโดยตรง แต่เคยได้รู้จักกันผ่านเพื่อนหมวยของฉันเอง เพราะหมวยกับพี่นายพี่ที่สนิทกับพี่มิ้นนั้นรู้จักกันอยู่แล้ว กลุ่มหมวยกับพี่นายมักจะชวนกันไปกินข้าวด้วยกันบ่อย แต่ที่ฉันไม่ค่อยได้เจอพี่มิ้นนักเพราะว่าช่วงนั้นแฟนเราจะสลับเปลี่ยนกันมาเจอเรา ด้วยเพราะงานของแฟนไม่ค่อยอยู่กับที่ ทำให้เจอกันน้อย ดังนั้นเมื่อแฟนกลับมา ฉันจึงปฏิเสธเพื่อนทุกคนเพื่ออยู่กับแฟน..พี่มิ้นเองก็คงเป็นแบบเดียวกัน

ในช่วงแรกที่รู้จักกันกับพี่มิ้นฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรในตัวพี่เค้ามาก รู้แค่ว่าเธอสวย (และแน่นอนว่าฉันเองก็สวย) และรู้ว่ามีแฟน แต่เมื่อฉันเริ่มเอะใจในพฤติกรรมแฟน เริ่มสืบจนระแคะระคายและสงสัยคนที่อยู่รอบตัว หนึ่งในผู้ต้องสงสัยของฉันมีพี่มิ้น ในช่วงนั้นฉันจึงเริ่มสังเกตการณ์เป้าหมายของฉัน

พี่มิ้น..เธอมีอายุมากกว่าฉันหนึ่งปี ด้วยหน้าตาที่สะสวยและความสูงร้อยเจ็ดสิบกว่าเธอจึงเป็นคนที่โดดเด่น รูปตาที่ชี้ขึ้นของเธอก็เสริมภาพลักษณ์ที่ดูนิ่งและสง่า ฉันคิดว่าเธอเป็นคนที่มีดวงตาสวย แต่เธอมักไม่ค่อยยิ้ม เธอได้ฉายาจากคนในบริษัทว่าเสือยิ้มยาก ยิ้มที่ฉันเคยได้เห็นเป็นเพียงยิ้มแบบเล็กน้อยหรือยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากเท่านั้น เธอจึงกลายเป็นคนที่มีภาพลักษณ์เย็นชาพ่วงไปด้วย

..ฉันเองก็ไม่เข้าใจว่าแฟนฉันชอบคนเย็นชาแบบนี้ได้ยังไง เพราะเธอกับฉันนั้นต่างกันแทบจะสุดขั้วเลย หรือเพราะความสวยงั้นเหรอ ถึงได้ชอบเธอ..คิดแบบนี้ ก็เป็นไปได้ล่ะนะ

หลังจากที่จับได้แล้วว่าคู่กรณีตัวจริงคือพี่มิ้น ซึ่งความจริงแล้วนั้นพี่มิ้นเองก็ตามสืบอยู่เหมือนกัน เราทะเลาะจนเกือบจะตบกัน อ่า..ฉันเองนี่แหล่ะที่จะเข้าไปตบก่อน ถ้าไม่ได้หมวยมารั้งไว้คงได้รอยบนหน้าสวยๆ นั้นแล้ว เมื่อความจริงที่แฟนตัวดีแอบทำเรื่องแบบนี้ไว้เปิดเผยขึ้นมา เราจึงวางแผนนัดแฟนเพื่อมาเคลียร์
และผู้ชายเห็นแก่ตัวก็ยังคงเห็นแก่ตัว เขาไม่ยอมเลือก ไม่ยอมทำอะไรทั้งนั้น แถมยังหนีหายไปแบบไม่รับผิดชอบความรู้สึกของผู้หญิงทั้งสองคนนี้ด้วย และความจริงอีกอย่างที่เราได้รู้คือ ไม่ได้มีใครมาก่อนมาหลัง แต่เขาคบไปพร้อมๆ กันในเวลาไล่เลี่ยกัน 

ฉันแทบไม่อยากนึกเลยว่าที่ผ่านมาระหว่างฉันกับเขา มีเรื่องไหนเป็นเรื่องจริงบ้าง

...แต่ก็นั่นแหล่ะ ฉันเอง พี่มิ้นเอง เราก็ยังคงต้องทำงานและใช้ชีวิตต่อไป

ดังนั้นในแต่ละครั้งที่เราบังเอิญได้เจอหรือสบตากัน ฉันจึงได้รับเพียงแต่ความรู้สึกเย็นชาผ่านออกมาทางสายตาของเธอ และเธอไม่เคยยิ้มให้ฉันเลย แม้แต่การแสยะยิ้มเป็นนัยว่าอยากด่าก็ไม่มีให้เห็นเลยซักนิดเดียว
มันจึงเป็นเรื่องประหลาดนักที่สายตาของเธอมันไม่มีความเย็นชาให้ฉันแล้ว...

“เที่ยงแล้ววววว อิเบลลลไปกินข้าวกัน” เสียงเรียกอันสดใสของเพื่อนสนิทเรียกความสนใจให้ฉันต้องรีบเก็บของเพื่อออกไปกินข้าว
ระหว่างที่กำลังจะออกไปนั้น ฉันก็ดันเห็นร่างสูงของพี่มิ้นทำท่าเหมือนจะเข้ามาทางฉัน
ทำไงดีๆๆ ฉันทำตัวไม่ถูกหรอกนะ
“ป่ะหมวย ไปเร็วๆๆๆ หิวแล้ว” ฉันเร่งเพื่อนให้รีบออกไป ใช่ ฉันอยากรีบออกไปจากที่ตรงนี้

บ่ายนี้ฉันแทบไม่มีสมาธิทำงานเลยสักนิด ในหัวฉันดันมีแต่ พี่มิ้น พี่มิ้น และพี่มิ้น
“อ้าว พี่มิ้น” เสียงของหมวยทักบุคคลใหม่ที่เดินเข้ามาในแผนก จะหลอกหลอนเกินไปแล้ววววว
“พี่มิ้นมาทำอะไร ปกติไม่ค่อยมานี่” หมวยเป็นตัวแทนในการทักทาย ส่วนฉันน่ะเหรอ..ก็แสร้งทำเป็นงานยุ่งอยู่หน้าจอคอมนี่แหล่ะ
“มาแทนพี่นายน่ะ เอาเอกสารตัวนี้มาให้พี่เก่งน่ะ” เธอพูดแล้วเอาเอกสารที่ถือมายื่นให้พี่หัวหน้าของฉัน เสร็จงานแล้วจึงเดินมาคุยกับหมวยต่อ
“จริงๆ พี่มิ้นใช้น้องฝึกงานเอาเอกสารมาให้ก็ได้นี่”
“ไม่เป็นไรหรอก ออกกำลังกายบ้างไง นั่งนานๆ ก็เบื่อ” เธอตอบแบบยิ้มๆ เพราะหมวยกับพี่มิ้นก็ไม่ได้สนิทกันมาก จึงคุยกันเพียงไม่กี่ประโยค พี่มิ้นก็กลับออกไป
“เบล” หมวยเรียก
“อะไร” ฉันตอบ แต่ก็ไม่ได้หันหน้าไปคุยด้วย
”มึงว่าพี่มิ้นดูแปลกๆ มั้ย”
“แปลกยังไงวะ”
“วันนี้คุยกับกูเยอะ ปกติคุยกับกูน้อยมากเลยนะ นางดูอารมณ์ดีกว่าทุกๆ วัน ไปเจออะไรมาวะ”
“ก..กูจะไปรู้เรอะ” เออ ไม่รู้โว้ย ไม่อยากคิดไปเอง
“แต่เค้าแอบทำท่าเหมือนจะอยากคุยกับมึงนะ เค้าหันไปมองมึงบ่อย แต่เห็นมึงทำงานอยู่เลยไม่กล้าทักมึงมั้ง”
“ร..เหรอ ไม่ได้สนใจเลยอะ” แล้วฉันก็พยายามทำตัวยุ่งต่อเพื่อไม่ให้หมวยมันกวนฉันทำงาน
อิหมวยอย่าถามเยอะ..เดี๋ยวกูลน

วันอังคาร..ก็ยังคงยิ้ม
วันพุธ ไม่ต่าง..ยิ้มเหมือนเดิม
วันพฤหัสก็ด้วย.. นี่พี่เป็นอะไรไปพี่มิ้น!! พี่มิ้นคนเก่าไปไหน คนที่ไม่เคยมาสนใจ มาแอบมองกันแบบเนี้ยยยยยยย อยู่ไหนแล้วววว
ส่วนฉัน..ก็หนีทุกวัน เบี่ยงหลบสายตานั้นทุกวัน

“อิเบล พี่มิ้นไปกินไรมาป่าววะมึง ทำไมช่วงนี้นางดูอารมณ์ดี ดูอัธยาศัยดีผิดปกติวะมึง”
อะ..กูมีเพื่อนขี้สงสัยไปอีก “กูจะรู้มั้ย ทำไมมาถามกู มึงก็ไปถามพี่เค้าสิ”
“เออว่ะ มึงพูดถูก กูน่าจะถามพี่เค้า ช่วงนี้เค้าคุยกับกูเยอะขึ้น เค้าน่าจะบอกกูได้”
คิดผิดหรือคิดถูกละเนี่ยฉัน จะโดนโยงเรื่องมาใส่มั้ยเนี่ย “เค้าจะเป็นอะไรยังไงก็ช่างเค้าสิ มึงจะอยากรู้อะไรนักหนาเนี่ยอิหมวย”
“อะ ขี้เหวี่ยงขี้โวยวาย กูถามนิดถามหน่อยไม่ได้เลยนะ”
“มันใช่เรื่องเหรอที่มึงมาถามคนที่เคยจะตบเค้าน่ะ ลืมเหรอออออ” ไม่ว่าเปล่าแถมเอานิ้วจิ้มไปที่หน้าผากของเพื่อนรัก
“เออ กูลืม ก็เห็นตอนนี้เค้าดูเป็นมิตรกับมึงนี่หว่า ไม่ทำตานิ่งๆ จิกๆ ใส่มึงเหมือนแต่ก่อนแล้วนี่ กูก็คิดว่าพวกมึงดีกันบ้างแล้ว”
นี่เห็นชัดขนาดนั้นเลยเหรอ อ่อ ลืมไปว่ามีเพื่อนเป็นคนช่างสังเกต
“ไม่อ่ะ ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหล่ะ” ฉันรีบตัดบทสนทนาชวนสุ่มเสี่ยงนี้แล้วหันไปทำงานต่อ

ที่บอกว่าไม่มีอะไร แต่จริงๆ แล้วมีทั้งนั้นจ้า
ฉันเองก็แอบมองไม่ได้ต่างจากพี่มิ้นเลย แต่ฉันไม่ได้ยิ้มหรือทำท่าสนใจกลับไป แน่ล่ะ..ใครจะกล้าทำ แค่ฉันเห็นสายตาแบบนั้น รอยยิ้มเล็กๆ อย่างนั้น
ฉันก็แอบยิ้มตามอยู่ภายในใจแล้ว

และมันก็ยิ่งทำให้ฉัน ไม่เข้าใจตัวเองเข้าไปอีก

…………………………………………………………………………………………………………………

เดินเรื่องแบบเรื่อยๆ ..มันยังเรียก short story อยู่มั้ยนะ เริ่มไม่แน่ใจ 5555

คิดถึงพริสทินจังค่าา 😂
SHARE
Written in this book
Impossible love (Binkyeong)
มันจะเป็นไปได้ยังไง!?
Writer
Peek_Sai
Shipper
Yuri is the Life

Comments

chaeim
6 months ago
อ่านแล้วยิ้มตามพี่มิ้นเลยค่ะ //ยกมุมปาก จากคนที่ตบกันด้วยมือหันมาตบกันด้วยปาก แซ่บค่ะยอกเลย
Reply
Peek_Sai
6 months ago
ฮื่อออ ตบแบบนั้นเรายอมมมม