กล้ามเนื้อกับการเขียน
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตื่นตีสี่ไปร่วมงานวิ่งฮาล์ฟมาราธอนมาค่ะ ชวนเพื่อนไปวิ่งด้วยกัน แต่ทุกคนลงมินิมาราธอน(10 กิโลเมตร) หมดเลย ส่วนเราลงแค่ฟันรัน(5 กิโลเมตร) ก็เหนื่อยแล้วค่ะ วันถัดมาตื่นมาก็ตกใจมาก เส้นด้านข้างกับด้านหลังต้นขาคือตึงร้าวไปหมด ลงบันไดแต่ละทีนี่ต้องเกาะราวให้มั่นเลย คือร่างกายฟ้องหนักเลยว่า “ยังต้องฝึกฝนอีกมาก”
 
.

กล้ามเนื้อของร่างกายถูกพัฒนาผ่านการฝึกฝน
กล้ามเนื้อด้านความคิดสร้างสรรค์ก็ต้องถูกพัฒนาผ่านการฝึกฝนเช่นเดียวกัน

มาอ่านเจอบทความว่าด้วย “กล้ามเนื้อทางการเขียน” ของ George R.R. Martin ผู้เขียน Game of Throne เอาเวลานี้นี่รู้ซึ้งเข้าเส้นเลยล่ะค่ะ


GRRM พูดถึง literary muscles หรือ กล้ามเนื้อทางการเขียนไว้ว่า การสร้างโลกในการเขียนนิยาย รวมไปถึงการสร้างฉาก สร้างตัวละครนั้น นักเขียนควรสร้างจักรวาลของตัวเองขึ้นมา ไม่ใช่ไปยืมโลกของคนอื่นมาใช้ง่ายๆ ไม่ว่าจะจักรวาลมาร์เวล จักรวาลลอร์ดออฟเดอะริง หรือจักรวาลของเกมออฟโธรนก็ดี

ที่คุณ GRRM พูดแบบนั้นเพราะมันมีผลต่อการเสริมสร้างกล้ามเนื้อในการเขียน เรื่องแบบนี้ก็เหมือนการเข้าฟิตเนส จะมาขี้เกียจไม่ได้ ยิ่งทำบ่อย ยิ่งทำมานาน กล้ามเนื้อก็จะยิ่งแข็งแกร่ง

คุณ GRRM บอกว่า มันก็จะมีวันดี วันไม่ดี 
วันดีก็จะเขียนได้ทั้งวี่ทั้งวัน วันไม่ดีนี่แค่เค้นออกมาได้หน้าครึ่งก็เก่งแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรเขียนให้ได้ทุกวัน วันละ 1-2 หน้าก็ยังดี มันก็จะมีวันที่ฮึกเหิมเพราะเขมือบหมีได้ทั้งตัว กับวันที่เราตายสิ้นสภาพเพราะถูกหมีกิน (-__- )”” จ้ะ... เห็นภาพค่ะ


ในโพสต์ที่แล้ว เราเขียนเรื่อง Write what you want to know แต่ในบทความของคุณ GRRM ที่เราไปอ่านมา คุณ GRRM อธิบายเรื่อง Write what you know ไว้อีกแบบหนึ่ง ซึ่งเราชอบการตีความแบบนี้ค่ะ

Write what you know ในความเห็นของคุณ GRRM ควรตีความให้กว้างกว่าความหมายตรงๆ ของมัน 
ไม่ใช่เรียนจบคณะอักษร ก็เลยเขียนได้แต่เรื่องราวชีวิตนักศึกษาคณะอักษร เพราะรู้อยู่เท่านั้น

มันไม่ใช่แบบนี้ แต่เจ้า what you know หรือ “สิ่งที่คุณรู้” ในที่นี้หมายถึง emotional truth เป็นข้อเท็จจริงทางอารมณ์ความรู้สึกที่คุณมี ที่คุณเคยผ่านมา คุณเคยประสบ

การเขียนเรื่องคนรักตายจากไป คุณต้องหยิบความรู้สึกที่คนสำคัญตายไปมาเขียน ไม่ว่าคนสำคัญที่ว่าจะเป็นหมาแสนรักหรือใครก็ตาม “สิ่งที่คุณรู้” คือแบบนี้ มันเป็นหลักการเดียวกันกับที่นักแสดงใช้เวลาสวมบทบาท ต้องดำดิ่งลงลึกไปในตัวเอง เพื่อทำให้ตัวละครทั้งหลายของเราสมจริง

และไม่ว่าตัวละครนั้นจะเลวทรามขนาดไหน ก็ต้องเข้าไปสวมบทบาทนั้น ถึงตัวละครที่ว่ามันเลวเหี้ยมๆ เลยก็ตาม รู้ทั้งรู้ว่าหมอนี่มันโรคจิตชัดๆ ก็ต้องล้วงลึกเข้าไปข้างใน

ไม่มีใครคิดว่าตัวเองเลวหรอก ทัศนคติในการมองโลกของทุกคนก็ต้องมองว่าตัวเองทำสมเหตุสมผลอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าไอ้คำว่า “สมเหตุสมผล” ของเขามองจากแง่ไหน และเขาเคยผ่านเหตุการณ์อะไรมาถึงทำให้คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำ “สมเหตุสมผล”

สวมวิญญาณตัวละครนั้น มองโลกผ่านสายตาตัวละครนั้น ตัวละครทุกตัวมีความเป็นมนุษย์อยู่ (ไม่ว่าตัวละครตัวที่ว่าจะเป็นมังกรก็ตามที) ทำไปจนเกิดความรู้สึกผูกพันกับตัวละครนั้นขึ้นมา จนบางทีก็อดสงสารตัวละครตัวนั้นไม่ได้



และจำว่า “ทุกการตัดสินใจ ทุกการกระทำ ย่อมมีผลตามมา” (Consequences)
ที่ Game of Throne สนุก ก็เพราะคุณ GRRM ไม่ได้แบ่งสายดำสายขาวชัดเจน
ความตั้งใจอันดีที่จะช่วยชีวิตทาส อาจทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกพังพินาส
หรือการตกหลุมรักใครสักคน อาจทำให้สุดท้ายพ่อของตัวเองถูกตัดหัวก็ได้

มันไม่ใช่เรื่องการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว แต่เป็นการทำความเข้าใจว่า เมื่อตัดสินใจลงมือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปแล้ว ก็ต้องรับผลที่ตามมาให้ได้ด้วย ไม่ว่าผลมันจะออกมาเลวร้ายเพียงใด ความตั้งใจอันดี การกระทำอันดี อาจทำให้เกิดผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงตามมาก็ได้


.

พูดถึงกล้ามเนื้อกับการวิ่ง เราก็นึกถึงนักเขียนอีกคนขึ้นมาค่ะ ฮารูกิ มูราคามิ นั่นเอง
มูราคามิเองเป็นนักวิ่งฟูลมาราธอนด้วยซ้ำ กล้ามเนื้อต้องแข็งแรงขนาดไหน จิตใจจะต้องแข็งแกร่งขนาดไหนกันนะ...

หนังสือเล่มที่เราอ่านอยู่ตอนนี้คือ “นักเขียนนวนิยายเป็นอาชีพ” โดยฮารูกิ มูราคามิ ปกสีฟ้า สนพ.กำมะหยี่ เล่มนี้สนุกมากค่ะ

เราอ่านถึงตรงที่มูราคามิเล่าเรื่อง “ความเป็นออริจินัล” (หน้า 93) เราว่าเหมาะที่จะเอามาเล่าคู่กับกล้ามเนื้อของคุณ GRRM ดี :-)

มูราคามิบอกว่า การจะเรียกใครสักคนว่า “เป็นออริจินัล” คนๆ นั้นต้องมีคุณสมบัติพื้นฐาน 3 ข้อนี้ คือ

1. ต้องมีความแตกต่างจากผู้นำเสนอสารคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด มีสไตล์เฉพาะตน (ไม่ว่าจะเป็นซาวน์ คำประพันธ์ รูปแบบ หรือสีสัน) แค่ได้เห็น (หรือฟัง) นิดเดียวก็รู้ได้ (เกือบจะ) ทันทีว่าเป็นการนำเสนอของคนผู้นั้น

2. สไตล์ของคนผู้นั้นจำเป็นต้องมีพลังในตัวเอง ซึ่งสามารถอัพเวอร์ชั่นได้ มีการเติบโตพัฒนาไปพร้อมๆ กับกาลเวลาที่ผันผ่าน ห้ามหยุดอยู่ที่เดิมไปตลอด ต้องมีพลังในการปฏิวัติตัวเอง (และเกิดจากตัวเอง)

3. สไตล์เฉพาะตัวนั้น เมื่อเวลาผ่านไปต้องกลายเป็นมาตรฐานได้ ต้องซึมซับจิตวิญญาณของผู้คน และกลายเป็นมาตรฐานในการตัดสินคุณค่า หรือเป็นต้นตอในการอ้างอิงอันรุ่มรวยสำหรับผู้นำเสนอสารรุ่นหลัง

มูราคามิยกตัวอย่าง เดอะบีทเทิล ปิกาโซ่ แวนโกะห์ มาเลอร์

คือตอนที่คนเหล่านี้ปล่อยผลงานสู่สาธารณะ ส่วนมากจะได้รับเสียงก่นด่าวิจารณ์ในทางลบ มีแค่คนกลุ่มหนึ่งที่เข้าใจและนิยมชมชอบ

อย่างมาเลอร์เอง คนในยุคของเขาไม่มีใครเข้าใจบทเพลงที่เขาประพันธ์ขึ้นเลย มาเลอร์เสียชีวิตในปี 1911 กว่าซิมโฟนีของเขาจะได้รับความนิยมคือช่วงทศวรรษ 1960 ใช้เวลาหลังจากเขาเสียชีวิตอีกเป็น 50 ปีกว่าบทเพลงของเขาจะกลายเป็นบทเพลงสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการแสดงคอนเสิร์ต

คนในยุคปัจจุบัน เมื่อมองผลงานของบรรดาคนทั้งหลายเหล่านี้ อาจไม่ได้รู้สึกตื่นตาตื่นใจหรือแตกตื่นแบบที่คนยุคนั้นรู้สึก เพราะงานของบุคคลเหล่านี้ส่งผ่านอิทธิพลต่อคนรุ่นหลังจนเกิดการพัฒนาผลงานต่อๆ กันมา แต่ถึงอย่างนั้น หากกลับไปชมผลงานของพวกเขาเหล่านี้ เราก็ยังจะสัมผัสความดิบ ความสดใหม่ที่ว่านั้นได้อยู่ดี

ไม่จำเป็นว่าต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานครบทั้งสามข้ออย่างเข้มข้น บางข้ออาจมีมากบ้างน้อยบ้าง มูราคาว่า คนที่จะจัดเป็นออริจินัลได้ต้องมีคุณสมบัติทั้งสามข้อ มากหรือน้อยก็ได้ แต่ต้องมีครบทั้งสามประการ

องค์ประกอบของทั้งสามข้อ แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือสิ่งที่เกิดจากตัวเอง และสิ่งที่เกิดจากเวลา

(ข้อ 1 เป็นเรื่องตัวเอง, ข้อ 2 เป็นเรื่องตัวเองและเวลา, ข้อ 3 เป็นเรื่องเวลา)

ดังนั้น การจะยืนระยะอยู่ให้ได้ยาวนาน มันก็ต้องเริ่มต้นที่การฝึกฝน เราคิดว่าอย่างนั้น

เรียนรู้พื้นฐานให้แน่น พัฒนาทักษะไป ผลิตผลงานมีคุณภาพออกมาให้ต่อเนื่อง และให้เวลาเป็นตัวตัดสิน



เราชอบคำว่า “อัพเวอร์ชั่นได้” จังเลยค่ะ

ขอให้ทุกท่านก็เติบโตพัฒนาไปพร้อมๆ กับกาลเวลาที่ผันผ่านนะคะ

โชคดีทุกท่าน

วันนี้ ก็ขอให้เขียนงานได้ราบรื่นค่ะ



nananatte
16.01.2019


 
ป.ล. โพสต์ตอนนี้ทำเป็นพ็อดคาสท์แล้ว สามารถติดตามรับฟัง sit down and write podcast ได้ทาง spotify, itunes, apple podcast และ podbean ค่ะ
 


Source: 
-11 Writing Lessons from GRRM because there’s a lot to learn from Game of Throne 
http://bit.ly/2RtnaCu 
- หนังสือนักเขียนนวนิยายเป็นอาชีพ โดย ฮารูกิ มูราคามิ สนพ.กำมะหยี่

SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments

Takaing_Doa
3 months ago
มีเรื่องดีๆ มาฝากตลอดเลยขอบคุณนะคะ  ปอลิงไปฟังเสียงมาแล้วเสียงเพราะมากค่ะ
Reply
nananatte
3 months ago
อุ่ย.... //เขินม้วน
ขอบคุณค่า คุณหมี่