โถ.. ชีวิตล่าม ตอนที่2 ล่ามกองถ่าย

'กูอยู่ที่ไหนวะเนี่ย'
เปิดประเดิมงานแรกด้วยการหลงอยู่ในโตเกียว

ผู้คนมหาศาลที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสถานีรถไฟ บวกกับความสามารถพิเศษในด้านการหลงทิศของฉัน รู้ตัวอีกที.. ก็หลงกับพี่ๆไปซะแล้ว

'บ้านนอกเข้ากรุงจริงๆเลยกู' เด็กโอซาก้าอย่างฉันบ่นกับตัวเอง โทรหาพี่ก็ไม่รับ ทางออกแม่งก็เยอะเหลือเกิ๊น มาถึงก็โชคดีอีกแล้วอีฝ้ายยยยย อีบ้า 5555


....
โอเค
ขอย้อนกลับมาก่อนถึงจุดที่ฉันจะบินไปโตเกียว
"ทริปนี้ได้สปอนเซอร์มาแค่แปดหมื่นบาทคือของ...... และมีโรงแรมเครือ..... แต่ยังไงก็ต้องไปรีบละ ไม่งั้นพี่ตัดกันไม่ทัน เดี๋ยวอาทิตย์หน้าไม่มีออกอากาศ น้องไปหาที่ถ่ายมาให้พี่นะ เอาให้เข้ากับคอนเซปต์รายการด้วย" พี่โปรดิวเซอร์บรีฟงาน

เอาอีกละไง..
คนสอนงานไม่มี มาถึงก็จัดหนักเลยครับพี่น้องงง
โตเกียวก็ช่างขัดกับคอนเซปต์รายการที่ต้องการหาของดีดั้งเดิมของจังหวัดนั้นๆมาออกรายการ แต่ทำไงได้ละ
สปอนเซอร์อยู่โตเกียวนี่เนอะ

สุดท้ายก็ต้องไปนั่งเปิดหาประวัติจังหวัดโตเกียว จนเจอย่านๆหนึ่งที่มีมานานและไม่เคยเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ยุคก่อน เออ.. คอนเซ็ปต์ฟังดูดี
แต่ที่ท่องเที่ยวละแวกนั้นโคตรไม่มีอะไร เดือดร้อนตูต้องไปนั่งหาสรรสร้างสตอรี่ขึ้นมาอี๊ก

นอกจากต้องหาสถานที่ท่องเที่ยว ดิฉันยังต้องหาร้านอาหาร+เมนูและที่พักให้ครบ 4 เทป เพื่อที่จะยื้อชีวิตได้ไปอีกเดือนนึง

ประเด็นคือ
ญี่ปุ่นไม่ใช่ไทยนะคะ ที่จะเดินเข้าไปละถ่ายวีดีโอบลาๆๆได้ หลังจากที่กำหนดที่ถ่ายทำพร้อมรวบรวมประวัติความเป็นมาจุดเด่นต่างๆให้พี่โปรดิวเซอร์ไปเขียนสคริปต์ได้แล้ว ดิฉันต้องโทรไปขออนุญาตในการถ่ายทำรายการในทุกๆที่ ซึ่งเป็นปัญหาอย่างมาก เพราะส่วนมากจะไม่ค่อยยอมให้ถ่ายสักเท่าไหร่นัก จึงต้องมีการเจรจาขอร้องกราบกรานเกิดขึ้น please~~~ ช่วยหนูหน่อยนะคะ 55555
นอกจากนี้แล้วยังต้องทำการจองที่พัก ร้านอาหาร ตั๋วเครื่องบิน หาวิธีการเดินทางต่างๆ รวมถึงต้องคุยกับสปอนเซอร์ว่าคุณพี่ต้องการโปรโมตอะไรคะ อยากให้ถ่ายอะไรบ้าง แบบนี้ได้ไหมคะ~ บลาๆๆๆ
ทั้งหมดทั้งมวลนี้มีเวลาจำกัดในระยะเวลา2สัปดาห์เท่านั้น และงบอันแสนจะจำกัด (ได้มาแค่แปดหมื่น ตั๋วเครื่องบินก็หมดแล้วไหมคะ TT)

โอ้ยยย เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว แม้ว่าเธอจะจ่ายให้ฉันน้อยเหลือเกินนน ฉันก็แค่คนหนึ่ง ที่ต้องการเงินในบางครั้ง 

โ ค ต รเครียดค่ะ จังหวะนี้ยาต้านเศร้าก็เอาไม่อยู่บอกเลย 55555


.............

อะ.. กลับมาต่อกันที่โตเกียว

วันแรกหลังจากคลำทางไปเจอพี่ๆได้แล้ว ดิฉันก็ได้รับมอบหมายให้กลับไปเอาไมค์อีกตัวที่โรงแรมคนเดียว.. หลังจากที่เพิ่งหลงไปหยกๆ
ขึ้นรถไฟในโตเกียวเองครั้งแรก.. ดิฉันพบว่ามันขึ้นง่ายกว่าโอซาก้าเยอะเลยว่ะ 5555

(นอกเรื่อง, ตอนที่ไปอยู่โอซาก้าแรกๆ ฉันมีปัญหากับการขึ้นรถไฟเป็นอย่างมาก เช่นบางทีมั่นใจแล้วว่ามันเป็นขบวนที่ไปหอพักแน่นอน เพราะมันเขียนจ่าหน้าขบวนรถเอาไว้  รู้สึกตัวอีกที.. อยู่เกียวโตค่ะ คนในมหาลัยเกือบจะขับรถมารับกันมาเลยทีเดียว เพราะมันจวนเวลารถไฟเที่ยวสุดท้ายแล้ว โชคดีที่ฉันวิ่งไปขึ้นขบวนสุดท้ายทัน และครั้งนั้นไม่ใช่ครั้งเดียวที่ดิฉันนั่งผิด ดิฉันนั่งผิดไปเกียวโตถึงสามรอบด้วยกันค่ะ5555 คือบางทีมันก็ไม่ต้องเปลี่ยนขบวน บางทีอยู่ๆก็ต้องเปลี่ยนขบวน ชื่อสถานีถัดจากเปลี่ยนขบวนมันก็คล้ายๆกัน แถมคุณพี่คนขับก็พูดเสียงเบาแหบแห้งกันดีเลื้อเกิน ฟังผ่านๆก็นึกว่าเออถูกแล้วเว้ย รู้ตัวอีกทีอยู่เกียวโตทุกที อีบ้าเอ้ย5555)

รอบนี้ไม่หลงนะคะ ภารกิจผ่านไปได้ด้วยดี

วันที่สองของการถ่ายทำไม่ค่อยมีปัญหาอะไรค่ะ
นอกจากคุณผู้จัดการแกย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามไปถ่ายเด็กๆหรือคนอื่นๆที่มาเที่ยวอควาเรียมนี้ แน่นอนว่าฉันย้ำกับพี่ๆตลอดเวลา แต่พี่เขาก็ถ่ายกันอยู่ดี.. โดนฟ้องขึ้นมานี่เสียหลายบาทเลยนะคะ TT


วันที่สาม
ไหว้พระ7วัด.. ใครแม่มคิดรูทนี้ขึ้นมาฟะ หิมะก็ตกทั้งวัน หนาวชิบหาย อ่อ.. ดิฉันคิดเองนี่หว่า รับกรรมที่ก่อต่อไปนะนางสาวมิรัลดา
ไปถึงวัดแรก.. วัดปิด เพราะส่วนมากรูทนี้เขาจะเปิดให้เข้าชมแค่ช่วงปีใหม่เท่านั้น แต่ช่วงที่ไปถ่ายมันเลยมาเดือนนึงได้ ด้นสดกันไปค่ะ

ความพีคของวันนี้คือ
ดิฉันทำโทรศัพท์หาย ลืมไว้บนแท็กซี่ค่ะ
(สุดท้ายได้คืนกลับมานะคะ ให้เพื่อนที่อยู่ญี่ปุ่นไปรับให้ที่สถานีตำรวจ เนื่องจากตารางถ่ายแน่นมากถ่ายตั้งแต่เจ็ดโมงเช้ายันห้าทุ่ม) ซึ่งดิฉันจะต้องทำการติดต่อร้านคาเฟ่เพื่อไปบรีฟงานถ่ายในวันพรุ่งนี้

วันที่สี่
เมื่อโผล่ไปยังร้านคาเฟ่ที่นัดไว้ คุณผู้จัดการก็บอกว่า "ถ่ายไม่ได้ เจ้าของร้านไม่อยู่ นัดไว้แล้วไม่มาก็นึกว่าจะไม่ถ่ายแล้ว" โอ้ววววชิท
แต่จังหวะนั้นยังไงก็ต้องถ่ายให้ได้ ไม่งั้นเนื้อหาไม่ครบเทปสี่แน่นอน ดิฉันตีหน้าเศร้าพร้อมขอโทษด้วยประโยครูปโคตรสุภาพ พร้อมบอกว่าเนี่ยโทรศัพท์ดิฉันหายตั้งแต่มาถึงญี่ปุ่น ติดต่อใครไม่ได้เลยค่ะ แล้วร้านของคุณก็สวยน่าสนใจเอามากๆ ดิฉันเจาะจงว่ายังไงก็ต้องเป็นร้านนี้เลยนะคะ บลาๆๆๆ
อะ.. ดราม่าใส่เขาอีก โถ่กู
จนสุดท้ายนางใจอ่อนให้ถ่าย แถมไม่คิดค่าอาหาร เพียงแต่หากออนแอร์แล้ว ให้ส่งซีดีไปให้ดูด้วย
เย้~ รอดแล้วกู รักนะจุ๊บๆ TT

จากนั้นก็พาไปย่านหนังสือมือสอง ที่กว่าจะหาร้านที่เขายอมให้เข้าไปถ่ายได้ ก็ใช้เวลาพอสมควร
ซึ่งร้านที่เข้าไปถ่ายเนี่ย คุณลุงเจ้าของใจดีมาก แกคงเห็นหน้าตาอันเหนื่อยหน่ายใกล้ตาย น้ำตาคลอเบ้าของดิฉันแล้วสงสาร (อันนี้ลุงแกสงสารดิฉันจริงนะคะ ได้ยินแกคุยกับพนง.ว่าล่ามช่างน่าสงสารเหลือเกิน55555)

ปัญหาถัดมาคือย่านเครื่องดนตรีมือสอง
ไม่มีร้านไหนยอมให้เข้าไปถ่ายเลยค่ะ น่าจะติดเรื่องลิขสิทธิ์แบรนด์และเรื่องราคา บลาๆ
ค่ะ.. แอบถ่ายเอา (ไม่ดีนะคะห้ามเลียนแบบ)

ที่สุดท้ายย่านช็อปปิ้งเสื้อผ้ามือสอง
กว่าจะหาร้านที่ยอมให้ถ่ายได้ก็เหนื่อยพอตัวเช่นกันค่ะ แต่เป็นย่านที่น่าเดินย่านนึงเลย ของกินน่ากินทั้งนั้น <<ไม่ได้มองเสื้อผ้าเลยสินะเอ็ง555

จบทริป บินกลับไทย
แต่อย่าคิดว่าจะว่างนะคะ เพราะดิฉันต้องเขียนซับแปลที่คนญี่ปุ่นพูดด้วย เหอะๆๆ

แล้วดิฉันไม่ได้ทำแค่รายการท่องเที่ยวนะคะ เพราะเมนหลักของบริษัทคือทัวร์ค่ะ แถ่แด๊นนน~

T^T
ดิฉันจะต้องเขียนคอนเทนต์ลงในเพจด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ดิฉันยังต้องทำรูททัวร์พร้อมราคา
บวกกับคิดกลยุทธ์ขายทัวร์ของตัวเอง
และยังได้มีโอกาสไปเป็นลีดเดอร์ทัวร์อีกด้วยค่ะ
บอกเลยว่าสบายกว่าไปถ่ายงานเยอะ แต่ต้องบริการลูกค้าสุดไรสุด แล้วคนไทยก็รู้ๆกันอยู่นะคะ ว่าเลือกกินกันขนาดไหน กดดันกันคนละแบบเนอะ

พี่ๆจะซื้อของก็เรียก น้องฝ้ายยย
พี่ๆจะสั่งอาหารก็เรียก น้องฝ้ายยย
พี่ๆมีปัญหานู่นนี่นั่นก็เรียก น้องฝ้ายยย

โอยยยย แงงงงงง 
เห็นเด็กหน่อยล่ะเรียกใช้เอาๆ หนูอยากเดินเล่นบ้าง

ส่วนการถ่ายรายการดิฉันยังมีโอกาสได้ไปอีกหลายๆทริปเลยค่ะ บินทุกเดือน555

ได้กินของแปลกๆมากมาย
ได้เห็นการฆาตกรรมต่างๆก็เยอะ
เริ่มกันที่ล็อบสเตอร์ ดิฉันได้เห็นการฆาตกรรมล็อบสเตอร์ในหลายๆรูปแบบ อย่างเฉือนทั้งเป็น จับอบไอน้ำทั้งเป็น จับย่างทั้งเป็น

นอกจากการฆาตกรรมล็อบสเตอร์แล้ว ยังมีคุณปลาหมึกที่โดนหั่นด้วยเทคนิกพิเศษให้ไม่รู้ตัวว่าตายแล้วก็กินสดๆเป็นซาชิมิเนื้อดิ้นไปมา (ขอโทษน้าคุณปลาหมึก คุณอร่อยมากเลยค่ะ ขอบคุณในการเสียสละชีวิตในครั้งนี้)

และอื่นๆอย่างหอยเป่าฮื๊อ เนื้อกวาง เนื้อวาฬ หมูป่า ปลานู่นนี่นั่น

เมื่อกลับไทยปุ๊บดิฉันก็จะเลิกกินเนื้อไปพักนึงเลย
รู้สึกผิดต่อสัตว์ ?
เปล่า.. ท้องอืด ผ่าม!



อ้อ.. ขอพูดเรื่องการแปลนิดนึง

งานนี้แปลยากมากค่ะ เพราะดิฉันต้องแปลตั้งแต่วิธีการทำโชยุ วิธีการตกปลา ประวัติศาสตร์ซามูไร การตัดไม้ การปลูกพืช การทำอาหาร ยันประวัติความเป็นมาของวัด ถ้ำ ฯลฯ
โอ้โห.. โคตรหลายแขนง

แต่อ้าว! เอ็งเป็นล่ามเอ็งต้องแปลได้สิ?
ดิฉันแปลทุกแขนงบนโลกนี้ไม่ได้ค่ะ 
เช่น พี่โปรดิวเซอร์ชี้นิ้วไปยังป้ายวัดและถามว่า
"นี่แปลว่าอะไรอะ?"
ดิฉันบอกว่าไม่รู้อ่านไม่ออกและเดินไปถามคนญี่ปุ่นผู้รับผิดชอบการท่องเที่ยวจังหวัดนั้นๆ คนญี่ปุ่นทั้งสามคนก็อ่านไม่ออกค่ะ หาในกูเกิ้ลเช่นกัน
ขนาดเขาเป็นคนญี่ปุ่นแท้ๆอยู่กับมันตั้งแต่เกิดยังอ่านไม่ออก ไม่เข้าใจความหมาย ดิฉันจะเหลืออะไรละ 555
คุณคะ.. สงสารล่ามเถอะค่ะ มันเป็นภาษาที่สามของฉัน ฉันเรียนมาก็จริง แต่ฉันไม่ได้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับมันค่ะ
เช่นเดียวกับภาษาไทย หากคุณไปนั่งอ่านมาตรากฎหมายคุณก็ไม่ได้เข้าใจไปซะทั้งหมดถูกไหมคะ? หรือคุณเรียนสายศิลป์มา ลองไปคุยกับเด็กวิทย์คณิตเรื่องเคมี.. คุณจะเข้าใจได้ไหมคะ ถ้าคุณไม่เคยเรียนมันมาก่อน
และแน่นอนสิ่งที่ฉันได้กลับมาคือ.. 
"ฝ้ายต้องเรียนอีกเยอะนะ" พร้อมกับหน้าผิดหวังและหงุดหงิดของพี่ๆ ฮ่าๆ เศร้าโว้ยยย

ทั้งนี้ทั้งนั้น ตอนที่ฉันทำงานนี้อยู่ภาษาญี่ปุ่นของดิฉันอยู่ระดับN2ซึ่งเกือบจะสูงสุดที่จะสอบวัดได้แล้วค่ะ 5555
แต่ไม่ใช่ว่าดิฉันไม่หาความรู้เข้าตัวนะคะ ยังหาอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่อย่างน้อยอยากให้เข้าใจหัวอกล่ามกันสักนิดเถิดดดด  สาาาทุ~



โอเค จบก่อนละกันเนอะ ยาวไป๊ 5555

สุดท้ายดิฉันก็ลาออกอยู่ดี
เพราะงานหนักเหรอ?
เปล่าค่ะ.. งานหนักดิฉันสู้ขาดใจ แต่การไม่เกรงใจในสิทธิ์ของคนอื่นและบางครั้งไม่รักษากฎเกณฑ์ที่เขาบอกไว้นั้น ดิฉันรับไม่ค่อยได้ค่ะ รู้สึกเครียดเกินไปจนต้องขอบาย แม้เนื้องานมันจะสนุกมากๆก็ตาม


ตอนหน้าเราจะมารีวิวการเป็นล่ามโรงงานค่ะ
โปรดติดตามชมตอนต่อไป



ปล. ช่วงเช้าขณะกำลังไปทำงานดิฉันได้ประสบอุบัติเหตุ.. สะดุดฝาท่อล้ม ซึ่งเย็นวันนั้นดิฉันมีทริปบินไปจังหวัดมิเอะ ซึ่งมีโปรแกรมเดินป่า เดินไร่ ขี่จักรยาน ฯลฯ กับสภาพแผลทั่วตัวจนพยาบาลถามว่าน้องตกมอไซค์มาเหรอคะ 

ปลล. รูปปกคือดิฉันที่โดนคุณพี่คุณลุงญี่ปุ่นจากจังหวัดมิเอะ พาไปออแกนิคฟาร์มแล้วเด็ดพืชเด็ดหญ้าข้างทางให้กิน แกบอกเอาไปเคี้ยวเล่น เออ.. ตูก็บ้าจี้เว้ย TT






SHARE
Writer
mrd_hi
etc.
No one's here. I just come to write my diary.

Comments

Nu_Bell
1 year ago
โอ๊ย!!! สนุกมากเลย ตั้งหน้าตั้งตารอตอนต่อไปนะคะ :)
Reply
mrd_hi
1 year ago
สงสารตัวเองค่ะ 55555 ตอนนั้นเครี๊ยดเครียด พอมานึกดูตอนนี้ก็ฮาดีค่ะ
Nu_Bell
1 year ago
ใช่ค่ะ เรื่องบางอย่าง ตอนนั้น แม่งโคตรเครียด แต่พอผ่านไป กลับมาเล่าอีกที กลายเป็นเรื่องตลกไปซะงั้น