หรือจะเป็น midlife crisis ในวัย 27 ปี
สิ้นปีที่ผ่านมาได้เจอเพื่อน/พี่/น้อง ที่ห่างหายกันไปด้วยภารกิจในชีวิตแต่ละคน
พอได้พบเจอก็ต้องถามไถ่ข่าวคราวความเป็นไป

ในวัย 27 ปี ส่วนใหญ่ฉันก็จะได้ฟังว่า
บางคนกำลังเตรียมตัวแต่งงาน
บางคนเพิ่งแต่งงานกันไปหมาดๆ
บางคนกำลังดีใจที่กำลังจะมีลูกน้อยของตัวเอง
บางคนอุ้มลูกมาหาสอนหลานให้เรียกเราว่าป้า
บางคนหาเงินได้หลักล้าน
บางคนเพิ่งลงทุนซื้ออสังหาฯมีทั้งเพื่อเก็งกำไรและอาศัยอยู่ในอนาคต
บางคนเพิ่งเปิดธุรกิจใหม่
บางคนฉลองการเติบโตของบริษัท
บางคนเอาไอเดียธุรกิจมาปรึกษา
บางคนย้ายไปทำงานประเทศอื่น
บางคนก็กำลังจะไปเรียนต่อ

แน่นอน ทั้งที่เราบอกตัวเองซ้ำๆว่า ไม่ต้องเทียบกับใคร
ค่อย ๆ ทำชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิมไปทุก ๆ วันก็พอ
แต่เวลามาเจอกับผู้คนมากๆ 
ได้ยินเรื่องราว "ความสำเร็จ/ความก้าวหน้า" ของพวกเขาเหล่านี้
มันก็อดเซไปพักหนึ่งไม่ได้เหมือนกันเนอะว่ามั๊ย

โดยเฉพาะเมื่อฉันดันเป็นฟรีแลนซ์ 
ไม่ได้มีการเลื่อนตำแหน่ง ไม่ได้มีการย้ายไปทำงานต่างประเทศ
ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ชนิดชีวิตพลิกซ้ายไปขวา
ยิ่งนานจังหวะของฉันยิ่งเนิบช้า

มันจะเกิดความฉุกคิดขึ้นมาวูบหนึ่งว่า
เอ๊ะ! นี่ฉันทำอะไรอยู่ ทำไมเหมือนชีวิตทุกคนมีการเปลี่ยนแปลง
แล้วทำไมฉันยังอยู่ตรงนี้ที่เดิม
พอเริ่มคิดแบบนี้ จิตมันก็ฟุ้ง อารมณ์มันก็ตกไปตามกัน

เมื่อเกิดการเปรียบเทียบขึ้นมา จู่ ๆ ไอ้ที่เคยพอใจก็เริ่มไม่พอใจ
ทำไมฉันยังไม่ได้ทำโน่น ทำไม่ฉันยังไม่มีนี่
ดูคนนั้นสิวันนี้เค้ามีนั่น ดูคนนี้สิวันนี้เค้าตั้งตัวได้แล้วนะ 
ก้มมองตัวเองแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ อาจถึงขั้นรำพึงรำพันในใจว่า
"เรานี่ไม่เอาไหนเลยแฮะ"

ยิ่งพอเติบโตขึ้น การประสบช่วงเวลาเหล่านี้มันก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วยโดยธรรมชาติ
จะห้ามไม่ให้คิดรึก็ยาก  
ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าถึงได้เพิ่มขึ้นทุกปีๆ
เพราะทุกอย่างรอบตัวเราเหมือนพร้อมใจกันร้องประสานเสียงออกมาว่า
"more more more"
เราต้องมีมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น

ระหว่างที่ฟังผู้คนรอบตัว ความย้อนแย้งอย่างหนึ่งที่ฉันสังเกตเห็นคือ
ขณะที่คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าที่ตัวเองมีอยู่ตอนนั้นยังไม่พอ
"ต้องมีเพิ่มขึ้นอีก ต้องก้าวหน้าอีก
เท่านี้ยังไม่เรียกว่าสำเร็จหรอก"
แต่เรากลับมองว่าชีวิตของคนอื่น ๆ นั้นดีแล้ว น่าพอใจแล้ว

ชวนให้คิดถึงสำนวนฝรั่งที่บอกว่า
The grass on the other side is always greener.
หญ้าฝั่งตรงข้ามยังไงก็เขียวกว่าหญ้าฝั่งตัวเอง
หรือ แปลให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ของของคนอื่นมักจะดูดีกว่าของตน

เช่น ระหว่างเล่าให้เพื่อนฟังถึงความกังวลใจในเส้นทางอาชีพอันลุ่มๆดอนๆของตัวเอง
เพื่อนกลับบอกว่า 
"ที่เป็นอยู่น่ะดีแล้ว เธอมาไกลมากแล้ว
ฉันสิแก ยังเป็นลูกจ้างเค้าอยู่เลย ฯลฯ" 

ทำไปทำมา กลายเป็นว่าเราต่างอิจฉาซึ่งกันและกัน
อย่างงี้ก็ได้เหรอ

ฉันเลยคิดว่า ไม่ได้การล่ะ! ถ้าไม่เสริมสร้างความแข็งแรงของจิตใจเอาไว้แต่เนิ่นๆ
ก็จะต้องจิตตกจากการเปรียบเทียบแบบนี้ทุกครั้งน่ะสิ
เป็นทีก็หน่วงอยู่เป็นอาทิตย์ เราจะดึงตัวเองออกมายังไงดีนะ
ทำยังไงเราถึงจะเลิกโบยตีตัวเองและจมอยู่กับความรู้สึกว่า "เราดีไม่พอ เก่งไม่พอ"
ในโลกที่ทุกคนพูดถึงคนเก่ง คนสำเร็จ คนที่มีมากกว่าเราตลอดเวลา

ฉันเองก็ไม่ใช่นักจิตวิทยา ไม่ได้มีทฤษฎีมารองรับ
แต่เวลาที่เกิดความรู้สึกทำนองนี้ขึ้น ฉันจะพยายามยอมรับมัน
ไม่รีบร้อนผลักไส ไม่ปฏิเสธว่ามันไม่มีอยู่
เพราะมันเกิดขึ้นจริง ฉันรู้สึกแย่จริง ๆ 

พอรับรู้ถึงการมีอยู่แล้ว ฉันก็จะพยายามระบายมันออกมาในรูปแบบต่างๆ
และใช่...การเขียนเป็นอีกหนึ่งวิธีระบายของฉัน
รวมไปถึงการถ่ายภาพและการแต่งภาพ
การนั่งมองพระอาทิตย์ตก
และการอ่านหนังสือที่ดึงฉันไปที่อื่นสักพัก

ฉันว่าบางทีเราก็ลืมไปว่า อารมณ์ก็เหมือนกองไฟ
เกิดขึ้นได้ก็ดับได้ถ้าเราไม่เติมเชื้อไฟลงไป
พอทิ้งไว้สักพักมันก็เบาบางลง อาจไม่หายไปเสียทีเดียว
แต่ก็ไม่ร้อนแรงเหมือนตอนแรกสัมผัส

ฉันเขียนบทความนี้เพื่อบอกตัวเองว่า
ใช่ ณ วันหนึ่ง จุดหนึ่งในช่วงชีวิต
ฉันรู้สึกจริง ๆ ว่าฉันอยากก้าวหน้ากว่านี้ อยากสำเร็จกว่านี้ 
ฉันยังดีไม่พอ ฉันยังประสบความสำเร็จไม่พอ

แต่พอยอมรับมันแล้ว ได้ระบายมันออกมาแล้ว
ฉันเชื่อว่าต่อจากนี้ ฉันจะกลับไปทำงานได้อย่างสบายใจมากขึ้น
เพราะฉันรู้แล้วว่ามันก็อารมณ์อ่อนไหวห้วงหนึ่ง
เกิดขึ้น แล้วอีกสักพักก็จะดับไป
เพราะจิตฉันไปจดจ่อกับเรื่องอื่นๆ แทน
เช่นการไปเขียนงานคอนเทนต์ให้เสร็จแล้วไปแปลรายงานต่อ
และยังมีการวางแผนการสอนของนักเรียนที่ยังไม่ได้ทำอีก

และสุดท้าย ฉันว่านะ บางทีการก้มหน้าทำงานให้ยุ่งเข้าไว้
จนไม่ต้องสอดส่องชีวิตใคร ๆ ในโซเชียลมีเดียก็น่าจะดีเหมือนกันนะ
ไม่รับรู้ ก็จะได้ไม่ต้องรู้สึก

จากฉัน...ผู้กำลังพยายามลด average screen time  ในไอโฟน

บันทึกเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2562
พอต้นปีมันก็จะคึกอยากเขียนนั่นเขียนนี่เต็มไปหมด 
SHARE
Writer
Gentlediary
Language enthusiast
ความคิด I ความสนใจ I ความทรงจำ IG: Eve.piri

Comments

Keanneus
5 months ago
Deactivate fb มาสักพักแล้ว รู้สึกดีขึ้นมากเลยพี่อีฟ
Reply