ถ้าชีวิตจริงคือละคร ทุกเรื่องทุกตอนฉันคือ ตัวร้าย
สายตานิ่งๆ

หน้าเหวี่ยงดูขี้วีน

เสียงห้วน

พูดตรง

เสียงดัง

โอ้โห ขาดแค่ทาปากแดงก็ครบสูตรตัวร้ายละครไทยเลยเว้ยกู!
เอาจริงๆ ไม่ได้จะบอกตัวเองเป็นแรงๆ เฟียร์ส มั่นหน้าหรืออะไรนะ
แต่กูเป็นของกูแบบนี้

ก็เกิดมาเป็นแบบนี้แล้วจะให้ทำยังไงอะ

พยายามเปลี่ยนแล้ว พยายามไม่ทำหน้านิ่ง พยายามยิ้ม พยายามไม่พูดตรงๆ พยายามเฟรนลี่
ก็ทำได้นะ แต่เหนื่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ถ้าให้จัดตัวเองว่าอยู่ใน stereotype ไหนในสายตาคนอื่น
คงอยู่ในพวก "แค่เห็นหน้าก็รู้ว่าอีนี่แรงส์" 
บวกกับที่เราเป็นพวกไม่ชอบร้องไห้ให้ใครเห็น
เวลาเกิดเรื่องทะเลาะกับเพื่อน กับคนอื่น ทุกเหตุการณ์จะเหมือนกันคือ

ฝ่ายแดง: ยืนกอดอกอยู่คนเดียว มองสายตาเหยียดๆใส่ฝ่ายน้ำเงิน
ฝ่ายน้ำเงิน: น้ำตาไหลอาบแก้ม ห้อมล้อมไปด้วยบุคคลอื่นๆที่มาให้กำลังใจ
บุคคลอ่ืน: ปลอบฝ่ายน้ำเงินด้วยความเห็นใจ และมองฝ่ายแดงอย่างเกลียดชัง
และใช่ค่ะ เราคือ ฝ่ายแดง
กูตลอดอะ!

เหมือนกับว่า ใครร้องไห้ก่อนคนนั้นชนะอะ
สังคมไทยมักจะเห็นใจคนที่ร้องไห้ โดยไม่สนเหตุผลหรือตรรกะใดๆทั้งสิ้น

จะไม่ออกมาบ่นเลยถ้าเราผิดจริง เพราะเอาเข้าจริงเรื่องหลายๆเรื่องมันไม่มีถูกผิด
เราไม่ผิดที่ราจะมั่นใจในจุดยืนของเรา
อีกฝ่ายก็ไม่ได้ผิดที่มันจะมั่นคงในจุดยืนของมัน
แต่พอมันร้องไห้เท่านั้น

กูผิดทันที

องค์นางร้ายประดับร่างทันทีทันใด สายตาสาปแช่งถูกส่งมาจากบุคคลรอบด้าน
และแล้วมันก็ได้บทนางเองไปครอง

เชื่อปะ เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเราบ่อยมาก วนลูปมันอยู่อย่างนั้นอะ

เริ่มต้นจากการที่พ่อกับแม่เปรียบเทียบเรากับน้องค่ะ น้องเราจะเอาการบ้านกลับมาทำที่บ้านทุกวัน อ่านหนังสือสอบเป็นชม. เป็นเด็กดีหัวอ่อนไม่เที่ยว ซึ่งต่างกับเราค่ะ คือการบ้านมี แต่ทำเสร็จตั้งแต่ที่โรงเรียน หนังสือสอบไม่อ่านเพราะเข้าใจตั้งแต่ตอนเรียน เที่ยวเล่นมีแฟนนู้นนี้นั้น
ในสายตาพ่อแม่ น้องคือลูกเทวดา ส่วนเราคือเด็กเปรตดีๆนี่เอง แต่ด้วยความที่เราหัวดีพวกเค้าเลยไม่ค่อยอะไรกับเรามากนัก

ตอนมัธยมปลายทะเลาะกับเพื่อนเรื่องกีฬาสี เราลงกีฬา 2 อย่าง อยู่ทีมตกแต่งสแตน ยืนเปิดหมวกหาเงิน แต่คนอื่นมาด่าเราว่าเราไม่ช่วยงานอะไรเลยเพียงเพราะเราไม่ขึ้นสแตน ด่าเราไปร้องไห้ไปว่าเรากินแรงเพื่อน
มันใช่หรอวะถามจริง! ผลคือ โดนเพื่อนแบนไปครึ่งห้อง

ตอนมหาลัยปี 1 กลุ่มเราไม่เข้ารับน้อง โดดบ่อยมาก ไม่ขึ้นสแตน เพื่อนคนอื่นที่เข้ารับน้องก็โดนลงโทษเพราะคนไม่ครบแล้วพวกมันก็มาร้องไห้ ด่าว่าพวกเราเห็นแก่ตัว เราไม่ตอบโต้อะไรนะ
ได้แต่มองมันเหยียดๆแล้วคิดในใจ
"ถ้าพวกมึงไม่เข้า พวกมึงก็ไม่โดนป่ะ พวกมึงเลือกเข้าเองทำไมวะ"

ตอนปี 2 โดนเพื่อนในกลุ่มเดียวกันนินทา พอเราจับได้ มันก็ร้องห่มร้องไห้บอกว่าเราไปด่ามันเสียๆหายๆก่อน ทั้งๆที่เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย ได้แต่ยืนงงในดงตีนเพราะเพื่อนคนอื่นไปเชื่อมันหมด

ตอนปี 4 นี่หนักสุด เราได้รับหน้าที่สำคัญในการทำโปรเจ็คห้อง เรียกได้ว่าถ้าไม่มีเรา งานนี่ไม่เกิดแน่นอน เราตั้งใจกับมันมาก โฟกัสกับงานจนไม่สนเสียงนินทารอบข้าง มารู้ทีหลังว่าในขณะที่เราทำงาน เพื่อนคนอื่นที่ว่างก็จับกลุ่มนินทาเรา ย้ำค่ะ! เราทำงานห้องแต่เพื่อนร่วมห้องนั่งนินทาเรา
แหม ชีวิตบัดซบที่ลงตัวจริงๆ และในช่วงโปรเจ็คห้อง แฟนของเพื่อนดันมาชอบเราซึ่งเราไม่ได้ทำอะไรเลยยยยยย กูปั่นโปรเจ็คอยู่ 2 ตัวทั้งของงานห้องและส่วนตัว จะเอาเวลาไหนไปอ่อยแฟนมัน เท่านั้นแหละ เหตุการณ์เดิมๆกลับมา
มันร้องไห้ เล่าให้คนนู้นคนนี้ฟังว่าเราอ่อยอย่างนั้นอย่างนี้ ในขณะที่เราไม่ได้อธิบายอะไรเลยเพราะปั่นงานอยู่ และก็เป็นอีกครั้งนึงที่เพื่อนครึ่งห้องแบนเราเพราะเชื่อมัน เหอะๆๆๆๆ

ช่วงชีวิตทำงานเหมือนจะราบรื่น เราพยายามหนักมากที่จะเปลี่ยนแปลงบุคลิกของตัวเองแต่จนแล้วจนรอดก็เป็นแบบเดิม 
ล่าสุดหัวหน้าแม่บ้านร้องไห้น้อยใจกับแม่ครัวเพียงเพราะแม่ครัวไปบอกเค้าว่า เราใส่ร้ายเค้าว่าเค้าไม่ช่วยงานลูกน้อง อ้าว! ก็เรื่องจริงอะ ก็คนที่มาพูดก็ลูกน้องเค้าทั้งนั้นอะ มีลูกน้อง 3 คน ทั้ง 3 คนพูดกับเราหมดว่านางไม่ช่วย นางก็ร้องไห้บอกเราไม่เข้าใจๆ รู้สึกน้อยใจต่างๆนาๆ ทีงี้คนอื่นที่ไม่รู้เรื่องก็เราเป็นตัวร้ายอีกตามเคย ซึ่งพูดเลย ชินค่ะ



มานั่งคิดๆดูแล้ว หลายครั้งมากที่เราเป็นผู้ถูกกระทำแต่กลับได้รับบทตัวร้ายเพียงเพราะว่าหน้าตาที่ดูแรงส์ๆและการที่เราไม่ร้องไห้ เราไม่เคยทำร้ายใครก่อนหรือถ้าทำจริง เราเล่นต่อหน้าไม่ใช่ลับหลัง ด้วยความที่เป็นคนตรงด้วยแหละเวลาจะเคลียร์กับใครคนอื่นก็มองว่าเราดูร้าย ดูแรงส์ตลอด
ก็แค่ไม่อยากให้เรื่องมันค้างคาปะ เคลียร์ให้มันจบก็จบแล้ว

แต่นิสัยแบบนี้คงไม่โอเคกับสังคมไทยเท่าไหร่ละมั้ง

คนอยู่ไม่เป็นก็งี้แหละนะ ได้แต่รับบท "ตัวร้าย" ต่อไป //เบะปากมองบน

SHARE
Writer
_CL
Fine, thanks.
Try to be positive thinker even though I’m not.

Comments