Stock-Home(not)Alone : ยามตะวันฉายกับชายแปลกหน้า
แด่...คนที่ไม่รู้จัก

ฤดูหนาวของประเทศทางตอนเหนือจะมีช่วงเวลากลางวันที่สั้น เพราะพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้ายามสายและลาลับเพียงบ่ายแก่ๆ

มันเป็นเสาร์สุดท้ายของปี 2018 ฉันตรวจสอบเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อที่จะไม่พลาดการรับชมแสงแรกของวันกลางทะเลบอลติกอันเป็นประสบการณ์ที่ไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ และรีบขึ้นไประเบียงเรือก่อนเวลาถึงครึ่งชั่วโมง แต่แสงสว่างได้ทาทับท้องฟ้าไปบางส่วนแล้ว แม้ดวงตะวันยังไม่ปรากฏกาย

...สวยเหลือเกิน

ฉันยืนตะลึงพร้อมกล้องคู่ใจแต่ไม่อาจกดชัตเตอร์ได้รัวๆเพราะความงามนั้นควรค่าแก่การบันทึกไว้ด้วยสายตามากกว่ามองผ่านช่องเลนส์

ชายคนหนึ่งเดินผ่านไปทางท้ายเรือ ฉันยิ้มให้เบาๆ เขาคือคนเอเชียไม่กี่คนบนเรือสำราญสัญชาติสวีเดน
.
.
บนเรือสำราญสิบชั้นนี้ ความรื่นรมย์หลักของฉันคือการได้เดินสำรวจทั่วลำเรือ เก็บเกี่ยวทุกประสบการณ์ ฟังดนตรีสดที่มีให้ชมฟรีๆอย่างผ่อนคลาย ไม่วุ่นวายกับใครๆ ไม่ต้องควักเงินก้อนใหญ่ให้กับเครื่องดื่มมีราคา ไม่ต้องโชว์หรูหราด้วยอาหารชั้นดี

ฉันเดินสำรวจไปทั่ว พบเห็นผู้คนมากหน้าหลายตา บ้างมาเป็นคู่ บ้างมากับครอบครัว มีครอบครัวหนึ่งที่ฉันสะดุดตา เมื่ิอลูกชายวัยพอๆกับฉันกำลังถ่ายรูปให้พ่อแม่ที่ระเบียงเรือ พวกเขาเป็นชาวเอเชีย

ยามค่ำมาเยือนพร้อมความบันเทิงของรัตติกาล เสียงดนตรีดังฟังแล้วคะนองจนหลายคนต้องออกจังหวะร้องเล่นเต้นบนฟลอร์ในไนท์คลับลอยน้ำ ฉันนั่งฟังเก็บประสบการณ์ก่อนก้าวออกไปสูดอากาศกลางทะเลที่ลานโล่งท้ายเรือ

กล้องตัวใหญ่ดูไร้ประโยชน์ในความมืดมิดของผืนฟ้าและผืนน้ำ เป็นราตรีที่มีดาวไม่เต็มฟ้า มีจันทราเพียงครึ่งดวง ฉันมองไปรอบตัวพยายามหามุมลั่นชัตเตอร์ และเห็นเขาคนเดิมกับหน้าตาเอเชียยืนสูบบุหรี่อยู่ริมประตู แม้เมื่อกลับเข้ามาท่ามกลางความวุ่นวายของผู้คนที่กำลังร่ำสุราเมามันส์ ฉันเห็นเขานั่งเพียงลำพังที่อีกมุมหนึ่งของไนท์คลับ ดูเด่นชัดเพราะนั่งนิ่งเหมือนเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์มากกว่าการคงอยู่เพื่อความบันเทิง

...หรือการสังเกตการณ์อย่างเงียบเชียบจะเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่ง

เขานั่งดูดนตรีสักพักและเดินจากไป ฉันส่งยิ้มบางเบาให้เมื่ิอเขาเดินผ่านมาตรงหน้าและสบตาในเสี้ยววินาที

ในความเย็นเยียบของลมหนาว ท่ามกลางสีน้ำข้าวของดวงตา ร่างกายสูงใหญ่ จมูกเป็นสันคม ผมสีบลอนด์ทอง กลับทำให้ฉันรู้สึกว่าดวงตาสีดำอย่างชนชาติตะวันออกนั้นช่างอบอุ่นเหลือเกิน

...ถ้าได้เจอเขาอีกก็คงจะดี
.
.
.
"ตรงนั้นวิวสวยกว่านะ"

ชายชาวเอเชียที่คุ้นตาเดินกลับมาเชิญชวนให้ไปยังดาดฟ้าท้ายลำเรือ ปลุกฉันตื่นจากมนต์สะกดของแสงสีทองริมขอบฟ้า ฉันเดินตามไปท้ายเรืออย่างช้าๆและเริ่มต้นบทสนทนากับชายผู้มาไกลจากมองโกเลีย

เกล็ดน้ำแข็งเกาะเต็มพื้นดาดฟ้าท้ายเรือที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ ฉันเดินไม่กี่ก้าวก็ลื่น ด้วยอาการกลัวพื้นลื่นขั้นสุดและกล้องพร้อมเลนส์บนคอมูลค่าหลายหมื่น ฉันก็ไม่ขอเสี่ยงล้มฟาด แถมวิวจากมุมที่ฉันอยู่เดิมก็สวยกว่าและหันหน้าเข้าหาทิศตะวันออกทำให้มองดวงตะวันได้ชัดเจน ฉันจึงขอเดินกลับมายังจุดเดิม

ด้วยมารยาทหรืออะไรก็ตาม ที่มุมนั้นของเรือจึงไม่ได้มีฉันเพียงลำพัง

ชายจากแดนไกลมีชื่อที่ฉันจำไม่ได้ มีเพื่อนเป็นคนไทยหนึ่งคนที่เชื่อได้จากรูปหลักฐานการมีอยู่จริงของเพื่อนคนดังกล่าวที่อุตสาห์เปิดให้ฉันดู ในภาพเธออุ้มเด็กน้อยหน้าลูกครึ่งถ่ายคู่กับเพื่อนสาวชาวไทยในร้านอาหาร เธอมาล่องเรือกับครอบครัวซึ่งคงยังหลับใหล ส่วนฉันมาลำพัง

"อือ ฉันก็เห็นเธออยู่ลำพัง"

...ขอบคุณนะที่จำฉันได้

"ฉันเรียนโทอยู่มิลาน"
"ฉันเรียนอยู่โลซานน์...เธอรู้จักไหม"
"ต้องรู้จักสิ กษัตริย์พระองค์ก่อนของประเทศฉันใช้ชีวิตวัยเยาว์ที่นั่น"

เกือบทั้งชีวิตใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเป็นไปได้อย่างไรเล่าหากไม่รู้จักเมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก

"ฉันเรียนเป็นภาษาฝรั่งเศสน่ะ เลยค่อนข้างสับสนกับภาษาอังกฤษ"

เธอขอโทษกับทักษะภาษาอังกฤษของเธอ ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไรเลย ภาษาอังกฤษฉันก็ไม่ได้เทพนักหนา ฉันจึงไม่ประหม่าเลยเวลาคุยกับเธอ

"เธอเคยอยากไปดูแสงเหนือมั๊ย นั่นเป็นความฝันของฉันเลย"
"คนเมืองร้อนอย่างฉันคงตายหากไปฤดูนี้"

เธอเล่าถึงแผนการตามล่าหาแสงเหนือที่นอร์เวย์ในอาทิตย์หน้า ขณะที่แสงจ้าจากดวงตะวันค่อยๆคืบคลานพ้นขอบฟ้า พร้อมบทสนทนาเรื่อยเปื่อยจากมิลาน โลซานน์ ยันมองโกเลีย

"ที่อูลานบาตอร์หนาวมากมั้ย"

ชายแปลกหน้าหยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูพยากรณ์อากาศ  ที่เมืองหลวงของมองโกเลียขณะนี้มีอุณหภูมิ -17 องศา แต่ที่แอนตาร์กติกา -24 องศา

"ฉันตั้งไว้ดูเพราะบางทีอูลานบาตอร์ก็หนาวกว่าขั้วโลกน่ะ"

เธอเล่าถึงหน้าหนาวในประเทศบ้านเกิดที่ผืนน้ำจะกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งพร้อมโชว์รูปในมือถือให้ดู ในความสวยงามนั้นช่างน่าสะพรึงตามประสาคนจากเส้นศูนย์สูตรทั้งที่เคยผ่านประสบการณ์ -32 องศาที่ฮาร์บิน ประเทศจีน มาแล้ว

"ฉันไม่รู้จักฮาร์บิน เธอเปิดให้ฉันดูสิ"

เสียดายที่ขณะนั้นฉันไม่มีอินเตอร์เน็ต มิฉะนั้นฉันคงเปิดให้เธอดูความงามของเมืองน้ำแข็งในประเทศเพื่อนบ้านของเธอ ความหนาวเย็นจับจิตนั้นมันคงทำอะไรเธอไม่ได้หรอก

"นี่เธอไม่ใส่ถุงมือหรอ!!!"

ฉันมองฝ่ามือเปลือยเปล่านั้น แหวนสีทองที่นิ้วกลางข้างซ้าย แว่นกรอบใส ต่างหูข้างหนึ่ง เสื้อโค๊ทขนสัตว์สีเลือดหมู...

เธออมยิ้มตอบเบาๆราวไม่รู้สึกถึงความหนาว ในขณะที่ฉันมือชาจนแสบอยู่ในถุงมือหนาที่อุณหภูมิกลางทะเลราว -6 องศา บวกความหนาวจากลมทะเล

เธอขอดูรูปในกล้องของฉันที่มีเธอเป็นเพื่อนเคียงข้างเมื่อบันทึกภาพตั้งแต่ดวงตะวันโผล่พ้นขอบน้ำทาสีเหลืองทองย้อมขอบฟ้าและลาลับหายไปในกลีบเมฆหนาปกคลุมทั่วฟ้าสีเทา

"ฉันคงต้องไปแล้วล่ะ"
เธอเงยหน้าขึ้นมาจากมือถือ

"หวังว่าคงได้เจอกันอีกซักแห่งบนเรือนะ"

"ยังมีเวลาอีกหกชั่วโมง"
เธอก้มลงมองนาฬิกา แต่คำนวณเวลาผิดไปมาก เรือจะเทียบท่าที่สต็อกโฮมตอนบ่ายสอง แม้ฟ้าจะไร้ไอแดดราวย่ำรุ่ง แต่ตอนนี้เป็นเวลาเกือบสิบโมงแล้ว

มือเปลือยเปล่าของเธอเอื้อมมาจับไหล่ฉันเบาๆเป็นคำลา เสื้อกันหนาวตัวหนาทำให้ฉันไม่รู้ว่าฝ่ามือของคนเมืองเหนือนั้นอุ่นหรือเย็นท่ามกลางความหนาวรอบตัว

"ไว้เจอกัน"

...ฉันมั่นใจว่าจะได้เจอเธออีกจริงๆนะ
.
.
ฉันย้ายมุมถ่ายรูปขึ้นไปยังระเบียงเรือชั้นบนสุด แม้จะหนาวจนชาแต่ก็ไม่อาจละสายตาไปจากเกาะแก่งน้อยใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวกลางทะเลรับกับสีท้องฟ้าขมุกขมัว เดินกลับเข้าด้านในเรือทุกครั้งที่ทนหนาวไม่ไหว หลายครั้งที่ยืนคาขวางประตูให้ไออุ่นจากด้านในอาคารรักษาอาการชา ในขณะที่สายตายังจับจ้องที่กลางทะเล

เธอปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมครอบครัว เรายิ้มให้กันเบาๆ

...ถ้าได้คุยกันอีกก็คงจะดี
.
.
ฉันยังเดินไปมาบันทึกภาพทั่วลำเรือจนใกล้ถึงเวลาเทียบท่าเต็มที แต่ไม่เห็นชายชาวเอเชียในเสื้อโค๊ทสีเลือดหมูอีกเลย

...ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่มองโกเลียเค้าใช้ภาษาอะไร
...ฉันยังไม่ได้เปิดแผนที่เมืองฮาร์บินให้เธอดูเลย
...ฉันยังอยากรู้เรื่องการเดินทางตามล่าหาแสงเหนือของเธอ
...ฉันยังอยากรู้เรื่องเมืองโลซานน์มากกว่านี้
...ฉันจำชื่อเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ
...ฉันอยากรู้จักเธอ
.
.
.
...ถ้ามีเวลาอีกหกชั่วโมงเช่นเธอว่าก็คงจะดี




SHARE
Written in this book
Stock-Home(not)Alone
Writer
Nititatita
writer
Life Adventure

Comments