Bohemian Rhapsody
Is this the real life?
Is this just fantasy?
 
ไม่มีอะไรที่เป็นจริง หากแต่ว่าเป็นเพียงการตีความที่มนุษย์สร้างขึ้น ผมได้ยินคำกล่าวนี้แล้วเข้าใจว่าเป็นของนีทเช่ แต่ผมก็จำไม่ได้หรอกว่ามันคือคำกล่าวของนีทเช่ในงานเล่มไหน หรือแม้กระทั่งเป็นคำกล่าวของนีทเช่จริงๆ หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ผมกลับไปนึกถึงมันอีกแล้ว

ผมพยายาม ค้นหา ค้นคว้า คำตอบที่ผมเชื่อว่ามีจริง คำตอบที่ว่าก็คือความจริงที่แท้ แต่มันก็ไม่เคยปรากฎให้ผมเห็นได้สักครั้ง มีเพียงการตีความที่เกิดขึ้นจากประสาทสัมผัส ความรู้สึกและฮอร์โมนที่พลุ่งพล่านในร่างกายคล้ายกับคราบไคลที่เกาะกินและกัดกร่อนจิตใจของผม อย่างไรก็ตามความไม่เป็นจริงดังกล่าวช่างสวนทางกับการกระทำที่แสดงออกมาอย่างจริงแท้

แสงสว่างยามเช้าค่อยๆ เล็ดลอดและแยงเข้าไปในตาไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกสดชื่นเลย กลับกันผมรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งยามที่เห็นมัน ดังเขม่าสีดำที่อึมครึม ราวกับติดอยู่ในงานเขียนกระแสสำนึกที่วนเวียนทำให้ผมกระวนกระวายและรู้สึกวิงเวียนตลอดเวลา ในห้องนั้นมีชั้นวางหนังสือที่คละคลุ้งไปด้วยฝุ่นซึ่งอาจมองว่าไม่ค่อยมีคนหยิบมาอ่าน เพราะทั้งห้องมีเพียงผมคนเดียวและมีเพียงหนังสือเล่มเดียวเท่านั้นที่ผมหยิบมาอ่าน จนจำได้ขึ้นใจว่าแต่ละตัวอักษรมีลักษณะอย่างไร

ผมได้รับหนังสือเล่มนั้นจากคนๆ หนึ่ง ผมค้นหาความจริงจากมันแม้กระทั่งวันที่ผมยังไม่ก้าวข้ามความเชื่อของตัวเอง การอ่านหนังสือเล่มนั้นทำให้ผมค่อยๆ แตกสลาย วนเวียนกับความไม่เป็นจริง และสงสัยแม้กระทั่งว่าการกระทำของตัวเองนั้นมีจริงหรือไม่

คนนั้นบอกว่า "ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดูสิ" ผมไม่เคยคิดว่าหนังสือเล่มนี้จะมีอิทธิพลอะไรกับผมได้เลย ผมเพิ่งมาเริ่มอ่านตอนที่คนๆ นั้นจากไป และไม่เคยคิดว่าภาพของคนหนึ่งจะทำให้ชีวิตของผมยังมีแสงสว่างที่ริบหรี่ต่อไปได้ ในความมืดมนนี้ ผมกลับใช้วันแล้ววันเล่าในการสะสมตัวอักษรเหล่านั้นจนขึ้นใจ มันเป็นแค่หนังสือน้ำเน่าเล่มหนึ่ง แต่ทว่าคนนั้นบอกผมก่อนจากไปว่า "เธอไม่เคยอ่านมัน เธอจะรู้จักฉันได้อย่างไร"

ผมเก็บทุกคำ ทุกตัวอักษร ทุกประโยคในหนังสือจนขึ้นใจ แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจหรือรู้จักตัวตนของคนๆ นั้นได้จริงสักครั้งหนึ่ง ความรู้สึกนี้ทำให้เกิดคราบเขม่าสีดำที่น่าหงุดหงิดและลบไม่ออก วันนี้ก็เป็นเหมือนเดิมที่ผมเฝ้าครุ่นคิด กระอักกระอ่วนใจกับมันทุกครั้ง ผมวางหนังสือเล่มนั้นทิ้งไว้ในที่เดิมที่มันจากมา

ความทรงจำที่ถูกทอดทิ้งกลับเป็นภาพหลอนที่ชัดเจนแม้ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา มองไปตรงไหนก็เห็นคนนั้นซึ่งนั่นทำให้ผมรู้สึกทนไม่ได้ ถึงจะรู้ว่าคนที่ยิ้มอยู่ตรงระเบียงตรงนั้น คนที่นอนอยู่ในห้องนอนยามเช้า หรือคนที่นั่งทำงานตอนดึกคนนั้น เป็นเพียงภาพลวงตาที่ไม่มีอยู่จริง ไม่เป็นจริง แต่ความไม่เป็นจริงในอวัยวะภายในที่ปั่นป่วนของผมกลับสั่งให้เชื่อว่ามันเป็นจริง

ผมรู้ว่ามันไม่สมควร แต่ผมกลับรู้สึกขยะแขยงตัวเองอยู่เสมอ เป็นความรู้สึกผิดที่ยังคงหลอกหลอนในจิตใจ ผมอาบน้ำชำระคราบไคลที่ทำให้ผมรู้สึกอึดอัด สบู่ที่ผมใช้ชำระร่างกายนั้นไม่ได้ช่วยชำระให้จิตใจใสสะอาดได้เลย ภาพมือที่ยับเยินยังติดกับเบื้องหลังที่หลอกหลอน ความกังวลที่ยังอยู่ทำให้ผมต้องชำระล้างทุกสัดส่วนให้สะอาดและสงบสติอารมณ์

ผมมองคนๆ นั้นกำลังเดินออกไปไกลลับตาและไม่ย้อนกลับมา ด้วยสายตาและสีหน้าที่ว่างเปล่า ภาพนี้ค่อยๆ ชินชาในสายตาและรับรู้ได้ว่ามันเป็นเพียงภาพลวงตา ผมหยิบแผ่นเสียงไวนิลที่เธอชอบฟังออกมาใส่ในเครื่องเสียงแล้ว พยายามหลับตานอนในเตียงขนาดคิงไซส์ที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่าและตัวตนของกลิ่นหอมที่เริ่มจืดจางลงไป 
Is this the real life ?
Is this just fantasy?
ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมา เหงื่อไหลรินออกมา เต็มไปด้วยความสกปรกโสมมที่ผมขยะแขยง ผมเข้าไปในห้องน้ำ สถานที่เดียวที่คอยชโลมจิตใจของผมโดยเฉพาะเมื่อกำลังเช็ดถูคราบไคลที่เปรอะเปื้อน จริงๆ อาจแปลกเหมือนกันที่งานบ้านที่ผมชอบที่สุดคือการขัดห้องน้ำ เพราะนั่นทำให้ผมขังตัวเองกับห้องน้ำได้นานๆ และหลงลืมเรื่องราวน่าเศร้าต่างๆ 

ผมไม่ค่อยชอบเรียกห้องน้ำว่าห้องน้ำหรอกนะ จริงๆ ผมชอบที่จะใช้คำว่า “สุขา” มากกว่า เพราะห้องนี้เป็นห้องเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกได้ปลดเปลื้องออกจากความทุกข์ ราวกับหลงหลุดไปในดินแดนแห่งพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ตรัสกับโมเสสและเยซูคริสต์ ราวกับสิ้นสุดที่นิพพานโดยไม่ต้องคิดถึงเรื่องซ้ำๆ วนเป็นวัฏฏสงสารที่ไม่มีตัวตน และไม่เป็นจริง 

ผมล้างมือที่เต็มไปด้วยแผล ให้น้ำไหลผ่าน ให้มันแสบเข้าไปถึงเนื้อข้างใน และทำให้ผมรู้สึกสะอาดก่อนที่จะกลับสู่ห้วงนิทรา ดำดิ่งลงไปสู่ภาพความทรงจำที่ไม่สามารถขัดหรือลบเลือนมันออกเหมือนคราบไคล เสียงเพลงยังล่องลอยในความเงียบงัน

ภาพน้ำกัดเซาะคราบเหงื่อไคล ยังเด่นชัดทุกขณะ ภาพที่ผมเคยทำร้ายคนๆ นั้นก็ยังแจ่มใจทุกวัน ภาพมือที่เงื้อง่ามันก็ยังรู้สึกเจ็บเสมอ ภาพน้ำที่ค่อยๆ กลัดกลืนสิ่งสกปรกเหล่านั้นออกมา ทำให้ผมคลายกังวลได้แค่เพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น เพราะผมยังเห็นคราบสีดำที่เกิดจากน้ำตาของคนนั้น  คราบที่ทำให้หน้าเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยความโสโครกนั้น ผมมองเห็นนัยน์ตาที่ว่างเปล่าและลิปสติกที่คนๆ นั้นทาทับรอยลิปสติกอีกทีในเดือนมีนาคมปีนั้น
Put a gun against his head
Put the trigger now he’s dead.
เสียงเพลงที่ดังจากห้วงนอกนิทรานั้นทำให้ผมที่ยังวนเวียนอยู่ในฝันคิดถึงความตาย มันอาจดูสิ้นหวังอยู่หน่อยๆ ที่ผมคิดว่าความตายที่สุดแล้วคือความจริงที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงจะฆ่าตัวตายหรือแก่ตาย ป่วยตาย ทุกอย่างก็คือความตาย ไม่ว่าอะไรก็ต้องตาย ผมในตอนนี้ก็เหมือนกับความรู้สึกมันตายไปอย่างช้าๆ ราวกับคนๆ น้ันเอาปลายกระบอกปืนจ่อไว้ที่หัวผมตลอดเวลา รอเพียงให้เขาค่อยๆ เหนี่ยวไก

เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้ผมสะดุ้งตื่นจากภวังค์ ผมก้าวลงไปข้างล่างเพื่อดูว่ามีใครมาหรือไม่ แต่พบเพียงจดหมายสีขาวที่จ่าหน้าซองถึงผมเท่านั้น แน่นอนว่ามันห่อใส่ในถุงพลาสติกอย่างดี นั่นทำให้ผมรู้ว่ามันมาจากคนที่รู้จักผม และรู้ว่าผมทนอยู่กับความปั่นป่วนที่ไม่เป็นจริง แต่ไม่สามารถหยุดการกระทำต่างๆ นั้นได้

ฉากเดิมในห้องน้ำ ผมหยิบจดหมายที่ห่อในถุงพลาสติกไปล้างพร้อมกับล้างมือแม้ว่าผมจะไม่ได้มีความรู้สึกที่อยากจะกระทำนัก เพราะมันช่างดูไร้สาระและว่างเปล่า แต่ผมกลับมีความรู้สึกกระอักกระอ่วนจนต้องชำระล้างมันตลอดเวลา และเมื่อผมทำ ผมก็กลับมานึกรังเกียจตัวเองในภายหลัง

ผมพาตัวเองไปยังห้องครัว สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่มีชีวิตชีวารับประทานได้ แม้ว่าเมนูประจำวันของผมไม่ได้รังสรรค์อะไร มีเพียงไข่เจียวฟองเดียวและข้าวสวยที่อุ่นด้วยไมโครเวฟเท่านั้น ผมหยิบซองชาออกมาใส่ถ้วยกาแฟและชงด้วยน้ำร้อนอย่างละเมียดละไม ศิลปะการชงชาก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจไม่น้อย แต่ด้วยความที่เป็นเทรดิชั่นนอลของมันหรือแบบแผนจารีตประเพณีขนบกฏระเบียบของสังคมที่กลมกล่อม ตกตะกอนลงข้างล่างถ้วยชา มีความเป็นคราบขุ่นดำที่น่ารังเกียจเหมือนกับภาพความทรงจำที่คละคลุ้งที่ผมมีต่อคนๆ นั้น ทำให้ผมไม่สามารถที่จะมองเห็นมันได้

ผมหยิบหนังสือเล่มเดิมมาอ่านอีกครั้ง ไม่นานนักผมก็อ่านมันจบ และไม่ลืมที่จะอ่านจดหมายสีขาวนั้น ข้อความที่ไม่น่าจดจำมากนักกลับทำให้ผมรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้อง ผมเชื่อว่าทุกคนคงเป็นเหมือนกัน เมื่อคนในครอบครัวที่ไม่ได้เจอกันตั้งนานส่งข้อความมาบอกว่าจะมาเยี่ยมที่คอนโด และโดยเฉพาะช่วงเวลาที่ผมรู้สึกประหลาดและแปลกแยกเช่นนี้

ความแปลกประหลาดของผมอย่างหนึ่งคือผมชอบฟังเพลงเก่า ผมหยิบไวนิลแผ่นของ momus ศิลปินชาวสก๊อตแลนด์ที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนักขึ้นมาฟังวันละหลายๆ รอบ มีเพลงหนึ่งในอัลบั้มที่ผมชอบมากชื่อว่า I was a maoist intellectual อาจเป็นเพราะความรู้สึกเป็นนักปฏิวัติที่ไม่สามารถปฏิวัติได้ เป็นนักปฏิวัติที่ไม่เป็นจริง เมื่อพูดถึงนักปฏิวัติทำให้ผมนึกถึงเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่ผมเคยอ่านเมื่อนานมาแล้วแต่ก็จำไม่ค่อยได้ จำได้ดีคือชื่อรวมเล่มที่ชื่อว่า “เราหลงลืมอะไรบางอย่าง” ซึ่งผมก็คงหลงลืมอะไรบางอย่างจริงๆ ความทรงจำแว้บไปแว้บมาและเสื่อมสลายยกเว้นความทรงจำลวงตา

ผมนั่งลงบนโซฟาและกลับมาอ่านหนังสือเล่มนั้นเหมือนเดิม เสียงกริ่งดังขึ้นผมค่อยๆ เดินไปเปิดประตู ปรากฏร่างผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งผมเกือบเผลอไผลนึกไปว่าเป็นคนคุ้นเคย แต่ไม่ใช่ ภาพประตูบิดเบี้ยวอย่างกระอักกระอ่วน ผมรีบปิดประตูเมื่อรู้ว่าเธอแค่กดผิดห้องเท่านั้น

ความกระอักกระอ่วนกระอึกกระอือยังติดอยู่ในกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่ลำไส้เล็กของผมอยู่ อาการมวนท้องและหน้ามืดตาลายมีมากขึ้น ผมพยายามสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ก่อนที่จะนั่งลงบนโซฟา แม้ผมรู้ว่าเธอคนที่มาเคาะประตูไม่ได้ทำอะไรผิดแผกก็ตาม แต่ผมต่างหากที่ผิดปกติ
ผมกลับไปยังโลกแห่งความสะอาดบริสุทธิ์ ที่มีกลิ่นสดชื่นของน้ำยาชำระล้าง ที่ผมเพิ่งใช้ทำความสะอาดมัน คราบความทรงจำที่ค่อยๆ พอกพูนจากความสัมพันธ์ระหว่างผมกับคนๆ นั้นในระยะเวลาหลายปีนั้นกลายเป็นสีดำที่ผมขัดเท่าไรก็ขัดไม่หมดเสียที พื้นห้องน้ำที่เคยเป็นสีขาวและเคยเป็นสีดำสลับกันไปมาเพราะการหลงละเลยลืมเลือนไม่ใส่ใจและการบิดเบือนความทรงจำ

ไม่มีอะไรจริงแท้ ดังนั้นการพยายามตามหาสีขาวที่เคยสดใสในพื้นที่สีดำมันช่างดูมืดมนและขมขื่นเสียเหลือเกิน ผมขัดแล้วขัดอีกซ้ำๆ ซากๆ วันคืนผ่านไปอย่าเลือนลืมหลงเดือนหลงตะวันข้ามพ้นวันใหม่ยิ่งทำให้ความทรงจำที่ผมมีต่อเขาไม่รู้จักจบจักสิ้น คราบไคลนั้นช่างแน่นหนาและบีบคั้นอารมณ์รุนแรงจนไม่สามารถต้านทานได้ ภาพของเขายังติดอยู่ในจิตใจของผมไม่เสื่อมคลาย และไม่สามารถที่จะขจัดคราบเขม่าดำที่เต็มไปด้วยควันพิษได้ คล้ายว่ามันจะหมดไป แต่ภาพที่ไม่ปะติดปะต่อก็ยังเห็นเป็นคนๆ นั้นอยู่ดี
I see a little silhouetto of a man,
Scaramouche, Scaramouche, will you do the Fandango?
ผมลงไปอ่านจดหมายอีกครั้งเพื่อหาร่องรอยสิ่งที่ตกหล่นไป แต่ก็ไม่พบอะไรที่ทำให้ผมกังวลใจไปมากกว่าคนในครอบครัวคนนั้น แต่ความกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูกทำให้ผมต้องกลับขึ้นไปชั้นบนเพื่อตรวจดูสิ่งของความเรียบร้อย เสียงน้ำหยดติ๋งๆ ทำให้ผมกลับไปห้องน้ำอีกครั้ง และล้างมือเตือนสติตัวเองตลอดเวลา

ภาพยาแนวที่ผุกร่อนจากการขัดต่อเนื่อง แม้มันจะขาวนวลสะอาดเป็นสีเผือกแต่มันก็ทรุดโทรมเสียเหลือเกิน บางรอยก็ลอกออกหมดทำให้เห็นปูนข้างใน ผมรู้สึกได้ถึงความไม่สมดุล ไม่พอดี และขัดแย้งกันในห้องน้ำของผม ผมค่อยๆ ตัดสินใจที่จะทาสีห้องน้ำให้เป็นสีขาวเพื่อลบรอยด่างพร้อยในใจ ที่ไม่ต่างจากมือของผมที่เต็มไปด้วยภาพผุพังทลายเสื่อมสลายของความสัมพันธ์ เผยให้เห็นคราบความน่ารังเกียจในร่างกาย อวัยวะภายในที่ปั่นป่วนและประสาทสัมผัสที่เต็มไปด้วยความกังวลกระวนกระวายกระอักกระอ่วนเต็มไปหมด และไม่สามารถหลุดพ้นได้ แม้จะรู้ว่าสิ่งที่คิดไม่เป็นจริง แต่การกระทำที่เป็นจริงก็ตอกย้ำตลอดเวลาราวกับไม่มีที่สิ้นสุด 

ผมอ่านหนังสือเล่มเดิม สะสมตัวหนังสือทีละนิดทีละนิด ถ้อยคำที่พอกพูนขึ้นยิ่งทำให้รู้สึกอึดอัด คลื่นเหียนและรู้สึกอยากอาเจียนตลอดเวลาราวกับเสียงเพลงโบฮีเมียนราปโซดี้ที่เขาชอบฟังเล่นวนซ้ำไปซ้ำมาไม่มีจุดจบเหมือนกับโรคร้ายที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และผมก็อยู่ด้วยความรู้สึกที่ไม่เป็นจริงกับการกระทำที่ค่อยๆ กัดกร่อนกลืนกินวิญญาณของผมไปเรื่อยๆ ราวกับจุดจบทุกอย่างอยู่ที่ความตายและความทุกข์ทนที่ไม่สามารถดับสูญจึงต้องยังคงอยู่ เป็นความตายที่ยังเดินอยู่
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
ผมมีเรื่องจะเล่าให้คุณฟัง
.
ไม่มีอะไรที่เป็นจริง หากแต่ว่าเป็นเพียงการตีความที่มนุษย์สร้างขึ้น ผมได้ยินคำกล่าวนี้แล้วเข้าใจว่าเป็นของนีทเช่ แต่ผมก็จำไม่ได้หรอกว่ามันคือคำกล่าวของนีทเช่ในงานเล่มไหน หรือแม้กระทั่งเป็นคำกล่าวของนีทเช่จริงๆ หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ผมกลับไปนึกถึงมันอีกแล้ว

ผมพยายาม ค้นหา ค้นคว้า คำตอบที่ผมเชื่อว่ามีจริง คำตอบที่ว่าก็คือความจริงที่แท้ แต่มันก็ไม่เคยปรากฎให้ผมเห็นได้สักครั้ง มีเพียงการตีความที่เกิดขึ้นจากประสาทสัมผัส ความรู้สึกและฮอร์โมนที่พลุ่งพล่านในร่างกายคล้ายกับคราบไคลที่เกาะกินและกัดกร่อนจิตใจของผม อย่างไรก็ตามความไม่เป็นจริงดังกล่าวช่างสวนทางกับการกระทำที่แสดงออกมาอย่างจริงแท้






Is this the real life?

Is this just fantasy?
Caught in the landslide
No escape from reality.
-Bohemian Rhapsody, Queen  


*ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 2560 กับสสส.*
SHARE

Comments