ชีวิตเท่าที่รู้
ในวัย 27 ปี เกือบ 7 เดือน
สารภาพอย่างไม่อายเลยว่า เมื่อกี้อ่าน “เมื่อถึงเวลา ดอกไม้จะบานเอง” บนเครื่องบินกลับจากอู่ตะเภาแล้วแอบร้องไห้

เป็นหนังสือที่ดีมาก ไม่ใช่เพราะมันดราม่า แต่มันคือแง่มุมจากชีวิตจริงของผู้เขียนที่ซ้อนทับกับบางรายละเอียดในชีวิตเรา เหมือนมีคุณอาใจดีที่ค่อยๆคลี่เหตุการณ์ต่างๆในชีวิตเพื่อให้เราค่อยๆซึมซับ ตั้งคำถาม และถอยออกมามองชีวิตตัวเองใหม่ เป็นหนังสือที่เหมาะกับการก้าวเข้าสู่ปีใหม่มาก

ไม่บ่อยที่เราจะเห็นตัวเองในผู้เขียน เล่มนี้เป็นอย่างนั้น
เราสื่อถึงกันไม่ใช่ด้วยความแกร่งกล้า
แต่ด้วยความเปราะบาง อ่อนไหว และใช่ “ความกลัว”

เช่นเดียวกับผู้เขียน หลายครั้งเราเฝ้ามองผู้คนแล้วตั้งคำถาม พวกเขากำลังทำอะไร พวกเขากำลังจะไปที่ไหน
เราเกิดมาทำไม เราใช้ชีวิตเพื่อตัวเราเท่านั้นหรือ บนโลกกว้างใหญ่ใบนี้ที่ทางของเราอยู่ที่ไหน ทำไมเหมือนทุกคนวิ่งแซงหน้าเราไปทีละคนๆ เราจำเป็นต้องแข่งขันเหมือนคนอื่นๆมั้ยนะ ตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่กันนะ อนาคตเราจะเป็นยังไง จะมีใครกลัวในความไม่แน่นอนนี้เหมือนเราบ้างมั้ยนะ

ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเริ่มเมื่อไหร่ 
และไม่รู้ด้วยว่าเพราะอะไร
แต่ความอ่อนแอไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่จะเปิดเปลือยตีแผ่ออกสู่โลกภายนอก เรามักอยากให้ผู้คนเห็นด้านที่งดงาม ประสบความสำเร็จ แล้วกอดเก็บบาดแผลและเศษเสี้ยวตัวตนและความฝันที่แหลกสลายเอาไว้กับตัวเอง

เราอาจบอกโลกว่าเราโกรธ หงุดหงิด ขุ่นข้อง
แต่เราไม่อยากแบ่งปันรอยน้ำตาของเรากับใคร

ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องที่เราจะยอมรับกันง่ายดาย
เพราะทุกคนกำลังเฉลิมฉลองชัยชนะอยู่ในแบบของตัวเอง

แต่หนังสือเล่มนี้แบ่งปันความอ่อนแอนั้น
ความสับสน ความไม่มั่นใจ ความกลัว ความพรั่นพรึงต่ออนาคตที่ไม่มีอะไรแน่นอนนอกจากความตาย

เป็นการแบ่งปันที่ค่อยๆน้อมใจเราให้ยอมรับมันอย่างเข้าใจ หลากหลายแง่มุมเราเพิ่งจะมาเข้าใจเอาในวันนี้

ประโยคที่เราชอบมากๆคือ

บางทีเราอาจจะเรียนมากไป เพื่อออกไปทำงานไกลบ้านเกินไป
“บ้าน” ที่อาจไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้าง แต่คือตัวตนของเรา
บางทีที่เราดิ้นรน อาจเป็นเพราะเราหลงทาง
เราหลงทาง ออกไปไกลห่างจนหาบ้านของเราไม่เจอ

ถ้ามัวแต่ออกเดินทางไกลไปแสวงหาตัวเอง
ชีวิตก็จะมีเพียงตัวเองเรื่อยไป

....จนเมื่อตัดสินใจหันหลังกลับ
จึงเข้าใจว่าแท้จริงแล้วชีวิตนี้...
เรามีไว้เพื่อคนอื่นด้วยเช่นกัน

เป็นมุมที่เราลืมมองไป
หลายครั้งเมื่อกลับจากการเดินทาง ใจเรากลับวูบโหวง
อาจเพราะความสุขของเราไม่ได้เกิดจากการเติมเต็มตัวเองอยู่ฝ่ายเดียว

แต่คือการเป็นความสุขให้คนที่เรารักด้วยเช่นกัน
“บ้าน” ของแต่ละคนคงมีนิยามแตกต่างกัน
ถ้ามรสุมและความไม่แน่นอนของชีวิตคือพายุหิมะที่เคยทำให้เรามองไม่เห็นว่าบ้านรอเราอยู่ที่ตรงไหน

ตอนนี้พายุหิมะที่ว่าคงเบาบางลงบ้าง
พอให้เห็นเค้าลางของบ้านอยู่ลิบๆ ไม่ใกล้ไม่ไกล
เมื่อใจเราไม่ทุรนทุราย ทุกย่างก้าวของการเดินทางก็ไม่น่าหวาดหวั่นเท่าที่เคยเป็นมา

เพราะ “เมื่อถึงเวลา ดอกไม้จะบานเอง”
♥️♥️♥️

SHARE
Writer
Gentlediary
Language enthusiast
ความคิด I ความสนใจ I ความทรงจำ IG: Eve.piri

Comments