คำตอบในวัยเกือบ 24 ของฉัน
มันเป็นช่วงระยะเวลาหลังจากรับปริญญาของเพื่อนๆของเราที่เพิ่งจบ
ตามจริงแล้ว หมายถึง ถ้าว่ากันตามวัย หลักสูตร ปีที่แล้วก็คงจบพร้อมกันหมด
แต่เพราะโลกมีความฝันที่หลากหลาย มีความสำเร็จหลายรูปแบบ หนทางในการใช้ชีวิตมันเลยต่างกัน อาจจะจุดสองจุดสามจุด แต่นั่นแหละ มันทำให้เพื่อนหลายคนตัดสินใจวิ่งไล่ตามความฝัน ช้าบ้าง เร็วบ้าง หยุดบ้าง พักบ้าง แต่ก็อีกนั่นแหละ ทุกคนเดินตามความฝันของตัวเองจนสำเร็จไปอีกหนึ่งก้าว เราอดไม่ได้ที่จะไปแสดงความยินดี ไปแบบฮึกเหิมมาก แต่กลับมาด้วยความรู้สึกเหนื่อยอ่อน แถมยังรู้สึกโดนสังคมในเฟสบุ๊คกัดกินตัวเราไปเหมือนตอนจบใหม่ๆอีกแล้ว

ตอนจบใหม่ๆ ช่วงก่อนมีงานทำ (ว่างงานนั่นแหละ) เราเสพติดโซเชียลมาก ไม่ได้อัพนะ เพราะชีวิตเราไม่มีอะไรดีๆอวดคนอื่นเค้าเลย คนอื่นที่มีงานทำ มีเงินของตัวเอง ได้ไปเที่ยว ได้กินของอร่อยๆ กลับกันเราตอนนั้นอยู่บ้าน รองาน ช่วยพ่อบ้าง ช่วยแม่บ้าง เปื่อยๆ รู้สึกไม่เก่ง ไม่มีคุณค่า เรียนก็สูงนะ เกรดก็ไม่ได้แย่ มหาลัยก็ไม่ได้จะไม่มีชื่อเสียง ทำไมสู้คนอื่นไม่ได้เลยวะ 

คนที่ให้กำลังใจเราดีที่สุด ก็ไม่พ้นป๊ากับแม่นั่นแหละ
ป๊าก็บอกว่าทุกอย่างมันไม่มีอะไรเป็นไปตามความฝันหรือความต้องการเสมอหรอก บางครั้งโอกาสในชีวิตน่ะ กระโดดจับไปมา สุดท้ายถ้าไม่ใช่ของเราก็ไม่ใช่ แต่แค่ทำตัวเองให้พร้อมเสมอก็พอ อย่าหยุดเรียนรู้อะไรในทุกวัน แม่ก็ไปดูดวงหลายสำนัก มาปลอบใจเราว่าหมอว่าเราดวงดีแค่ไหน จะได้ไปต่างประเทศ บลาๆ เลี้ยงดูตัวเองได้ดี หาเงินได้เก่ง หน้าที่การงานแบบรุ่งโรจน์ เราก็ได้แค่แบบ เออๆ ขอให้ได้งานก่อนละกัน จะทำให้มันเป็นจริงสมปากหมอซะหน่อย แต่ก็นะ เราก็แห้วอยู่เป็นเดือนกว่าจะได้งานแรก 

พอได้งานแรก ก็มุ่งมั่นเต็มที่เอามากๆ จนเราหายไปจากโซเชียลที่เรียกว่าเฟสบุ๊คช่วงนึง หายแบบหายไปเลย เล่นนับครั้งได้ไปเป็นปีครึ่งเกือบสองปี จนกลับมาเล่นอีกทีหลังลาออกจากงานแรก ซึ่งแมร่ง... พีคสัส ทุกคนชีวิตดีชิบหาย กูทำไรอยู่เนี่ย

เราลาออกงานด้วย... เอาจริงๆ มาคิดตอนนี้ก็โคตรจะทิฐิเลย คนเรามันโตขึ้นในทุกวันแหละ เราถึงรับรู้ว่าตัวเองในวันนั้นโคตรเด็กเลย เด็กโคตรๆ แต่ถ้าจะมัวเสียใจในการตัดสินใจของตัวเองในวันนั้น มันก็คงก้าวต่อไปข้างหน้าลำบาก เพราะงั้นเราก็เลยเคารพในการตัดสินใจของตัวเอง เพราะเราเชื่อว่า สุดท้ายเราก็ต้องเติบโตในทางที่เราเลือกอยู่ดี

เอาจริงๆ เราสามารถตอบคำถามของตัวเองในวัย 21 ได้แล้วนะ...
เราหาเงินได้ไม่เท่าที่ป๊ากับแม่ให้เราเลย เราแค่เลี้ยงตัวเองได้อยู่แบบสบาย เงินที่เราหามาได้ไม่ว่าเท่าไหร่ พ่อแม่เราไม่ต้องการมันเลยด้วยซ้ำ มีแต่ยินดีหยิบยื่นให้เราทั้งเวลาและเงิน เวลาในการมาหา เงินในการซื้อของหรือวัตถุดิบทำอาหารมาฝากเรา หาได้มากเท่าไหร่ ให้ไปเท่าไหร่ ก็เหมือนได้คืนมาเท่านั้น แต่ที่เรารับรู้ตลอดเลยคือ เราขอบคุณตัวเองนะ เพราะถ้าเปรียบตัวเองจากวัย 21 ในวันนั้นที่เราเขียนว่าตัวเองต้องการอะไร อยากมีเงินมากแค่ไหน อยากมีความสำเร็จมากแค่ไหน มันทำให้เรามีวันนี้ วันที่เราตั้งใจทำงานในแบบของเรา มีวันที่เหนื่อยโคตรๆ มีวันที่ไม่เป็นใจ วันที่โดนด่า และวันที่ยิ้มร่าได้เพราะงานเรามันสำเร็จ ความตั้งใจในวัย 21 ของเรา มันทำให้วัยใกล้จะ 24 ของเราตั้งใจที่จะตั้งใจให้มากขึ้น เคารพในการตัดสินใจของตัวเองมากขึ้น รักตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น เราอยากเป็นแค่เท่านี้จริงๆ  

เรากลับมาตอบคำถามเธอแล้วนะ... ในวัย 23 ย่างเข้า 24 
ในวัยทำงาน หลังจากพ้นปีแรกมาเธอหาเงินได้มากกว่าที่ตัวเธอคิดว่าจะทำได้ เพียงแค่มันน้อยเกินกว่าที่จะเป็นการเริ่มต้นอีกครั้งในที่ที่สอง ตอนนี้เธอได้อยู่ในองค์กรใหญ่ วัฒนธรรมในแบบองค์กรที่เธอไม่ชอบ เธอยังไม่ได้กลมกลืนกับมันหรอกนะ แต่เธอเองก็รู้ตัวดีว่าการแตกต่างกับคนพวกนั้นจะทำให้เธอเหนื่อยไม่น้อย เธอสร้างความฝันเล็กๆอีกอันนึงขึ้นมา น่าแปลกที่แค่เกือบ 3 ปีมันก่อให้เกิดความฝันที่ไม่ใช่แค่เพื่อป๊ากับแม่เธออีกแล้ว แต่ความฝันของเธอยังมีสำหรับพี่ชายและพี่สาวที่เธออยากทำให้พวกเค้า ไม่ใช่แค่เพราะความรัก แต่เพราะเธอไม่มีภาระที่สุด และเธอมั่นใจในศักยภาพของเธอว่าเธอทำมันให้พวกเค้าได้ เพราะงั้นสำหรับเราแล้ว แค่ตอนนั้นที่เธอมีความคิดอยากจะทำอะไรเพื่อทั้งตัวเธอเองและคนที่เธอรัก มันมากพอแล้ว อย่ากดดันตัวเองเลยนะ เพราะมันไม่มีใครกอดตัวเองแล้วอุ่นได้ในวันที่อยู่คนเดียวเลย... ถ้าเธออยากร้องไห้เพราะเหนื่อย เพราะท้อ เพราะเสียใจ ทำเถอะ ทำมันให้คนที่พร้อมจะกอดเธอเห็น และยอมรับอ้อมกอดของเขาซะ เธอจะคิดถึงความอบอุ่นที่เค้ามอบให้เสมอ และมันจะดีกับตัวเธอในวันต่อๆไป

สิ่งที่เธอควรจะภูมิใจอีกอย่างนึงคือ.. เธอส่งเงินให้ป๊ากับแม่ทุกเดือนเลยนะ แม้กระทั่งในสองเดือนที่เธอออกจากงานแบบดาดๆ และเริ่มหางานใหม่แบบไม่มีเงินเข้าจากเงินเดือนเลยแม้แต่น้อย แต่เธอก็คงจะหงุดหงิดเหมือนกันถ้ารู้ว่าการตัดสินใจไปอเมริกาอีกครั้งมันทำให้เงินเก็บของเราแทบไม่เหลือ และสุดท้ายป๊าเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของเธอไปเดือนนึง (เพราะเธอกะเวลากลับมาจากอเมริกาผิด และมันจัดการแบงค์กิ้งไม่ได้ ระบบธนาคารสีเขียวคือ...) ป๊าไม่ได้ให้เราจ่ายคืนซักบาทด้วย แค่ให้เราสัญญาว่าการได้ไปพักผ่อนครั้งนี้ กลับมาเราจะต้องมากอดและยิ้มให้ป๊าแบบสดใสๆได้อีกครั้ง

แล้วเราก็กลับมา... กลับมาทำงานใหม่ งานที่เธอคงไม่คิดว่าตัวเองจะได้ทำ แต่มันเป็นงานที่เธอจะรู้จักคนเยอะขึ้น รู้จักของกินอร่อยๆ รู้จักสังคมการทำงานที่แท้จริงแบบโคตรๆ เกมส์การเมืองในองค์กรที่เธอปวดหัวไม่รู้จักหยุดหย่อน แต่ไม่เป็นไรนะ เราสัญญาเลยว่า พวกเราในวัยที่เติบโตขึ้นมากกว่าตัวเราในวัยนี้จะรับมือมันได้ 

ป๊าพูดว่าไว้เสมอว่าต้นไม้จะเติบโตได้ดีในที่ที่เหมาะสม 
เราก็เชื่อแบบนั้น เพราะงั้นอย่าไปกลัวการเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตเลยนะ 
SHARE
Writer
Aonandon
ฉันผู้อยากจะมีความหวังเสมอ.
ฉันผู้เขียนความผิดหวังเป็นตัวหนังสือ.

Comments